ในประการแรกนั้นจำต้องเริ่มต้นจากการค้นหาความหมายของคำทั้งสองกล่าวคือผู้ลี้ภัยและคนหนีความตายเสียก่อนโดยทั้งนี้ในความหมายของผู้ลี้ภัยนั้นจำต้องอาศัยมาตรา 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยค.ศ.1951 [1]ประกอบกับมาตรา 1 ข้อที่ 2 ของพิธีสารเกี่ยวกับสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1967[2] กล่าวได้ว่า
ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่อยู่นอกประเทศแห่งสัญชาติของตน เนื่องด้วยความหวาดกลัวที่มีมูลเหตุอันจะ กล่าวอ้างได้ว่าจะถูกประหัตประหารด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพในกลุ่มสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือความคิดเห็นทางการเมือง และไม่สามารถหรือด้วยความหวาดกลัวนั้น ไม่เต็มใจที่จะได้รับความคุ้มครองจากประเทศนั้น ในกรณีของบุคคลไร้สัญชาติ และอยู่นอกประเทศที่เดิมมีที่อาศัยอยู่ประจำ ด้วยความหวาดกลัวที่กล่าวมาจึงไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะกลับไปอยู่อาศัยในประเทศนั้น
ส่วนคำว่า คนหนีภัยความตาย[3]นั้น หมายถึงคนที่หนีภัยที่เกิดกับชีวิต ทั้งภัยโดยตรง และโดยอ้อม ภัยโดยตรง เช่น ภัยจากการสู้รบ ส่วนภัยความตาย โดยอ้อม โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท ดังนี้ ภัยความตายทางกายภาพ ซึ่งเกิดจากการคาดการณ์ได้ว่า ถ้าไม่หนีออกมาจากพื้นที่นั้นจะต้องตาย และ ภัยความตายอีกประเภทหนึ่งคือ ภัยความตายทางจิตใจ เช่น สภาพจิตใจจากการถูกข่มขืน เป็นต้น
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าประเทศไทยนั้นไม่ได้เรียกคนต่างด้าวที่ได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยว่า "ผู้ลี้ภัย"เนื่องจากสาเหตุที่ว่าด้วยประเทศไทยนั้นมิได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 ดังนั้นคำที่ใช้เรียกบุคคลกลุ่มดังกล่าวนั้นจึงจำต้องให้ความแตกต่างกับคำอันได้ระบุไว้ในอนุสัญญาซึ่งคำดังกล่าวก็คือ คนหนีความตายนั่นเอง และแม้จะมีการใช้คำที่แตกต่างกันแต่ความหมายที่ใช้เรียกบุคคลผู้อพยพเข้ามานั้นย่อมเห็นได้ว่ามีความหมายที่เหมือนกัน
และด้วยปัญหาที่จะกล่าวถึงผู้ลี้ภัยหรือคนหนีความตายนั้นข้าพเจ้าขอจำแนกปัญหานั้นออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ กล่าวคือ ปัญหาการริดรอนสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยหรือคนหนีความตาย ปัญหาสิทธิมนุษยชนในกระบวนการถ่ายเทผู้ลี้ภัยหรือคนหนีความตาย
ปัญหาแรก คือ ปัญหาการริดรอนสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยหรือคนหนีความตาย ทั้งนี้จำต้องทำความเข้าใจว่าเนื่องด้วยไทยนั้นมิได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยค.ศ. 1951 ดังนั้นข้อกำหนดที่บังคับในอนุสัญญานั้นก็มิอาจหยิบยกมาใช้ได้ โดยในที่นี้จะขอยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดกับคนหนีความตายในประเทศไทยซึ่งอยู่ในจังหวัดตากอันเป็นค่ายพักพิงชั่วคราวที่รัฐนั้นได้สร้างให้กับคนหนีความตายชื่อว่า ค่ายอุ้งเปี้ยง ซึ่งค่ายดังกล่าวนั้นเป็นค่ายที่รับคนจากชายแดนพม่าอาทิเช่น คนชนชาติกะเหรี่ยง ทั้งนี้ปัญหานั้นเกิดขึ้นเนื่องจากกฎที่รัฐไทยนั้นได้ออกให้กับบุคคลกลุ่มดังกล่าว