ในประเด็นปัญหาตามหัวข้อข้างต้นนั้นประเทศไทยแม้ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยซึ่งให้สิทธิและเสรีภาพแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่ถึงกระนั้นในทางปฏิบัติก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในทางปฏิบัตินั้นสังคมไทยยังคงมีรอยรั่วอยู่มากอันส่งผลให้บุคคลอันมีสถานะที่ต่างกันนั้นได้รับสิทธิและเสรีภาพที่ไม่เท่าเทียมกัน ณ จุดนี้ประเด็นปัญหาที่ข้าพเจ้าจะได้ทำการหยิบยกมานั้นได้แก่ประเด็นปัญหาอันเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีสถานะเป็นนักโทษและนั่นคือเรื่องของโทษประหารชีวิต โดยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 ของไทยว่าด้วยเรื่องของโทษนั้นได้วางหลักไว้ว่า "โทษ สำหรับลงแก่ ผู้กระทำความผิด มีดังนี้
(๑) ประหารชีวิต
(๒) จำคุก
(๓) กักขัง
(๔) ปรับ
(๕) ริบทรัพย์สิน"
โดยปัจจุบันโทษประหารชีวิตนั้นตามพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2546 เป็นไปตาม มาตรา 19 โดยวางหลักไว้ว่า "ผู้ใดต้องโทษประการชีวิต ให้ดำเนินการด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย" ซึ่งได้เปลี่ยนไปจากแต่เดิมที่ใช้วิธีการยิงเป้า ซึ่งการลงโทษประหารชีวิตนั้นจะลงโทษก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีความผิดทางด้านอาชญากรรมที่ร้ายแรงเช่น การฆ่าข่มขืน การค้ายาเสพติด เป็นต้น
ถึงกระนั้น องค์กร "แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลหรือองค์กรนิรโทษกรรมสากล" ซึ่งมีจุดประสงค์ ในการค้นคว้าและดำเนินการป้องกันและยุติการทำร้ายสิทธิมนุษยชน และเพื่อแสวงหาความยุติธรรมสำหรับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ[1]รายงานสถานการณ์ปี 2555 ว่า ประเทศไทยเป็น 1ใน 58 ประเทศทั่วโลกที่ยังมีโทษประหารชีวิต ขณะที่ 140 ประเทศทั่วโลกยกเลิกไปแล้ว เฉพาะประชาคมอาเซียนซึ่งประกอบด้วย 10 ประเทศ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ลาว พม่า และบรูไน ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ มีเพียง อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์เวียดนาม และ ไทย ยังคงมีและโทษประหารชีวิตอยู่ สถิติปี 2555 บันทึกว่าศาลไทยตัดสินประหารชีวิต 106 คดี มีนักโทษรอวันประหารประมาณ 650 คน โดยกว่าร้อยละ 50 เป็นความผิดเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด[2]
ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงจุดประสงค์ในการประหารชีวิตนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประการสำคัญกล่าวคือ
1.เพื่อเป็นการแก้แค้นตามหลักตาต่อตาฟันต่อฟัน กล่าวคือ ใครทำอย่างไรก็สมควรที่จะได้รับอย่างนั้น
2. เพื่อเป็นการแก้แค้นทดแทนความผิดที่ได้ทำลงไปซึ่งมีลักษณะที่ใกล้เคียงจับจุดประสงค์ในข้างต้น
3. เพื่อการปราบปรามป้องกันไม่ให้ผู้อื่นกระทำความผิดแบบเดิมซ้ำอีก
4. เพื่อการปรับปรุงแก้ไขอันเป็นการแก้นิสัยและพฤติกรรมของผู้กระทำความผิดให้เกิดความเกรงกลัวอันเป็นผลให้ไม่กล้าที่จะทำความผิดเช่นนั้น
5. เพื่อเป็นการตัดโอกาสไม่ให้สามารถกระทำความผิดได้อีกต่อไป[3]
แต่แม้มีการกำหนดวัตถุประสงค์ดังกล่าวแต่ด้วยการประหารชีวิตนั้นนับเป็นการพรากชีวิตของบุคคลคนหนึ่งอันมิได้เกิดจากความยินยอมของบุคคลนั้นแต่อย่างใดประกอบกับหลักความเท่าเทียมทางด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งมองว่าชีวิตมนุษย์แต่ละคนนั้นมีค่าเท่ากันจึงมองว่าเป็นการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงดังปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[4]ในข้อ 3 กล่าวคือทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งบุคคล ดังนี้เมื่อการประหารเป็นการริดรอนสิทธิมนุษยชนในด้านของสิทธิในการมีชีวิตดังนั้นก็ย่อมไม่สามารถปฏิบัติได้
ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้ว่าการประหารชีวิตนั้นจะเข้าข่าวเป็นการริดรอนสิทธิมนุษยชนของบุคคลคนหนึ่งแต่ก็ย่อมต้องทราบเหตุผลในการกำหนดโทษดังกล่าวขึ้นโดยในฝั่งของผู้ที่ต่อต้านการยกเลิกโทษประหารชีวิตนั้นเห็นว่า การประหารชีวิตนั้นทำให้การอาชญากรรมลดน้อยลงในสังคมเนื่องด้วยการอ้างตามวัตถุประสงค์ในการประหารชีวิตอันข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในข้างต้นเช่น ความกลัวในการกระทำความผิด การทำให้ผู้กระทำความผิดนั้นไม่สามารถออกมาก่ออาชญากรรมในสังคมได้อีก เป็นต้น รวมทั้งการกล่าวว่าเมื่อมีการเปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตจากการยิงเป้ามาเป็นการฉีดยาพิษแล้วนั้นย่อมส่งผลให้ขั้นตอนในการประหารชีวิตนั้นทรมานน้อยลงหรือแทบจะไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำ
โดยผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มของบุคคลในข้างต้นนั้นก็ได้มีการโต้แย้งด้วยเหตุผลหลากหลายประการโดยมีการเสนอตัวอย่างให้เห็นในประเด็นที่ว่าการประหารชีวิตนั้นมิได้ช่วยลดอัตราการก่ออาชญากรรมแต่อย่างใดโดยมีการนำเสนอโดยเปรียบเทียบประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดากล่าวคือในปี 2547 ในสหรัฐฯ อัตราการฆาตกรรมเฉลี่ยในรัฐซึ่งมีโทษประหารชีวิตอยู่ที่ระดับ 5.71 ต่อประชากร 100,000 คน เมื่อเทียบกับอัตรา 4.02 ต่อประชากร 100,000 คนในรัฐซึ่งไม่มีโทษประหารชีวิต เมื่อปี 2546 ในประเทศแคนาดา 27 ปีหลังจากยกเลิกโทษประหารชีวิต อัตราการฆาตกรรมลดลง 44% เมื่อเทียบกับเมื่อปี 2518 จะเห็นได้ว่าสมัยที่ยังมีการใช้โทษประหารชีวิตอยู่ โทษประหารชีวิตไม่ได้ช่วยให้สังคมปลอดภัยขึ้น แต่ยังส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อสังคม การที่รัฐอนุญาตให้มีการประหารบุคคลแสดงถึงการสนับสนุนต่อการใช้กำลัง และการส่งเสริมวงจรความรุนแรง[5] ทั้งนี้ก็ยังมีการให้เหตุผลซึ่งอิงกับสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมากโดยให้เหตุผลประกอบกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในข้อ 2 กล่าวคือทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพทั้งปวง ตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญานี้ โดยปราศจากการแบ่งแยกไม่ว่าชนิดใด อาทิ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือ
ทางอื่น พื้นเพทางชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน การเกิดหรือสถานะอื่น นอกเหนือจากนี้ จะไม่มีการ
แบ่งแยกใดบนพื้นฐานของสถานะทางการเมือง ทางกฎหมาย หรือทางการระหว่างประเทศของ ประเทศ หรือดินแดนที่บุคคลสังกัด ไม่ว่าดินแดนนี้จะเป็นเอกราช อยู่ในความพิทักษ์ มิได้ปกครองตนเอง หรืออยู่ภายใต้การจำกัดอธิปไตยอื่นใด และ ข้อ 3 กล่าวคือทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งบุคคล โดยกล่าวว่า สิทธิมนุษยชนเป็นเอกสิทธิติดตัว และบุคคลพึงได้รับสิทธินี้เสมอเหมือนกันทุกคนโดยไม่คำนึงถึงสถานภาพ ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือชาติกำเนิด เป็นสิทธิที่ไม่อาจพรากจากบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะก่ออาชญากรรมเช่นใด สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่บุคคลทุกคนพึงมี ตั้งแต่บุคคลเลวร้ายสุดไปถึงดีสุด และสิทธิดังกล่าวนั้นสร้างขึ้นเพื่อช่วยคุ้มครองเราทุกคน และทั้งนี้ยังมีความเกี่ยวข้องในเชิงการเกี่ยวโยงในสถานภาพของบุคคลอีกด้วยโดยเมื่อทำการเปรียบเทียบบุคคลผู้มีสถานะยากจนและผู้มีสถานะร่ำรวยจะเห็นได้ว่าผู้ที่ยากจนนั้นย่อมไม่มีกำลังทรัพย์ในการจ้างทนายมาต่อสู้คดีเพื่อแก้ต่างในคดีที่ตนนั้นไม่ได้ก่อได้ อันส่งผลให้บุคคลนั้นจะต้องก้มหัวรับโทษซึ่งโทษดังกล่าวก็อาจเป็นโทษประหารชีวิตก็เป็นได้และเมื่อมีการประหารชีวิตเกิดขี้นก็หมายความว่าได้มีการพรากชีวิตของผู้บริสุทธิ์ไปอีกคนหนึ่งและหากภายหลังแม้จะทราบความจริงก็ไม่สามารถจะกระทำอะไรได้อีกแล้วนอกจากการชดเชยความเสียหายซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับชีวิตของคนๆหนึ่งซึ่งอาจนำพาให้เกิดความเสียหายในหลากหลายด้านโดยประการสำคัญคือการที่จะมีครอบครัวหนึ่งเสียสมาชิกในครอบครัวของเขาไป
