2. ข้อดีและข้อเสียจากการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ด (ต่อ)
2.3 โครงการจำนำข้าวทุกเม็ด
โครงการจำนำข้าวของรัฐบางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมา กล่าวคือ รับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ดในราคา 15,000 บาท กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐบาลนี้ได้ขยาย ความต้องการเทียม นี้ขึ้นครอบคลุมข้าวทุกเม็ดในตลาดของไทยหรือกล่าวในอีกแง่หนึ่งคือรัฐบาลสร้าง “ความต้องการเทียม” ในตลาดข้าวร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นในทางทฤษฏีแล้วข้าวจึงหายหมดจากตลาดภายใน แม้ว่าในทางปฏิบัติผู้ส่งออกและโรงสีเครือข่ายผู้ส่งออกย่อมมีเครือข่ายผู้ปลูกข้าวของตนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่มากพอที่จะส่งออกได้อย่างเดิม เพราะความต้องการเทียมได้แย่งข้าวไปจนเกือบหมดตลาด
ในทางทฤษฎี การสร้างความต้องการเทียมครอบคลุมตลาดทั้งหมดเช่นนี้ เกิดขึ้นเพราะคิดว่าจะสามารถควบคุมราคาตลาดข้าวในโลกได้ เพราะไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ดังนั้น หากไทยยังไม่ส่งออกข้าว ข้าวในตลาดโลกก็ลดลงซึ่งย่อมส่งผลต่อราคาที่ไทยจะขายต่อไปในอนาคตว่าจะต้อง สูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่ในทางปฏิบัติ การสร้าง “ความต้องการเทียม” ในตลาดการค้าข้าวของโลกวันนี้จะประสบกับปัญหาใหญ่ เพราะตลาดข้าวของโลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว กล่าวคือ หลังจากทศวรรษ 1990 กลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ในเอเชียที่ล่มสลายและหันกลับมาเดินทางสายเสรีนิยม ได้มุ่งเน้นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเริ่มจะสะสมทุนเบื้องต้นจากการผลิตเกษตร เพื่อขาย โดยเฉพาะข้าว ได้ทำให้ตลาดข้าวของโลกตกในสภาวะ “ตลาดเปราะบาง” ( Thin Market ) มากขึ้น (คำว่าตลาดเปราะบาง หมายถึง การซื้อขายที่มีความผันผวนสูง)
“ตลาดเปราะบาง” เห็นได้ชัดเจนจากขนาดของตลาดและผู้ผลิตสินค้าป้อนตลาด เท่าที่ผ่านมาตลาดข้าวของโลกมีความต้องการที่ไม่เพิ่มมากนัก เพราะหากราคาข้าวสูงขึ้นเกินไป ประเทศต่างก็ที่เคยซื้อข้าวก็จะหันไปบริโภคอาหารแป้งจากสินค้าเกษตรตัวอื่น แทน ดังนั้นตลาดจึงจะผันแปรอย่างรวดเร็วในกรณีที่ทีการผลิตข้าวเพื่อส่งออกเพิ่ม แม้เพียงเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น เดิม เวียดนามไม่เคยส่งออกข้าว แต่เมื่อเวียดนามตัดสินใจส่งออกข้าวแม้ว่าปริมาณอาจจะไม่มากนัก เช่น ปีละหนึ่ง-สองล้านตัน ก็จะส่งผลให้ตลาดที่มีขนาดคงที่นั้นกระทบกระเทือนทางด้านราคาทันที
ดังนั้น ความหวังที่จะสร้าง “ ความต้องการเทียม” ในประเทศไทยทั้งหมดจึงประสบปัญหาทันที เพราะทันทีที่ปริมาณข้าวในตลาดลดลง ราคากำลังจะเพิ่มสูงขึ้น เวียดนามได้ส่งออกเข้าไปสู่ตลาดทันที ส่งผลให้ความต้องการในตลาดโลกนั้นไม่เพิ่มมากขึ้นอย่างที่รัฐบาลนี้คาดหวัง เอาไว้
การสร้าง “ความต้องการเทียม”ในตลาด “เปราะบาง” เช่นตลาดข้าวของโลกวันนี้ จึงทำให้รัฐบาลต้องรับภาระอันหนักหน่วงมากขึ้น เพราะรัฐกลายเป็นเจ้าของข้าวทั้งหมดที่ผลิตได้ และยังไม่รู้ว่าจะทยอยออกไปขายให้แก่ใครและขายที่ไหน สิ่งที่ต้องทำก็คือการหาบริษัทมาประมูลเพื่อนำออกออกจากยุ้งฉาง ซึ่งก็ต้องปล่อยให้ประมูลในราคาที่ต่ำแน่นอน เพราะบริษัทที่จะมาประมูลย่อมไม่มีทางที่จะสู้ราคาที่สูงได้
รัฐบาลเองก็เห็นปัญหาอย่างชัดเจนนี้ แต่เนื่องจากทางออกทางเศรษฐกิจของการค้าโลกเหลือน้อยลงมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้ ทางรอดทางการเมืองทางหนึ่ง ก็คือ ใช้วิธีการประเมินนโยบายด้วยการเบนประเด็นมาอธิบายถึงการทะลายการผูกขาดการค้าข้าวแทน โดยมักจะกล่าวทำนองว่าเมื่อก่อนเราส่งออกมาก แต่ชาวนาจน แต่วันนี่เราส่งออกน้อย แต่ชาวนากลับมีรายได้มากขึ้นเพราะการจำนำข้าว (ตลาดเทียม) ซึ่งเป็นความจริงที่ ปฏิเสธไม่ได้ รวมทั้งพยายามที่จะอธิบายว่าการส่งออกข้าวเกรดดียังทำได้เรื่อยๆ ดังนั้นประเทศไทยก็อาจจะลดการส่งข้าวเกรดต่ำราคาถูกหันไปสู่การผลิตข้าวเกรด สูงราคาแพงแทน แต่ปัญหานี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่รัฐบาลอธิบายไว้
"อยากจะมองว่า"...ปัญหา..ปากท้อง..ของ..ผู้ผลิต..และผู้ได้ประโยชน์จากการผลิต..จะต้องไม่มีความแตกต่างมากมายอย่างทุกวันนี้...(หาก..ไม่มี..คนกลาง..ทางเศรฐกิจที่คุมผลประโยชน์ทั่วโลก..อย่างทุกวันนี้..)..ทฤษฎีนี้จะต้องถูกปรับเปลี่ยน..และสร้าง?..อุดมการณ์ทางระบบสังคมขึ้นใหม่.."ทอง"คงมองและตั้งค่า..แทนการอยู่กินไม่ได้"ต่อไป"...