2. จุดดี จุดด้วย และข้อเสนอแนะ (ต่อ)
จุดด้อย
1. ปัญหาดุลยภาพระหว่างอำนาจฝ่ายบริหาร VS ฝ่ายนิติบัญญัติ การเสนอเป็นเงินกู้นอกงบประมาณ ให้อำนาจตัดสินใจใช้เงินจำนวนมากกับฝ่ายบริหาร ผ่านการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในเอกสารประกอบการพิจารณาตลอดระยะเวลา 7 ปี ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีโอกาสให้ความเห็นชอบตาม พ.ร.บ.และบัญชีแนบท้ายเพียงครั้งเดียว ทั้งที่เป็นเม็ดเงินจำนวนมาก เฉลี่ยต่อปีแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบลงทุนตามงบประมาณปกติ ซึ่งรัฐสภามีสิทธิกลั่นกรองทุกปี ระยะเวลา 7 ปีนั้นข้ามช่วงอายุปกติของรัฐสภา เป็นการก้าวล่วงอำนาจของสภาชุดต่อไปในการกลั่นกรอง ให้ความเห็นชอบ
2.โครงการจำนวนมากยังไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ หากดูจากเอกสารประกอบการพิจาณา ซึ่งแบ่งประเภทโครงการออกเป็น 4 กลุ่ม จะพบว่ามีโครงการจำนวนมากที่ยังไม่ผ่านการศึกษาความคุ้มค่าทางการเงิน/เศรษฐกิจ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมแล้ววงเงินกว่า 9 แสนล้านบาท ซึ่งอาจมีการเร่งรีบสรุปผลการศึกษาทั้งที่ไม่คุ้มค่าในการลงทุน การพัฒนาระบบขนส่งทางราง- รถไฟทางคู่ ทั้งทางเก่าและทางใหม่ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นว่าสำคัญและควรเร่งดำเนินการ แต่ส่วนของของการพัฒนารถไฟความเร็วสูงนั้น ยังศึกษาความเป็นได้ของโครงการ (Feasibility Study ย่อมา FS) ไม่เสร็จ เรามีโครงการที่ดี คุ้มค่า เราคงหาเงินลงทุนได้ แต่ พ.ร.บ.นี้เหมือนเอาเงินมากองไว้ก่อน เลยมีคำถามจำนวนมากการสร้างความโปร่งใส ( accountability) ในการดำเนินการภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญ การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ ควรให้หน่วยงานที่เป็นกลางดำเนินการแทน และต้องทำอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินการ นอกจากนี้ผลการประมาณการ ควรถูกเปรียบเทียบกับการประมาณการวิธีอื่นๆ และเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง
3. ความเสี่ยงด้านการคลัง ความเสี่ยงด้านการคลังขึ้นกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการลงทุน ในการสร้างรายได้ประชาชาติ ซึ่งยังไม่แน่นอนและเสี่ยงต่อการประเมินในด้านดีเกินควร ที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจนในแผนการลงทุนทั้งหมดของรัฐบาล ว่าโครงการเส้นเลือดหลัก/เส้นเลือดฝอย วงเงินรวมเท่าไร ลงทุนเมื่อไร ในงบประมาณเท่าไร จะมีวงเงินนอกงบประมาณอีกหรือไม่ นอกจากนี้รัฐบาลไม่ได้นำเสนอแผนการสร้างรายได้อื่นๆ
4. โครงสร้างพื้นฐานดีเยี่ยมที่กำลังจะสร้างขึ้นนี้ ไม่ทำให้การกระจุกรายได้และทรัพย์สินกับคนจำนวนน้อยในประเทศไทยเวลานี้เปลี่ยนแปลงไปในทางใด นอกจากยิ่งกระจุกมากขึ้น หรือที่กระจุกอยู่แล้วก็จะเป็นรายได้และทรัพย์สินก้อนใหญ่ขึ้น เช่น ถนนหนทางและทางรถไฟที่สะดวกสบาย ย่อมให้โอกาสหารายได้และทำกำไรแก่คนรวยมากกว่าคนจน แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะคนรวยฉลาดกว่าหรือเก่งกว่า แต่เพราะเขามีฐานของทรัพย์สินที่สะสมเอาไว้อย่างไม่เป็นธรรมมากกว่าต่างหาก หรือการปฏิรูปที่ดิน แน่นอนว่าเส้นทางคมนาคมที่สะดวกสบายย่อมทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น โดยเฉพาะในชนบทใกล้เมือง (เช่นอยุธยา, นครปฐม, นครนายก เป็นต้น) ในขณะที่คนทั่วไปมีกำลังที่จะมีบ้านเป็นของตนเองมากขึ้น (แยกจากครอบครัวขยายไปสู่ครอบครัวเดี่ยว) ความต้องการที่ดินในชนบทก็สูงขึ้นเพราะตลาดขยายตัวอย่างไรก็ตาม ที่ดินประมาณ 8-90% ในประเทศไทยกระจุกอยู่กับคนรวยไม่กี่ตระกูลอยู่แล้ว เขาได้กำไรหล่นทับ (windfall profit) ไปทันที จำนวนมหาศาลด้วย หลังจากทิ้งให้รกร้างว่างเปล่ามาหลายปี ยิ่งกว่านี้ เขาคือคนที่มีกำลังจะกว้านซื้อที่ดินเพื่อทำกำไรระยะสั้นได้มากที่สุด ราคาที่ดินซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความใฝ่ฝันของคนไทยธรรมดาที่จะมีบ้านเป็นของตนเองห่างไกลขึ้นไปอีก แต่ความฝันนั้นก็ยังอยู่ใกล้ตัวเหมือนเดิม รถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้หนักข้อขึ้น หากรถไฟไม่ได้มาพร้อมกันกับการปฏิรูปที่ดินขนานใหญ่ เพื่อทำให้ที่ดินไม่มีทางจะเป็นสินค้าเก็งกำไรได้เลย