ข้อคิดจากภาพยนต์เรื่อง Amazing grace

       

ภาพยนตร์แห่งประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อฉลองการครบรอบ 200 ปี แห่งการยกเลิกการค้าทาสในประเทศอังกฤษ นี่คือเรื่องราวการต่อสู้ของ วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ คริสเตียนหนุ่ม ผู้เป็นสมาชิกรัฐสภาอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดในเวลานั้น เพื่อยกเลิกกฎหมายการค้าทาสในสหราชอาณาจักรอังกฤษ ซึ่งเวลานั้นนับได้ว่าเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงจนแทบประเมินค่าไม่ได้ เนื่องจากมีทาสผิวดำชาวแอฟริกาถูกเกณฑ์มาขายในตลาดค้าทาส ผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลเกิดขึ้นบนเลือดเนื้อ ความตายและความเจ็บปวดของเพื่อนมนุษย์ ที่พวกเขาถูกมองว่าไม่ได้แตกต่างอะไรจากสัตว์ใช้งาน ใคร ๆ ก็มีสิทธิกอบโกยประโยชน์จากชีวิตทุกหยาดหยดของพวกเขาได้อย่างชอบธรรม เพียงเพราะเขาเกิดมามีสีผิวและหน้าตาที่แตกต่างจากคนบางกลุ่มเท่านั้น

จาาการดูภาพยนต์เรื่อง Amazing grace ทำให้ข้าพเจ้าได้รับข้อคิด

      ประการที่หนึ่ง ภาพยนตร์ Amazing Grace  เป็นภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของผู้ซึ่งมีหน้าที่บริหารประเทศ โดยแสดงให้เห็นได้จากตัวละครผู้ซึ่งเป็นผู้ดำเนินเรื่อง คือ William Wilberforce ซึ่งเป็นสมาชิกสภาอังกฤษที่ได้แสดงบทบาทที่การเป็นผู้แทนของประชาชนที่แท้จริงซึ่งได้กระทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของตนภายในประเทศได้อย่างดีเยี่ยม โดยการผลักดันบทกฎหมายการยกเลิกการค้าทาส ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่แม้จะมีผลกระทบต่อการค้าของประเทศแต่เป็นบทบัญญัติที่แสดงเจตจำนงแทนประชาชนบางส่วนภายในรัฐของตน ซึ่งถือได้ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดี

       ประการที่สอง การเสนอร่างกฎหมายการเลิกทาสที่ William Wilberforce ได้เสนอต่อสภาอังกฤษเป็นช่วงเวลาที่การค้าทาสนับว่าเป็นการค้าที่ผู้ค้าจะได้รับผลตอบแทนที่มีมูลค่าสูงมาก นอกจากนั้นแล้วผู้ค้าทาสมักจะค้าทาสที่เป็นชาวแอฟริกาซึ่งเป็นคนผิวสีและมองว่าการค้าทาสนี้จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ทาสชาแอฟริกามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงเป็นการเสนอแนวความคิดที่ขัดต่อคนส่วนใหญ่ภายในประเทศ ซึ่งในขณะนั้นการดำเนินงานซึ่งต้องใช้แรงงานภายในประเทศล้วนเป็นการใช้แรงงานจากทาสทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วการเสนอร่างกฎหมายที่  William Wilberforce  เสนอจึงใช้เวลายาวนานมากกว่าจะผ่านการอนุมัติในสภาของอังกฤษ โดยการเสนอร่างกฎหมายนี้แสดงให้เห็นความพยายามที่จะผลักดันความถูกต้องของการไม่ใช้แรงงานทาสด้วยการค้าทาสเยี่ยงสัตว์นี้ เพื่อคุ้มครองความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนที่เกิดมาบนโลกอย่างเป็นธรรม ซึ่ง William Wilberforce ต้องใช้เวลากว่า 20 ในการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว และได้ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 23 กรกฎาคม 1833

          ประการที่สาม ความพยายามผลักดันร่างกฎหมายการยกเลิกทาสในสหราชอาณาจักรเป็นเวลากว่า 18ปีของ William Wilberforce นั้นเป็นความพยายามที่มาจากความศรัทธาในความถูกต้อง จึงเห็นได้ว่าเมื่อเรามีความศรัทธาที่ถูกต้องแล้วเราควรเชื่อว่าเราจะสามารถทำได้อย่างสำเร็จ และเมื่อเราทำได้จนสำเร็จแล้ว ย่อมนำมาซึ่งการยอมรับจากคนในสังคม ซึ่งเห็นได้จากตอนท้ายของภาพยนตร์ เมื่อประธานรัฐสภาได้ประกาศว่าร่างกฎหมายการเลิกทาสนั้นได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ได้รับเสียงปรบมือจากประชาชนรวมทั้งสมาชิกรัฐสภาคนอื่นๆ ซึ่งเห็นด้วยกับการกระทำ ความศรัทธาในความเชื่อที่ถูกต้อง และความพยายามของ William Wilberforce ซึ่งได้กระทำจนสำเร็จ

             ประการสุดท้าย การที่William Wilberforce แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามและอดทนอย่างมากในการผลักดันร่างกฎหมายยกเลิกการค้าทาส แต่William Wilberforce ก็ยังคงใช้วิธีการที่ถูกต้องตามระบอบการปกครองของประเทศตนซึ่งต้องผ่านร่างกฎหมายด้วยความเห็นชอบจากสมาชิกสภา โดยเห็นได้จาก ในช่วงต้นเรื่องที่William Wilberforce และผู้สนับสนุนตนได้ร่วมกันค้นหารายชื่อของประชาชนผู้เห็นด้วยกับแนวความคิดของตน เพื่อแสดงให้สมาชิกในสภาได้ทราบความคิดเห็นของประชาชนคนอื่นๆ และการพยายามค้นหาพยาน และหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าการค้าทาสในประเทศนั้นเป็นการค้าที่ไร้มนุษยธรรมจนเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งๆควรจะได้รับ แม้ว่าจะใช้ความพยายามมากเพียงใดแต่ก็ยังไม่สามารถผลักดันจนสำเร็จ แต่ William Wilberforce ก็ยังคงจะพยายามค้นหาวิธีอื่นๆต่อไปที่ผลักดันร่างกฎหมายนั้นโดยไม่ได้ใช้วิธีที่รุนแรงหรือวิธีที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ดังนั้นแล้วแสดงให้เห็นได้ว่า วิธีของการได้มาซึ่งความสำเร็จนั้นย่อมไม่ใช่เพียงแต่มองว่าสำเร็จหรือไม่เพียงอย่างเดียวแต่จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงวิธีที่ถูกต้องอีกด้วย