ในประการแรกคือ การห้ามให้มีการประกอบอาชีพ โดยเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[4]ข้อ 2 กล่าวคือทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพทั้งปวง ตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญานี้ โดยปราศจากการแบ่งแยกไม่ว่าชนิดใด อาทิ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น พื้นเพทางชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน การเกิด หรือสถานะอื่น นอกเหนือจากนี้ จะไม่มีการ แบ่งแยกใดบนพื้นฐานของสถานะทางการเมือง ทางกฎหมาย หรือทางการระหว่างประเทศของ ประเทศ หรือดินแดนที่บุคคลสังกัด ไม่ว่าดินแดนนี้จะเป็นเอกราช อยู่ในความพิทักษ์ มิได้ปกครองตนเอง หรืออยู่ภายใต้การจำกัดอธิปไตยอื่นใด ประกอบกับ ข้อ 23 (1) กล่าวคือ ทุกคนมีสิทธิในการทำงาน ในการ เลือกงานโดยอิสระ ในเงื่อนไขที่ยุติธรรมและ เอื้ออำนวยต่อการทำงาน และในการคุ้มครองต่อการว่างงาน จากบทบัญญัติข้างต้นเห็นได้ว่า ชาวกะเหรี่ยงที่ข้าพเจ้าได้มีการกล่าวถึงในข้างต้นนั้นแม้จะมิได้เป็นบุคคลผู้มีเชื้อชาติไทยแต่ด้วยข้อบัญญัติข้อที่ 2 ได้กำหนดให้บุคคลทุกคนนั้นมีสิทธิเท่าเทียมกันโดยไม่จำต้องพิเคราะห์เหตุแห่งเชื้อชาติแต่อย่างใด ดังนั้นจึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า เชื้อชาติกะเหรี่ยงที่พักพิงอยู่ในค่ายชั่วคราวในประเทศไทยย่อมมีสิทธิเสมอภาคกับบุคคลผู้มีเชื้อชาติไทยและเมื่อประกอบกับข้อบัญญัติข้อที่ 23(1)ที่ให้สิทธิบุคคลในการทำงานโดยอิสระแล้วนั้นจึงส่งผลให้ กฎปฏิบัติที่รัฐไทยได้ออกเพื่อใช้บังคับในกรณีการห้ามทำงานของคนหนีภัยความตายเป็นอันขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนซึ่งไม่สามารถที่จะนำมาใช้บังคับได้ และใน ประการที่ 2 กล่าวคือ การห้ามมิให้คนหนีภัยความตายหรือในที่นี้คือชาวกะเหรี่ยงนั้นออกจากค่ายโดยวิธีการคือ รัฐนั้นจะมีการออกบัตรประจำตัวให้เป็นบัตรคนหนีภัยความตายและหากมีการตรวจพบว่ามีผู้ถือบัตรนั้นออกนอกพื้นที่ค่ายบุคลดังกล่าวก็จะกลายเป็นบุคคลผู้มีสถานภาพเป็นคนต่างด้าวเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายและย่อมถือเป็นความผิดทันที ทั้งนี้เมื่อพิจารณาแล้ว เห็นว่า การบังคับมิให้ออกไปในที่ใดๆเลยย่อมขัดต่อข้อบัญญัติในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อที่ 2 อันได้มีการกล่าวมาแล้วนั้นรวมถึงข้อบัญญัติข้อที่13 (1) กล่าวคือทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งการ เคลื่อนย้ายและการอยู่อาศัยภายในพรมแดนของแต่ละรัฐ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเมื่อชาวกะเหรี่ยงหรือบุคคลต่างเชื้อชาติได้เข้ามาอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยแล้วนั้นตามข้อบัญญัติที่ 13(1) ก็ได้กำหนดให้บุคคลทุคนซึ่งย่อมรวมถึงบุคคลต่างเชื้อชาตินั้นมีสิทธิในอิสรภาพแห่งการเคลื่อนย้ายไปในที่ใดๆได้ภายในพรมแดนของแต่ละรัฐซึ่งในที่นี้คือประเทศไทย
