กฎหมายที่รับรองสิทธิมนุษยชนเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนเป็นฉบับแรกคือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ค.ศ. 1948(UDHR) โดยรับรองไว้หลายแง่มุมไว้เป็นหลักการกว้าง เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, สิทธิในชีวิตร่างกาย, สิทธิในทรัพย์สิน, สิทธิทางการเมือง, สิทธิทางเศรษฐกิจและสังคม, สิทธิเสรีภาพ ฯลฯ
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ค.ศ. 1948(UDHR) จึงเป็นต้นแบบของกฏหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับต่อๆมา ทางด้านต่างประเทศนั้น ประเทศไทยได้ให้ความสนใจในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือแนวทางปฏิบัติระหว่างประเทศ อันเกี่ยวกับด้านสิทธิมนุษยชนทั้งโดยอ้อมหรือโดยตรงหลายฉบับ อาทิดิฉันมีความสนใจในเนื้อหากฎหมายดังกล่าวจึงได้ทำการหาข้อมูลโดยสังเขปดังนี้
1. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child)
เป็นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับความเห็นชอบมากที่สุดในโลก โดยทุกประเทศในโลกได้ให้สัตยาบัน ยกเว้นประเทศโซมาเลียและสหรัฐอเมริกา ในพ.ศ. 2535 ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน อนุสัญญาฉบับนี้ระบุรายละเอียดของสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ไว้ว่าทุกประเทศต้องรับประกันเด็กในประเทศของตน ได้แก่
- สิทธิที่จะมีชีวิตรอด – ได้รับการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน มีสันติภาพ และความปลอดภัย
- สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา – มีครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม
- สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง - ให้รอดพ้นจากการทำร้าย การถูกล่วงละเมิด การถูกทอดทิ้ง และการแสวงประโยชน์ในทุกรูปแบบ
- สิทธิที่ในการมีส่วนร่วม – ในการแสดงความคิดเห็น แสดงออก การมีผู้รับฟัง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบกับตนเอง
ทุกๆ 5 ปี แต่ละประเทศจะต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้าเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิเด็ก ซึ่งประจำอยู่ที่กรุงเจนีวา และมีหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของแต่ละประเทศในการรับประกันสิทธิต่างๆ ของเด็กที่ระบุไว้ในอนุสัญญา จากรายงานฉบับล่าสุด (ฉบับที่ 3 และ 4) ของประเทศไทยที่จัดส่งให้คณะกรรมการสิทธิเด็กเมื่อ พ.ศ. 2555 คณะกรรมการได้ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินงานของประเทศไทยมีความก้าวหน้าหลายประการในส่วนของการร่างกฎหมายและจัดโครงสร้างของรัฐเพื่อให้ความคุ้มครองแก่เด็กและปกป้องสิทธิของพวกเขา อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการยังคงเน้นถึงความห่วงใยในหลายด้าน [1]
2. อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ค.ศ. 1979(Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination against Women )
เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับหนึ่งซึ่งสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมีมติเห็นชอบในปี 2522 และสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศพัฒนาแล้วประเทศเดียวที่ลงนามในอนุสัญญานี้แล้วแต่มิยอมให้สัตยาบัน ประเทศไทยได้รับรองอนุสัญญาฯ ดังกล่าวไว้ สิทธิสตรีได้รับการคุ้มครองอย่างน้อยก็ไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติ และเสมอภาค เท่าเทียมกันในด้านการทำงาน ค่าจ้าง การประกันสังคม การตัดสินใจมีบุตร สิทธิในการพัฒนา ทั้งการศึกษาและสันทนาการ การมีส่วนร่วมทั้งการเลือกตั้ง การรับตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่ราชการในทุกๆ ระดับ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีมาตรการพิเศษที่เอื้อให้คุ้มครองสิทธิสตรี เช่น การให้บริการสำหรับสตรีที่มีครรภ์ [2]
3. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และ สิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966 (International Convent on Civil and Political Rights 1966 ICCPR)
กติกาฯมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2510 ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2539 ประเทศไทยไม่ได้ทำข้อสงวนแต่ทำข้อแถลงตีความเข้าใจ ในข้อ1วรรค1 ตีความคำว่า “สิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง Right to Self Determination” ข้อ6วรรค5 เรื่องโทษประหารชีวิต ข้อ9วรรค3 เรื่องการนำตัวผู้ต้องหาเข้าสู่การพิจารณาคดีภายในระยะเวลาที่สมเหตุสมผล และ ข้อ20วรรค1 ตีความคำว่า “สงคราม” [3]
ในการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาต่าง ๆ รัฐอาจจัดทำข้อสงวนต่อข้อบทบางข้อของสนธิสัญญา หากเห็นว่าตนไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีในข้อนั้นได้ หรืออาจจัดทำเป็นคำ แถลง ตีความ เพื่อแจ้งให้รัฐภาคีอื่น ๆ ทราบว่า ไทยตีความข้อบทนั้น ๆ ว่าอย่างไร ซึ่งไทย ได้ตั้งข้อสงวนและคำแถลงตีความในสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนี้
(1) อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ค.ศ.1921
ข้อสงวนเกี่ยวกับการจำกัดอายุในวรรค (b) ของ Final Protocol ของอนุสัญญา ลงวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1916 และข้อ 5 ของอนุสัญญา 1921 เมื่อเกี่ยวข้องกับคน สัญชาติไทย
(2) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ค.ศ.1979
ในขณะเข้าเป็นภาคี ไทยตั้งข้อสงวนต่อข้อบทต่าง ๆ จำนวน 7 ข้อ คือ (ก) ข้อ 7 ความเสมอภาคทางการเมืองและตำแหน่งราชการ (ข) ข้อ 9 วรรค 2 การถือสัญชาติของ บุตร (ค) ข้อ 10 การเสมอภาพในการศึกษา (ง) ข้อ 11 วรรค 1 (b) โอกาสในการที่จะ ได้รับการจ้างงานชนิดเดียวกัน (จ) ข้อ 15 วรรค 3 การทำสัญญาของสตรี (ฉ) ข้อ 16 ความเสมอภาคในด้านครอบครัวและการสมรส (ช) ข้อ 29 การระงับการตีความ การระงับ ข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ [4]
แหล่งที่มา
[1] http://www.unicef.org/thailand/tha/overview_5954.html
[2] http://nntworld.prd.go.th/womenfund/article_detail.php?aid=31
[3] http://www.oknation.net/blog/print.php?id=227376
[4] http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-4/human_rights/36.html