ระยะนี้มีหนังดีๆให้ดูมากมายไม่ว่าจะเป็นโนอาห์ หรือกัปตันอเมริกา แต่นาทีนี้ไม่มีหนังอะไรที่ผมอยากวิจารณ์มาเท่ากับละครไทยเรื่องหนึ่งนั่นคือลูกทาส.. เพราะชีวิตนี้ตั้งแต่เกิดมาเห็นเอามาทำซ้ำกันไม่รู้กี่รอบ เกิดชาติหน้าถ้ายังมีชาติไทยอยู่ ก็คงได้เห็นผู้กับกับในโลกอนาคตเอาเรื่องนี้มาทำละครอีก.. ลูกทาส ผมปรกติก็ไม่ดูละครแต่เนื่องจากลูกสาวกับภรรยาชอบดูละคร เลยบางครั้งก็ต้องดูบ้าง.. ก็เห็นเรื่องนี้แหละ ดูมาสองสามตอน..ก็เลยทำให้นึกถึงเรื่องดีเรื่องหนึ่งครับ
คือละครเรื่องนี้เป็นเรื่องย้อนยุคไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่พระองค์ท่านได้ประกาศเลิกทาส.. แบบค่อยเป็นค่อยไป .. ทำให้ลูกทาสคนหนึ่งชื่อนายแก้ว ที่อยู่ในข่ายได้เป็นไท แต่นายทาสไม่ยอม ก็เลยต่อสู้ดิ้นรน ในขณะที่ต่อสู้ก็พยายามเรียนรู้ไปด้วย อาศัยแรงบันดาลใจจากคุณหนูคนรัก..โดยล่าสุดที่ผมดูเห็นคุณแก้วรับราชการเริ่มรุ่งเรือง รู้กฏหมายสมัยใหม่ จนผู้ใหญ่บอกว่าในอนาคตจะสนับสนุนให้ตั้งโรงเรียนกฏหมายไปโน่น และตามเนื้อเรื่องที่ผมดูเรื่องย่อ ที่สุด ก็ได้เป็นไท ได้ทำงานรับราชการเป็นพระยา ได้แต่งงานกับหญิงที่ตนเองรัก..
ผมดู และตามดูรายละเอียดก็ให้ได้ตื่นเต้นพอสมควร เพราะนึกเชื่อมโยงถึงแนวคิดของวิชาพัฒนาองค์กรเรื่องหนึ่งครับ คือเรื่องทุนปัญญา (Intellectual Capital) และวิสัยทัศน์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5.. เอาเรื่องแรกก่อนคือทุนปัญญา องค์กรใดสังคมใด จะรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนได้ ต้องอาศัยคนดีๆเก่งๆ มีปัญญา มาทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอะไรดีๆ ให้กับองค์กร จนองค์กรมีขีดความสามารถสูงขึ้น จนก้าวล้ำหน้าคู่แข่ง.. ซึ่งทุนทางปัญญานี่ต้องสั่งสมครับ . สั่งสมอะไร สั่งสมทุนย่อยสามทุน นั่นคือทุนมนุษย์ (Human Capital) ก็คือคนที่มีทักษะและทัศนคติดีๆ .. ทุนต่อมาคือทุนสังคม (Social Capital) ทุนความสามารถในการทำงานร่วมกัน.. คุณคงเจอว่าสังคมเรานี่คนเก่ง ทำงานเดี่ยวๆไม่เป็นไร พอทำงานร่วมกับคนอื่นวงแตก นี่ก็เพราะขาดความสามารถในการทำงานร่วมกัน..คิดดูถ้ามีมากพอคนเก่งๆ ดีๆ จะร่วมมือกันสร้างทุนแบบที่สามนั่นคือทุนโครงสร้าง (Structural Capital) หรือขั้นตอน นโยบาย สิ่งอำนายความสะดวกดีๆ . ทุนย่อยสามทุนนี้ถ้าในองค์กรใดสังคมใดส่งสมมามากพอ ก็จะทำให้กลายเป็นองค์กรที่เก่ง ถ้าเป็นคนก็เหมือนคนมีปัญญา เลยเรียกว่าทุนปัญญา.. สามารถสรุปเป็นแผนภาพได้ดังนี้นะครับ
คุณจะเห็นว่าหนังเรื่องนี้สาระอยู่ที่กระบวนการทีี่นายแก้ว เดิมเป็นลูกทาส ต่อมาในหลวงเลิกทาส เลยได้ไปไทตามกฏหมาย แต่ช่วงก่อนเป็นไทต้อง สู้ชีิวิต ผ่านอุปสรรคมากมาก แต่ที่สุดก็สามารถทำสิ่งที่รักกลายเป็นนักกฏมายกลายเป็นพระยา ได้แต่งกับหญิงที่ตนรัก ที่สำคัญจะกลายมาเป็นคนตั้งโรงเรียนกฏหมายสมัยใหม่อีก..เรียกว่าพลิกฝ่ามือเลย... ผมมองเห็นปรากฎการณ์บางอย่างชัดเจนเลยครับ..