ดังนั้นจึงเห็นว่าด้วยฝ่ายที่ต่อต้านและฝ่ายที่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิตนั้นต่างก็มีข้อโต้แย้งของตนซึ่งตามที่ข้าพเจ้าได้พิจารณามาในข้างต้นนั้นเห็นว่า การประหารชีวิตแม้ข้าพเจ้าจะเห็นด้วยในเรื่องการโต้แย้งว่าการประหารชีวิตนั้นขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนกล่าวคือสิทธิในการมีชีวิตอยู่นั้น แต่การที่ไม่มีโทษดังกล่าวเลยนั้นข้าพเจ้ายังเห็นว่าด้วยนิสัยและสภาพสังคมของสังคมไทยนั้นยังไม่สามารถเปรียบเทียบกับการยกตัวอย่างในประเด็นของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาไม่ได้ กล่าวคือนิสัยของคนไทยโดยส่วนมากนั้นจะต้องสร้างความเกรงกลัวให้เกิดขึ้นอยู่เสมอดังเช่นตัวอย่างในสังคมไทยในสมัยที่พลตำรวจเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกได้มีนโยบายที่ต่อต้านการกระทำอันก่อให้เกิดเพลิงไหม้เป็นอย่างมากโดยมีบทลงโทษประหารชีวิตสำหรับบุคคลที่ก่อให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น และเนื่องด้วยบทลงโทษดังกล่าวก็ส่งผลให้อัตราการเกิดเพลิงไหม้นั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้จึงเห็นได้ว่า ความแตกต่างทางสภาพสังคมนั้นย่อมส่งผลต่อความประพฤติของบุคคลเป็นอย่างมาก แต่ก็มิใช่ว่าข้าพเจ้าจะเห็นด้วยทั้งหมดกับกระบวนการพิจารณาอันนำไปสู่โทษประหารชีวิตเนื่องด้วยจากข้อบกพร่องซึ่งมีให้เห็นในประการที่ว่า เมื่อประหารไปแล้วพบว่าบุคคลดังกล่าวมิได้กระทำความผิดซึ่งย่อมก่อให้เกิดผลเสียเป็นอย่างมาก ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่าหากจะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นก็ต้องกระทำด้วยสาเหตุแห่งความจำเป็นอย่างมากที่สุด และมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบด้วยบุคลากรหลายคน ทั้งนี้ข้าพเจ้ายังเห็นว่าการที่จะลงโทษบุคคลนั้นกระทำไปเพื่อเยียวยาให้บุคคลนั้นกลับใจเพื่อพร้อมดำเนินชีวิตและทำประโยชน์เพื่อสังคมอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นการที่จะตัดไม่ให้บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมในสังคมอีกครั้งนั้นย่อมต้องเป็นกรณีที่เห็นว่าไม่สามารถเยียวยาบุคคลดังกล่าวได้อีกต่อไปเช่นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงซ้ำๆกันหลายรอบ ย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นการไม่สำนึกจากการลงโทษที่ได้รับอันส่งผลให้บุคคลดังกล่าวนั้นไม่สมควรที่จะกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อีกต่อไป ทั้งนี้โดยสรุปคือ แม้บุคคลส่วนใหญ่นั้นจะเห็นว่าหลักสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเรื่องที่ควรตระหนักเป็นสำคัญแต่ข้าพเจ้าเห็นว่าหากให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชนมากจนเกินไปโดยไม่คำนึงถึงพฤติกรรมของคนในสังคม สภาพสังคมหรือสภาพครอบครัวที่หล่อหลอมให้บุคคลคนหนึ่งมีการกระทำที่แตกต่างออกไป ก็ย่อมจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะเกิดผลดีในความคิดว่าบุคคลทุกคนมีความเท่าเทียมกันได้
[1]"องค์การนิรโทษกรรมสากล" (2556). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://th.wikipedia.org/wiki/องค์การนิรโทษ กรรม สากลสืบค้น 10 เมษายน 2557
[2] "ไม่กลัว...โทษประหารชีวิต"(2556). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: .http://www.komchadluek.net/detail/20130419/156498/ ไม่กลัว...โทษประหารชีวิต.html. สืบค้น 10 เมษายน 2557
[3]นาย วิชัย เดชชุติพงศ์. (2555). "ข้อดีข้อเสียของโทษประหารชีวิตในสังคมไทย" [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://elib.coj.go.th/Ebook/data/judge_report/jrp2555_10_25.pdf. สืบค้น 10 เมษายน 2557.
[4] “คำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(Universal Declaration of Human Rights).” 2491. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/book.pdf . สืบค้น 10 เมษายน 2557
[5] "ความเชื่อ-ความจริง โทษประหารชีวิตช่วยยับยั้งอาชญากรรมได้จริงหรือ? "(2552). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.amnesty.or.th/th/our-work/end-the- death-penalty/myths-and-facts. สืบค้น 10 เมษายน 2557