กฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย

กฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย
      ในสังคมปัจจุบันสถานการณ์ปัญหาอาชญากรรมมีแนวโน้มการก่อเหตุในลักษณะทวีความ รุนแรงขึ้นทุกขณะทั้งในด้านสถิติการก่ออาชญากรรมและวิธีการประกอบอาชญากรรมของผู้กระทํา ความผิดดังจะเห็นได้จากการนําเสนอภาพข่าวเกี่ยวกับการกระทําผิดผ่านสื่อต่างๆทั้งจากโทรทัศน์วิทยุ หนังสือพิมพ์และอินเตอร์เน็ตฯลฯรวมทั้ง จํานวนของผู้ถูกคุมขังในเรือนจําเพิ่มสูงขึ้นตามจํานวนคดีที่เข้า สู่กระบวนการยุติธรรมอันส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมายอาทิปัญหาคดีล้นศาล คนล้นคุก สูญเสียงบประมาณค่าใช้จ่ายในการดูแลและการบําบัดฟื้นฟูผู้ถูกคุมขังให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้โดย ปกติสุขเป็นต้นโดยปัญหาอาชญากรรมเป็นสิ่งที่ทําลายความสงบสุขของประชาชนและสังคมโดยรวม เนื่องจากก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินทําให้ประชาชนเกิดความกลัวและหวาดระแวง มี ผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยการกระทําผิดทางอาญานั้น ได้กระทําขึ้นโดย “อาชญากร” เช่น คดีฆ่าผู้อื่น ทําร้ายร่างกาย ข่มขืนกระทําชําเรา ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ และ ปล้นทรัพย์ เป็นต้น
รัฐจึงจําเป็นที่จะต้องมีมาตรการป้องกันสังคมให้สงบสุข โดยมีการตรากฎหมายกําหนด บทลงโทษแก่ผู้กระทําความผิดแต่การลงโทษผู้กระทําความผิดนั้นจะลงโทษหนักหรือเบานั้นขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมก่อเหตุและสภาพความผิดที่หนักหรือเบาโดยเชื่อว่าการลงโทษผู้กระทําผิดนั้นจะก่อให้เกิด ผลดีต่อความสงบของสังคมอันจะทําให้อาชญากรรมลดลง
การลงโทษผู้กระทําความผิดหรืออาชญากรนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีซึ่งโทษตามประมวล กฎหมายอาญานั้นมีอยู่ 5 ประเภทคือประหารชีวิตจําคุกกักขังปรับริบทรัพย์สินแต่การลงโทษที่ถือว่าเป็น การกําจัดผู้กระทําความผิดหรืออาชญากรออกไปจากสังคมที่รุนแรงที่สุดคือ “โทษประหารชีวิต”
            ปัจจุบันประเทศไทยจะยังคงมีโทษประหารชีวิตแต่ในทางปฏิบัติ หากแต่ภายหลังจากที่ประเทศไทยได้มีการประหารชีวิตใน พ.ศ. 2552 จนกระทั่งถึงปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้มีการประหารชีวิตแต่ประการใด ดังนั้นหากประเทศไทยจะยกเลิกโทษประหารชีวิตในอนาคต อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนากระบวนการยุติธรรม และเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนชาวไทย

         ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นหลักการสูงสุด ถึงแม้ว่าอาชญากรสมควรต้องได้รับโทษเมื่อประพฤติละเมิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายแต่ การลงโทษด้วยวิธีการประหารชีวิตนั้นเป็นการกระทําที่ขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 5 “บุคคลใดจะถูกกระทำการทรมานหรือการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีไม่ได้" ทั้งยังขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย และยังขัดต่อแนวคิดอาชญาวิทยาสมัยใหม่ที่ว่าอาชญากรสามารถกลับตัวเป็นคนดีมีชีวิตใหม่ได้ อีกครั้งเมื่อได้รับการบําบัดฟื้นฟูอย่างถูกต้องเหมาะสมและให้โอกาสกลับคืนสู่สังคม

         สำหรับองค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2488 มีเพียง 8 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารสำหรับความผิดทางอาญาทุกประการ ในวันนี้ สมาชิกองค์การสหประชาชาติ 136 จาก 192 ประเทศได้ยกเลิกโทษประหารทั้งในทางกฎหมายหรือปฏิบัติแล้ว แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มภายในประชาคมระหว่างประเทศที่ส่งเสริมและเคารพในสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
ส่วนในประเทศไทยนั้นการต่อต้านการยกเลิกโทษประหารชีวิตส่วนใหญ่มักมาจากความเชื่อและค่านิยม แต่ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยยังไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต ถือเป็นอุปสรรคสำคัญ จึงควรมีแนวทางแก้ไขเพื่อเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนเพื่อให้มั่นใจว่าผู้กระทำผิดจะต้องถูกลงโทษ เช่น การใช้กฎหมายที่มีความเที่ยงตรง สม่ำเสมอ และเป็นธรรมต่อทุกคน ประเทศไทยควรมีคุกที่มีความมั่นคงสูงที่สามารถรองรับนักโทษจำคุกตลอดชีวิต และในกรณีที่นักโทษกลับตัวได้ต้องมีการดูแลให้ปรับตัวกลับเข้าสู่สังคม เป็นต้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน HR-LLB-TU-2556-TPC



ความเห็น (0)