ในหลวงรัชกาลที่ 5 ท่านมองการณ์ไกล..ท่านเลิกทาส นี่คือท่านเปลี่ยนโครงสร้างสังคมใหม่ (สร้าง Structural Capital) ทำให้สังคมได้กฏหมายดีๆ แล้วเกิดอะไรขึ้น..นายแก้วลูกทาสเกิดความหวังในชีวิต อยากเปลี่ยนสถานะตนเองมีงานทำ จึงพร้อมที่จะเรียนรู้ด้วยความอดทน..(ในเรื่องแม้ถูกห้ามก็พยายามว่ายน้ำไปเรียนรู้กฎหมายจากขุนนางใจดี) นั่นหมายถึงทุนโครงสร้าง ที่ล้นเกล้า ร. 5 พระราชทานให้ ส่งผลให้คนในสังคมบางกลุ่มเช่นในแก้วเห็นแสงสว่าในชีวิต และเพียงมีทัศนคติที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค คือรักดี (Attitude) ส่งผลให้มีความน่าเอ็นดูในสายตาผู้ใหญ่ที่มีความเมตตา นายแก้วทั้งทีมีความด้อยกว่าในเรื่องสถานะจึงสามารถไปเรียนรู้เรื่องกฏหมายจากขุนนางอีกท่านได้ (Social Capital) ซึ่งในที่สุดส่งผลให้นายแก้วมีทักษะทางกฏหมายและทักษะการปฏิบัติงานราชการ (Human Capital)
สามปัจจัยนี้ เริ่มโดยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทำให้นายแก้วมีปัญญาสั่งสมมากขึ้นเป็นทุนปัญญา (Intellectual Capital)ส่งผลให้นายแก้วกลายเป็นคนมีอนาคตไกล ผู้ใหญ่เรียกใช้งาน และคนดีอย่างนายแก้วนี้เองต่อมากลายเป็นพระยา ที่ในทีี่สุดก็ได้มีส่วนในการก่อตั้งโรงเรียนกฏหมาย หรือคณะนิติศาสตร์แห่งแรกๆ ของไทย..ที่ก็กลายมาเป็นทุนโครงสร้าง ที่่สำคัญของไทย ซึ่งได้ผลิตกำลังคนด้านกฏหมาย ที่มีทักษะและทัศนคติดีๆ นำมาสู่การพัฒนาโครงสร้างสังคมในด้านอื่นๆ ผ่านกฏหมายมหาชน และกฏหมายอื่นๆอีกในอนาคต...
