(ตอนที่ ๔

เล่าเรื่องไปเที่ยวฝรั่งเศส-เนเธอร์แลนด์ยังไม่จบ ค้างไว้หลายวันแล้ว วันนี้ขอเล่าต่อนะคะ

วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๙


วันนี้เราจะเดินทางไปประเทศเนเธอร์แลนด์ด้วยรถไฟ เราตื่นนอนตามเวลาปกติ ดื่มกาแฟและรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย เตรียมขนม ผลไม้ และน้ำดื่มติดตัวไปไว้รับประทานระหว่างทาง ออกจากที่พักเกือบ ๙ น.นั่งรถไฟใต้ดิน ๒ ต่อไปลงที่สถานี Gar de Nord ซึ่งมีทางเดินเชื่อมไปถึงสถานีรถไฟ Paris Nord เราไปถึงก่อนเวลารถไฟ Thalys ออกเกือบครึ่งชั่วโมง ค่อยโล่งใจที่มีเวลาสำหรับสำรวจว่าชานชลาอะไรอยู่แถวไหนกันบ้าง ที่นี่มักแจ้งหมายเลขชานชลารถไฟใกล้เวลาที่รถจะออกแล้ว เรากลัวตกรถไฟจึงต้องเตรียมพร้อม (วิ่ง) ไว้ก่อน แต่คนที่คุ้นเคยเดินทางบ่อยๆ เขาอาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้

เรานั่งรถไฟ Thalys จากปารีสไปที่เมือง Rotterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ แล้วต่อรถไฟ Intercity ไปที่สถานี Helmond เพื่อนของลูกสาวชื่อ Nickee Hoedemaekers จะไปรอรับอยู่ที่นั่นแล้วพาไปพักที่บ้านของเธอที่เมือง Asten

รถไฟออกตรงเวลา ถ้าจำไม่ผิดก็ราว ๑๐ น.กว่าเล็กน้อย ตู้ที่นั่งเป็นชั้น ๒ มีคนนั่งเต็มทั้งตู้ เขามีที่เก็บกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ๆ แยกต่างหากจากตู้นั่ง หน้าประตูใกล้ทางลงก็มีที่นั่งพิเศษ ไม่รู้ราคาเท่าไหร่ เรา ๔ คนได้นั่งที่นั่งที่หันหน้าเข้าหากัน สองข้างทางรถไฟคล้ายกับชนบทบ้านเรา รถวิ่งมาได้ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็เข้าเขตประเทศเบลเยี่ยม ดูแล้วไม่รู้สึกว่าข้ามประเทศแต่อย่างใด เพราะทางต่อเนื่องถึงกันหมด ไม่มีเขตพรมแดน มาสังเกตว่าข้ามประเทศแล้วจากลักษณะบ้านเรือนที่เห็นซึ่งดูออกว่าแตกต่างจากฝรั่งเศสและชื่อเมือง

ไปถึง Rotterdam เวลา ๑๓ น.กว่า ตรงเวลา ต้องปรับตัวอีกครั้งเพราะเจอภาษาดัทช์ ต้องเดาภาษาเพื่อหาที่ซื้อตั๋วรถไฟต่อไปที่ Helmond ที่นี่สื่อสารไม่ลำบากเพราะเจ้าหน้าที่เขาพูดภาษาอังกฤษได้ เมื่อสอบถามรายละเอียดเรื่องรถไฟเขาจะ check จากเครื่อง PDA ที่มีติดตัวและตอบคำถามเราได้เลยไม่ว่าเขาจะอยู่ที่จุดไหน ได้ศัพท์ใหม่คำว่า Spoor แปลว่าชานชลา ที่สถานีมีปิดซ่อมบางส่วน ตรงชานชลาที่เรารอจึงไม่มีที่นั่งรอ ต้องยืนอย่างเดียว

 

