ความเปราะบางของประชาธิปไตยถูกทำลายอย่างไร
การเมือง การปกครองเป็นเรื่องของการแข่งขันแย่งชิงพื้นที่เชิงอำนาจ เศรษฐกิจ แนวคิดเชิงอุดมการณ์ การเมืองเป็นมิติหนึ่งของมนุษย์ ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคม เป็นกลไก ตามธรรมชาติ ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือ ในการสร้างอารยธรรมตลอดหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในขณะเดียวกัน ในความเป็นมนุษย์นั้น ยังมีมิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน แต่เป็นคนละส่วนกัน อาทิเช่น ความเชื่อ ศาสนา หรือที่เราเรียกว่า ศิลธรรม จริยรรม ถึงแม้ว่าสังคมมนุษย์จะอยู่ได้ อย่างปกติสุขก็ต่อเมือ มีหลักศีลธรรมจริยธรรม เป็นมาตฐานพื้นฐานหลักในการอยู่รวมกันก็ตาม และกฏ กติกาที่เหมาะสมที่สุดของการอยู่ร่วมกันของสังคมมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ก็คือ ระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย
ระบอบเสรีประชาธิปไตย ในยุคปัจจุบัน เป็นการปกครองที่อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน โดยประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิตตามความพอใจของตนเองอย่างเต็มที่ ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญและมีหน้าที่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายบัญญัติไว้ แต่ต้องไม่ไปละเมิดต่อสิทธิของบุคคลอื่นหรือขัดต่อกฎหมาย ประชาชนเลือกผุ้แทนซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่เราเรียกว่า นักการเมือง เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของประชาชาชน เข้าไปบริหารประเทศ ประชาธิปไตยแยกอำนาจในการปกครองออกเป็น สามส่วน คือ อำนาจนิติบัญญัติ เป็นอำนาจในการออกกฏหมายแทนประชาชน สองอำนาจบริหาร เป็นตัวแทนของประขาชน ในการขับเคลื่อนรัฐ ให้บรรลุเป้าหามายที่ต้องการ สาม อำนาจตุลาการ ทำหน้าที่ รักษา ปกป้องความถูกต้อง ตามหลัก นิติธรรม ศีลธรรมจริยธรรม อำนาจที่สามนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองโดยตรงและไม่ควรที่เกี่ยวกับการเมืองด้วย แต่ต้องทำหน้าที่รับช่วงต่อจากอำนาจนิติบัญญัติ เพื่อดูแล กฏ กติกา ซึ่งรวมศีลธรรมจริยธรมอยู่ด้วย
โดยหลักคิดพื้นฐานของประชาธิปไตยได้ออกแบบให้ทั้งสามอำนาจ แยกกัน แต่จะคานอำนาจซึ่งกันและกัน เพื่อไม่ให้อำนาจใดอำนาจหนึ่ง ละเมิดอำนาจอื่น โดยอุดมคติแล้ว ผู้ที่เข้าไปใช้อำนาจทั้งสามนั้น จะต้องเป็นมืออาชีพ เข่น อำนาจนิติบัญญัติ ก้ต้องเป้นนักการเมือง นักกฏหมาย มืออาชีพที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ไปทำหน้าที่แทนพวกเค้า อำนาจบริหารก็ทำนองเดียวกัน ส่วนอำนาจตุลาการนั้น ต้องเป็นมืออาชีพที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และเป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใด ๆ สามารถทำหน้าที่อย่างอิสระ โดยไม่มีอำนาจอื่นมาแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กลุ่มผลประโยชน์ทั้งหลาย หรืออำนาจนอกระบบ หรือพรรคการเมืองใดหรือใครก็ตาม การเข้าไปแทรกแซงอำนาจต่างๆ หรือแม้กระทั่งทำงานก้าวลำ้กัน เช่น อำนาจตุลาการก้าวลำ้อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ระบอบประชาธิปไตยก็จะมีปัญหาทันที
ทุกคนคงไม่ปฏิเสธว่า ในขณะนี้ประชาธิปไตยของไทยมีปัญหา สาเหตุหลักหนึ่งที่เป็นจุดเปราะบางของประชาธิปไตยถูกทำลายคือ การที่อำนาจทั้งสามซึ่งเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย ทำงานก้าวลำ้กัน ทำงานไม่เป็นอิสระต่อกันอย่างแท้จริง โดยเฉพาะตอนนี้อำนาจตุลาการที่ทำงานก้าวล้ำทุกๆ อำนาจ และเห็นได้ชัดมากจนได้สมญานามว่่ากลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกไปแล้วในปัจจุบัน และที่สำคัญกว่านั้น ระบอบประชาธิปไตยของไทยมีอำนาจนอกระบบต่างๆ เช่น นายทุน ระบบศักดินา ข้าราชการระดับสูง ผู้มีอิทธิพล หรือผุ้มีอำนาจทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง เข้าไปแทรกแซงอำนาจทั้งสาม ซึ่งเป็นเสาหลักและเป็นจุดเปราะบางของประชาธิปไตย ซึ่งสะสม หมักหมม ซุกซ่อนในระบอบประชาธิปไตยของไทยมาเป็นเวลานานเผลอๆ ตั้งแต่ 2475 กันเลยทีเดียว ซึ่งประชาชนมองไม่เห็น ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่าState within State หรือ (Deep state) เป็นรัฐที่ซ่อนอยู่ในรัฐตลอดมา ผลก็คือ รัฐที่เกิดจากการเลือกตั้งของประชาขนไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระ หรือ มีอะไรบางอย่างที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้ เกิดการลีอบบี้รัฐบาลด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย อาจจะโดยการสนับสนุนพรรคการเมือง อำนวยความสะดวกในทำงาน ช่วยในการหาเสียง พูดง่ายๆ คือควบคุมกลไกการทำงานของรัฐทั้งระบบนั่นเอง ทำให้รัฐไม่สามารถทำตามนโนบายที่แถลงไว้กับประชาชนได้ ไม่มีอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง นี่คือตัวอย่างหนึ่งในการแทรกแซงอำนาจบริหาร อำนาจอื่นๆ ก็เหมืิอนกัน เช่น การที่คิดที่จะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง นี่ก็อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่คิดจะแซงแทรกทั้งอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร คือคิดจะปรับแก้กฏหมายเลือกตั้ง นี่เป็นแค่ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ง่ายๆ เท่านั้นเอง และยังมีอีกมากมายที่เกิดกับระบอบประชาธิปไตยของไทย จากการที่มีอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงกลไกการทำงานของระบอบประชาธิปไตย เพื่อผลประโยขน์ของพวกพ้องตัวเอง ไม่ใช่เพื่อเจตนารมณ์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงทำให้เป็นปัญหาที่สะสมเป็นคู่แฝดผูกติดกับระบอบประชาธิปไตยของไทยมาเป็นเวลานานกลายเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือประชาธิปไตยแบบพิเศษใส่ไข่ ไม่เหมือนใคร
อีกปํญหาหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการไม่เข้าใจหลักคิดพื้นฐานของประชาธิปไตยของคนไทย รวมถึงไม่เข้าใจอำนาจอธิปไตยของตัวเองยกอำนาจอธิปไตยของตัวเองให้กลุ่มอำนาจนอกระบบควบคุมตลอดมา เนื่องจากคนไทยไม่เคยถูกฝึกให้คิดอย่างเป็นระบบ หรือพูดง่ายว่าไม่มี Critical Thinking และประกอบกับนิสัยที่ขาดการขวนขวาย ไม่รักการอ่าน ไม่ชอบศึกษาหาความรู้ ชอบตามกระแส หรือพูดง่ายๆ ว่าชอบเฮ ทำอะไรตามคนหมู่มาก ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ (80%) ด้วยเหตุนี้ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของนักการเมืองหรืออำนาจนอกระบบเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายอย่างที่เห็น
หากเราต้องการแก้ระบบเหล่านี้ ที่นี้ เรามาลองคิดว่า แก้ที่ไหน แก้อย่างไร ถึงจะตรงจุด อันดับแรกต้องคืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชน โดยให้มีการเลือกตั้งอย่างไม่มีเงื่อนไข อำนาจอธิปไตยควรเป็นของประชาขนอย่างแท้จริง และถ้าสงสารและรักประเทศจริงก็สมควรอยุดใช้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงประชาธิปไตยของไทยเสียที หลังจากถูกแทรกแซงมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์การเป็นประชาธิปไตยของไทย เพราะระยะยาวไม่เป็นผลดีกับประเทศเลย และถ้าเราต้องการยกระดับประชาธิปไตยของไทย เราต้องยกระดับคน 80% ของประเทศ ให้มีคุณภาพ และคิดเป็น ไปพร้อมกันด้วย ความจริงแล้ว มันก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียวว่า ประชาธิปไตยเป็นเรื่องเข้าใจยาก ต้องเข้าใจโครงสร้างและติดตามการทำงานของอำนาจต่างๆ อย่างละเอียด จนกลายเป็นว่า มีแต่ผู้เชียวชาญ หรือศาสตราจารย์ เท่านั้น ที่เข้าใจได้ นั่นก็ผิดหลักประชาธิปไตย เพราะแนวคิดการเมืองประชาธิปไตย ทุกคนสามารถเข้าใจได้ แต่ต้องมีหลักคิดที่ชัดเจน โดยใช้ข้อมูลที่ไม่จำเป็นต้องละเอียดมากมาย แต่เพียงพอสำหรับการวิเคราะห์ทำความเข้าใจได้ ประชาชนทุกคน ควรเข้าใจได้ ถ้าประชาธิปไตยดีจริง มันควรเป็นของทุกคน ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ในระดับที่อย่างน้อยที่สุดคนไทยต้องไม่ตกเป็นเหยือของนักการการเมืองหรืออำนาจนอกระบบเหล่านี้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็พอแล้ว
ไม่มีอะไรในโลกที่ได้มาอย่างง่ายดาย อำนาจอธิปไตยของคนไทยครั้งนี้อาจจะต้องแลกด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยก็เป็นได้
วาทะกินใจ
" This is the challenge of Thai democracy. I would like to see reconciliation and democracy gaining strength. This can only be achieved through strengthening of the rule of law and due process. Only then will every person from all walks of life can feel confident that they will be treated fairly.."
Ms. Yingluck Shinawatra
Prime Minister of the Kingdom of Thailand
Mongolia, 29 April 2013
ติดตามอ่านบันทึกของอาจารย์มาหลายบันทึกแล้ว ตรงไปตรงมาดีครับ เดี๋ยวถ้ามีเวลาจะมาช่วยคอมเม้นต์ครับ
ขอบคุณมากคะสำหรับกำลังใจ อ. GD และคุณ Lungnoke ยินดีมากคะ