เรื่องนี้พอผมวิคราะห์แล้วผมตื่นตันใจ และรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 และในฐานะของประชาชนคนหนึ่งในประเทศไทย.. ผมรู้สึกว่าท่านได้ส่งสาส์นข้ามกาลเวลามาจากอดีต มาสอนคนในปัจจุบันว่า จนวางโครงสร้างสังคมดีๆ แล้วสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่องยั่งยืน และเมื่อผมมองไปอีกผมก็รู้สึกว่าเหมือนท่านส่งสาส์นมาถึงคนยุคปัจจุบันอีกว่า การพัฒนาทุนสังคม ต้องมองไปไกลๆ ไม่ใช่ดูเฉพาะไกล้ๆ สิ่งที่ท่านทำนั้นขัดผลประโยชน์เจ้าคุณมูลนาย เศรษฐีมหาศาลสมัยนั้นมาก แต่แทนที่ท่านจะสร้างนโยบายที่เอาใจชนขั้นนำยุคนั้น ที่เป็นฐานเสียงของท่าน เป็นฐานอำนาจของท่าน ท่านกลับไม่สนใจประชานิยม ท่านกลับสนใจที่รากฐานของสังคมคือคนในระดับ "ทาส" ที่ต่ำกว่าชาวบ้านเสียอีก.. เรียกว่าท่านมองการณ์ไกลจริงๆ ..แต่ก็ไม่หักหาญ มีการออกนโยบายดีๆ ที่ก็ถือเป็น Structural Capital ชั้นยอดอีก นั่นคือการเป็นไท จะเกิดขึ้นกับลูกทาส ปีโน้นปีนี้..เรียกว่าท่านออกนโยบายที่ยกระดับชีิวิตคนจากทาสให้เป็นเสรีชน ในขณะเดียวกันเนื่องจากต้องก็ยังต้องอยู่ร่วมกับคนมีอำนาจ ก็เลยออกนโยบายที่ส่งผลให้คนชั้นสูงค่อยๆปรับตัว นี่ก็คือ Social Capital อีก ทำให้ท่านอยู่ร่วมกับคนชั้นสูงได้ต่อไป..
และผมอยากบอกว่าที่น่าทึ่งๆมากๆคือท่านมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลเกินกว่าคนในรุ่นของท่านมาก เรียกว่าวิสัยทัศน์ท่านนั้นสอดคล้องกับความคิดของชาวกรีก ที่เคยสร้างชาติเล็กๆ ให้กลายมาเป็นมหาอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลได้เมื่อสองพันปีก่อน.. คนกรีกในยุคนั้นพูดไว้ว่า .. “สังคมใดจะรุ่งเรือง ก็ต่อเมื่อคนชั้นนำในสังคมนั้นพยายามปลูกต้นไม้ ทั้งๆที่รู้ว่าในชั่วชีวิตที่เหลือของตน จะไม่ได้อาศัยร่มเงาต้นไม้ที่ตนเองปลูกไว้" สุดยอดแนวคิดไหม..
วิสัยทัศน์และการกระทำของท่านจึงไม่ได้ทำเพื่อเอาใจคนยุคของท่าน แต่ท่านทำเพื่อให้เกิดโครงสร้างดีๆ ที่จะส่งผลให้สังคมในยุคหลังจากนั้นกลายเป็นสังคมที่ดี เจริญรุ่งเรืองขึ้น และผมมองว่านี่คือบทเรียนที่สังคมเราควรหันกลับมามองครับ เพราะยิ่งใหญ่ข้ามกาลเวลาจริงๆ ..
รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของท่านจริงๆครับ
วันนี้เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ



"จงวางโครงสร้างสังคมดีๆ แล้วสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่องยั่งยืน"
ชอบๆๆ ขอบคุณค่ะ
“สังคมใดจะรุ่งเรือง ก็ต่อเมื่อคนชั้นนำในสังคมนั้นพยายามปลูกต้นไม้ ทั้งๆที่รู้ว่าในชั่วชีวิตที่เหลือของตน จะไม่ได้อาศัยร่มเงาต้นไม้ที่ตนเองปลูกไว้" สุดยอดแนวคิดไหม..(สุดยอดจริงๆ ครับ)
ขอบคุณค่ะที่เขียนสะท้อน ดูละครแล้วมาย้อนดูสังคมปัจจุบัน
ไปค่ะ .. ไป 'ปลูกต้นไม้' กัน เริ่มปลูกจากลูกไม้ที่หล่นใกล้ต้นนี่ละ ถือเป็นหน้าที่ของทุกคน!
ที่เขาพูดว่าดูละครแล้วย้อนดูตัว ก็คงเป็นแบบนี้นะค่ะ เขียนได้ดีมากค่ะได้อารมณ์คนอ่านมองเห็นภาพอย่างชัดเจน