ภายในสถานี Rotterdam

เราขึ้นรถไฟ Intercity ตอนบ่ายสองกว่าๆ เจ้าหน้าที่บอกเราว่าให้ลงสถานนีที่ ๕ เรานั่งนับไปเรื่อยๆ สองข้างทางที่รถไฟผ่านจะเห็นลำคลองและแม่น้ำเป็นระยะๆ สลับกับไร่นากว้างๆ บางที่ก็เป็นทุ่งดอกไม้สีเหลืองๆ ไม่ค่อยเห็นคนมากเท่าไหร่ ไปถึง Helmond เวลา ๑๕ น.กว่า Nickee มารอรับอยู่แล้ว

ลูกสาวของดิฉันรู้จักกับ Nickee ตั้งแต่อายุประมาณ ๑๑-๑๒ ปี สมัยเริ่มเขียนจดหมายภาษาอังกฤษติดต่อหาเพื่อนที่เรียกว่า pen friend ติดต่อกันอยู่ระยะหนึ่งแล้วขาดหายไปหลายปีจนกระทั่งเรียนระดับมหาวิทยาลัย Nickee ไปค้นเจอจดหมายเก่าๆ เลยติดต่อกลับมาอีกและก็ติดต่อกันเรื่อยมา แต่ตอนหลังใช้ทาง e-mail คุณ Nickee เรียนจบพยาบาล มีเพื่อนชายชื่อ Patrick van Schaijk ซึ่งเป็นศิลปิน Visual Art เท่าที่ดิฉันรู้ในช่วง ๔-๕ ปีมานี้ทั้งคู่มาเมืองไทยเกือบทุกปี ครั้งล่าสุดเมื่อต้นปีนี้ Patrick แจ้งความประสงค์ว่าต้องการบริจาคเงินช่วยเหลือเด็ก เราจึงแนะนำให้บริจาคที่มูลนิธิพูนพลัง ระหว่างที่ทั้งคู่ไปพักผ่อนที่เกาะสมุย Patrick วาดภาพขายได้เงินจำนวนหนึ่งมาบริจาคให้กับมูลนิธิพูนพลังพร้อมกับภาพวาดของเขา

คุณ Patrick เสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เราจึงไปเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจกับ Nickee ในงานพิธีศพ Nickee ต้องการทำในสิ่งที่ Patrick รัก จึงขอรับบริจาคเงินแทนดอกไม้และส่งเงินนั้นมาให้ทางมูลนิธิพูนพลังอีกครั้ง ตอนที่เราไปเยี่ยม Nickee ได้โชว์เอกสารหลักฐานการใช้จ่ายเงินทุนที่มูลนิธิพูนพลังส่งไปให้ พร้อมภาพวาดจากเด็กที่ได้รับทุนด้วย

Nickee หยุดงานหลายวันเพื่อ take care เรา รถยนต์ของ Nickee คันเล็ก เธอเกรงว่าของเราจะเยอะก็เลยไปยืมรถของญาติที่คันใหญ่กว่ามารับเรา เมื่อเห็นว่าเราแต่ละคนมีเพียงกระเป๋าใบเล็กๆ ๔ คน ๓ ใบ ก็พูดว่าไม่นึกว่าของจะน้อย (ความจริงเรารู้ว่ารถเขาเล็ก เราจึงเอาของมาน้อยที่สุด)

ขับรถเพียง ๓๐ นาทีก็ถึงเมือง Asten ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ดูเงียบสงบดี บ้านของ Nickee คล้าย Town House ของเรา เพราะติดกัน ๒-๓ หลัง มี ๒ ชั้น รวมห้องใต้หลังคาที่ตามปกติคุณ Patrick ใช้ทำงานวาดภาพอีก ๑ ชั้น ห้องนอนอยู่ชั้นที่ ๒ นอนได้ ๓ ห้อง ชั้นล่างมีห้องน้ำ ห้องเก็บของ พื้นที่ส่วนที่เป็นครัว ห้องรับแขก และที่รับประทานอาหาร จัดเป็นสัดเป็นส่วน มีต้นไม้ตกแต่งภายในบ้าน กุหลาบต้นเล็กๆ มีดอกช่วยสร้างบรรยากาศส่วนรับแขกได้ดี ด้านหลังมีสวนที่ตกแต่งน่ารักมาก มีสตอเบอรี่ปลูกในกระถางมีลูกด้วย เราเล็งไว้แล้วว่าก่อนกลับคงได้รับประทานแน่ เสียดายที่ต้นแอปเปิ้ลลูกร่วงหมดแล้ว