ประการที่ 3 เมื่อมีการนำปัญหาทั้ง 2 ประการมาประกอบกันแล้วนั้นย่อมมีการขัดต่อหลักมนุษยชนอีกประการหนึ่งซึ่งพิจารณาได้ว่าเมื่อมีการห้ามบุคคลมิให้ออกไปในที่ใดๆนอกเหนือจากค่ายพักชั่วคราวรวมทั้งการมิให้มีการประกอบอาชีพ ทำให้บุคคลที่อยู่ในค่ายนั้นไม่มีทางที่จะได้รายรับมาจากทางใดๆเลย ซึ่งรัฐนั้นอ้างว่าปัจจัยในการดำรงชีวิตนั้นตกอยู่ในความดูแลขององค์กรที่มีชื่อว่า UNHCR หรือ หน่วยงานผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ถูกริดรอนศักดิ์ศรี[5]แต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งกล่าวได้ว่าแม้จะมีการให้ความช่วยเหลือแล้วก็ตามเนื่องด้วยคนหนีภัยจากความตายหรือชาวกะเหรี่ยงนั้นอาศัยในค่ายอยู่เป็นจำนวนมากดังนั้นปัจจัยพื้นฐานอันควรได้รับก็มีไม่เพียงพอกล่าวคือ ด้วยข้อห้ามดังกล่าวประกอบกันนั้นส่งผลกระทบอันเป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชนในข้อบัญญัติที่ 2 ประกอบกับข้อบัญญัติในข้อที่ 25 (1) กล่าวคือทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสำหรับสุขภาพและความอยู่ดีของตนและของครอบครัว รวมทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการดูแลรักษาทางการแพทย์ และบริการสังคมที่จำเป็น และมีสิทธิในหลักประกันยามว่างงาน เจ็บป่วย พิการ หม้าย วัยชรา หรือปราศจากการดำรงชีพอื่นในสภาวะแวดล้อมนอกเหนือการควบคุมของตน ทั้งนี้ด้วยปัจจัยหลักคืออาหาร ซึ่งเมื่อมีไม่เพียงพอนั้นก็ย่อมขัดในข้อบัญญัติอันกล่าวได้ว่า แม้จะเป็นบุคคลต่างเชื้อชาติแต่ทุกคนในมาตรฐานการครองชีพ ซึ่งในที่นี้คือสิทธิในการได้รับอาหารอย่างเพียงพอเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีนั่นเอง
จากปัญหาที่ได้เกิดขึ้นเนื่องด้วยมีการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนนั้นหากปรากฎว่าไทยนั้นได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยค.ศ.1951สามารถพิจารณาได้ว่ามีความเหมือนกับหลักสิทธิมนุษยชนในปฏิญญาสากลเป็นอย่างมากกล่าวโดยการเทียบเคียงกับปัญหาข้างต้นได้ว่า ในอนุสัญญามาตราที่ 3 นั้นกำหนดให้ห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติซึ่งตรงกับปฏิญญาในข้อที่ 2 อนุสัญญามาตราที่ 17 18 และ 19 เป็นการให้อิสระในการทำงานโดยมีข้อกำหนดให้ทำงานได้เช่นเดียวกับคนต่างด้าวทั่วไปในนสภานการณ์เดียวกัน อันคล้ายคลึงกับปฏิญญาข้อที่ 23 ทั้งนี้ยังมีอนุสัญญาในมาตราที่ 26 และ มาตราที่ 31 ซึ่งให้อิสระในการเคลื่อนย้าย และการที่มีข้อห้ามไม่ลงโทษผู้ลี้ภัยด้วยแห่งการเข้าเมืองและปรากฎตัวโดยผิดกฎหมาย โดยอิสระในการเคลื่อนย้ายนั้นย่อมตรงกับปฏิญญาในข้อที่ 13 นั่งเอง ทั้งนี้ด้วยข้อกำหนดในอนุสัญญามาตราที่ 1(ง) นั้นกำหนดว่าจะไม่มีการใช้อนุสัญญาดังกล่าวหากในขณะนั้นผู้ลี้ภัยได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรหรือหน่วยงานสหประชาชาติ ซึ่งในที่นี้คือ UNHCR หรือหน่วยงานผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ดังนั้นเพื่อให้การตามอนุสัญญาสามารถบังคับใช้ได้และข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นการดีที่จะนำมาบังคับเนื่องด้วยบทบัญญัติอันสอดคล้องกับหลักความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย หน่วยงานดังกล่าวจึงจำต้องถอนความช่วยเหลือออกจากค่ายพักพิงชั่วคราวดังกล่าว อย่างไรก็ตามค่ายพักพิงชั่วคราวนั้นเมื่อกำหนดในอนุสัญญาในมาตรา 21 ได้กำหนดที่อยู่อาศัยให้ผู้ลี้ภัยนั้นสามารถอาศัยในที่ใดๆเช่นเดียวกับคนต่างด้าวโดยทั่วไปในสถานการณ์เดียวกันดังนั้นจึงเห็นว่าค่ายพักพิงดังกล่าวก็ไม่มีการบังคับว่าจะต้องมีขึ้นเพื่อผู้ลี้ภัยแต่อย่างใด