 

ห้องรับแขก

ภาพวาดชื่อ Nickee แขวนลงมาจากเพดานไม่ต้องเจาะผนัง

เรารู้สึกแปลกๆ อยู่บ้างเพราะไม่เคยไปพักบ้านฝรั่ง Nickee จัดเตรียมห้องหับให้เราอย่างดี ย้ายตัวเองมานอนที่ห้องเล็กๆ เราจึงขอให้เขานอนห้องเดิม ลูกสาวและลูกเขยนอนในห้องเล็กนี้ Nickee เอาของที่ลูกสาวเคยมอบให้เป็นที่ระลึกจากเมืองไทยออกมาตกแต่งบ้านให้เราเห็น เช่น ผ้าเช็ดเท้า (แต่เขาเอาปูรองบนโต๊ะที่ห้องรับแขก) แขวนภาพปักตุ๊กตาไทยในห้องที่จัดให้เรานอน เป็นต้น ให้ความรู้สึกดีๆ แก่เรามากเลย เราได้ไอเดียสำหรับสร้างความประทับใจให้แก่แขกที่มาเยือน เรียนรู้จากวิธีตกแต่งบ้านของ Nickee

เมื่อเก็บข้าวของเรียบร้อย เราขอให้ Nickee พาไปเดินเที่ยวในเมือง เราเดินผ่านสวนสาธารณะ Nickee แนะนำให้รู้จักต้นไม้ชนิดต่างๆ อย่างไหนที่ลูกกินได้กินไม่ได้ มีสนามเด็กเล่นเล็กๆ บริเวณนั้นมีป้ายห้ามสุนัขเข้าด้วย เราไปซื้อของกินเพิ่มเติมใน supermarket ที่นี่ก็ไม่ใช้ถุงพลาสติกฟุ่มเฟือยเช่นกัน เราต้องเอาถุงไปใส่ของเอง ขากลับเดินสำรวจร้านรวงต่างๆ แวะที่โบสถ์จุดเทียนบอก Patrick พอกลับออกมาฝนตกต้องรออยู่พักใหญ่เพราะเราไม่ได้พกร่มมาด้วย พอฝนเบาลงเรารีบเดินกลับแต่พอเดินผ่านสวนสาธารณะฝนกลับตกหนักขึ้นมาอีก ต้องวิ่งไปหลบฝนในเพิงที่เด็ก (น่าจะวัยรุ่น) เขามาจับกลุ่มกัน กว่าจะกลับถึงบ้านได้ก็เปียกกันทุกคน

เย็นนี้ Nickee เตรียมอาหารพิเศษไว้ให้เรา เป็นแบบปิ้งย่างบนเตาไฟฟ้า (ดังภาพ) มีเนื้อ หมู ไก่ ไส้กรอก กุ้งตัวเล็กๆ ไข่ ผักหลายอย่าง แบบใครชอบอย่างไหนก็เลือกทำเอาเอง หมดปัญหาเรื่องคนนั้นไม่กินนั่นไม่กินนี่ สบายใจกันทุกฝ่าย เราทานอาหารกันได้เยอะมาก นี่ก็เป็นการจัดการที่ดีอีกอย่างหนึ่งที่เราสามารถเอาไปใช้ต่อได้ (กลับมาเมืองไทยดิฉันรีบมาเปิดแคตตาล็อกของวีรสุ พบว่าเตาแบบนี้ก็มีขาย)

 

อาหารเย็นวันนี้

มาถึงบ้าน Nickee ไม่กี่ชั่วโมง เราได้เรียนรู้และได้ไอเดียดีๆ หลายอย่างที่สามารถนำกลับไปใช้ต่อได้ พรุ่งนี้ Nickee จะพาไปเที่ยวที่ National Park และพิพิธภัณฑ์ เรานอนหลับอย่างสบายเพราะเงียบจริงๆ ไม่ได้ยินเสียงรถอะไรเลย

วัลลา ตันตโยทัย