ทั้งนี้ประเทศไทยนั้นถือได้ว่าเป็นประเทศผู้รับ กล่าวคือการรับภาระให้มีการพักพิงชั่วคราวจนกว่าจะมีการส่งกลับประเทศเดิมหรือมีการส่งต่อไปให้แก่ประเทศที่ 3 หรือประเทศปลายทางซึ่งจะรับผู้ลี้ภัยหรือคนหนีภัยความตายไปตั้งรกรากในประเทศตนอันได้แก่ ประเทศอเมริกา ประเทศแคนาดา ประเทศสวีเดน ประเทศเบลเยี่ยม ประเทศอังกฤษ และประเทศฝรั่งเศส โดยข้าพเจ้าเห็นว่าการที่ประเทศไทยนั้นมิได้จัดอยู่ในกลุ่มของประเทศที่ 3 ในการให้ผู้ลี้ภัยตั้งรกรากนั้นอาจด้วยเหตุที่ว่าประเทศไทยนั้นจัดอยู่ในกลุ่มของประเทศที่กำลังพัฒนา[6]ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศที่ 3 อันได้กล่าวข้างต้นนั้นยังถือว่าประเทศไทยยังมีความด้อยกว่าประเทศดังกล่าวอยู่ในหลายด้านเช่นในด้านความมั่นคงทางสังคม เศรษฐกิจหรือแม้แต่พื้นที่รองรับภายในประเทศ
ถ้าประเทศไทยมีการเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นประเทศที่ 3 ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าแม้จะมีปัญหาในความด้อยกว่าประเทศที่ 3 อื่นๆ และอาจมีความเสี่ยงให้เกิดผลเสียภายหลังเช่นประชากรที่แออัดมากขึ้น เป็นต้น แต่หากมีการชั่งน้ำหนักกับการที่ประเทศได้มีการเพิ่มบุคลากรต่างเชื้อชาติที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆเพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าการพัฒนาประเทศนั้นย่อมมีความสำคัญมากยิ่งกว่าดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่าประเทศไทยควรมีนโยบายเปลี่ยนให้เป็นประเทศที่ 3
[1] "อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย." (1951). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.unhcr.or.th/sites/default/files/Refugee%20Convention%201951%20(Thai).pdf. สืบค้น 4 เมษายน 2557.
[2] "พิธีสารเกี่ยวกับสถานภาพผู้ลี้ภัย." (1967). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.unhcr.or.th/sites/default/files/Refugee%20Protocol%201967%20(Thai).pdf. สืบค้น 4 เมษายน 2557.
[3] นาย ภาคภพ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา. (2013). "ผู้หนีภัยความตาย แนวทางดี แต่วิธีปฏิบัติยังมีปัญหา" [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.l3nr.org/posts/535713. สืบค้น 4 เมษายน 2557.
[4] “คำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(Universal Declaration of Human Rights).” 2491. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/book.pdf . สืบค้น 4 เมษายน 2557.
[5] เอ็นเอชซีอาร์ ประเทศไทย. "ประวัติยูเอ็นเอชซีอาร์ " [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttps://www.unhcr.or.th/th/about/history. สืบค้น 4 เมษายน 2557.
[6] UN High Commissioner for Refugees. (2002). " Refugee Resettlement. An International Handbook to Guide Reception and Integration" [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.refworld.org/cgi-bin/texis/vtx/rwmain?docid=405189284. สืบค้น 4 เมษายน 2557.