ตลอดหลายทศวรรษประเทศไทยอนุโลมให้ที่พักพิงกับผู้ลี้ภัย[1]จากการสู้รบในประเทศเพื่อนบ้านหลากหลายสัญชาตินับตั้งแต่ยุคสงครามอินโดจีนเป็นต้นมา ไทยเป็นประเทศแรกรับแก่ผู้ลี้ภัยจำนวนรวมกันถึงประมาณ 3 ล้านคน โดยในอดีตผู้ลี้ภัยสงครามอินโดจีนและสงครามเย็นจากลาว กัมพูชา และเวียดนาม ได้อพยพเข้ามาอยู่ในไทยจำนวนมาก และรัฐบาลไทยร่วมกับ UNHCR [2] และหน่วยงานระหว่างประเทศต่างๆ ได้ให้การคุ้มครองในฐานะผู้ลี้ภัย ก่อนที่จะส่งบุคคลเหล่านี้กลับมาตุภูมิของตนเองเมื่อสถานการณ์สงบลง หรือไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามจนหมดสิ้นในปี 2542 นอกจากนี้ ยังให้ที่พักพิงกับผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่า ซึ่งยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวในภาคเหนือและภาคตะวันตก ของไทยประมาณ 140,000 คน และนอกค่ายพักพิงอีกราว 200,000 คน
ในปัจจุบัน ประเทศไทยนั้นได้มีปัญหาในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ส่งผลต่อภาพรวมของประเทศออกไปสู้ สังคมโลกภายนอก โดยได้มีให้เห็นอยู่ในหลายรูปแบบ ในส่วนของที่เห็นได้ชัดเจนอย่างที่สุดก็คือ เรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ที่อพยพเข้ามาในประเทศคือชาวโรฮิงยา
โรฮิงญา[3] เป็นประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามในรัฐอาระกัน ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐ ถูกเหยียดหยามและเลือกปฏิบัติโดยรัฐบาลทหารพม่าอย่างต่อเนื่องและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมากโดยรัฐบาลทหารพม่า ตั้งแต่การบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ตามกฎหมายสัญชาติพม่าปี 1982 (Burma Citizenship Law) ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลทหารถ้าจะออกจากพื้นที่ และต้องจ่ายเงินถ้าจะออกจากพื้นที่ ทำให้มีสถานภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำมาก เนื่องจากไม่สามารถหางานทำหรือค้าขายได้ ซ้ำร้ายยังถูกละเมิดไม่ให้รับสิทธิที่จะได้รับสัญชาติ ห้ามแต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารพม่านับว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีสถานการณ์ความเป็นอยู่ที่เลวร้ายที่สุดในพม่า ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวโรฮิงญาต้องหนีภัยจากพม่าเป็นจำนวนมาก หากพิจารณาเหตุปัจจัยเหล่านี้ ชาวโรฮิงญาจึงน่าจะมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย ซึ่งโดยหลักปฏิบัติของนานาชาติแล้ว ผู้ลี้ภัย หรือผู้หนีภัยความตาย จะต้องไม่ถูกส่งกลับเพื่อไปเผชิญหน้ากับภาวะความเสี่ยงต่อชีวิต และจะต้องได้รับการช่วยเหลือคุ้มครองจากประเทศที่เข้าไปลี้ภัยด้วยหลักมนุษยธรรมในฐานะมนุษยชนคนหนึ่ง
แต่เมื่อชาวโรฮิงญามีสถานะที่แตกต่างกับประชาชนในรัฐอาระกันหรือชนชาติยะไข่ ทั้งเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และภาษาพูด อีกทั้งรัฐบาลทหารพม่ามีทัศนคติว่า ชาวโรฮิงญาเข้ามาอยู่ในพม่าไม่นาน ทำให้รัฐบาลทหารไม่ยอมรับความเป็นประชาชนของพม่า แม้ปัจจุบันในรัฐอาระกันมีประชาชนทั้งหมดกว่า 3 ล้านคน และประมาณ 1 ล้านกว่าเป็นชาวโรฮิงญาก็ตาม เมื่อรัฐบาลทหารพม่ามีนโยบาย “สร้างชาติพม่า” เพื่อจะ “กำจัดชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย" ชาวโรฮิงญาจึงได้รับผลกระทบอย่างมาก
ชาวโรฮิงญาในประเทศไทยนั้นมีการอพยพเข้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้วไม่ใช่ว่าเพิ่งเข้ามา หลายๆ ส่วนมีส่วนร่วมในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าในปี ค.ศ.1988 แต่ด้วยวิถีชีวิตที่นับถือศาสนามุสลิมทำให้มีข้อจำกัด ปัจจุบันมีชาวโรฮิงญาหลบภัยออกมาจากรัฐอาระกันจำนวนมาก ในบังกลาเทศ ปากีสถาน มาเลเซีย และเชื่อว่ามีจำนวนมากกว่าหนึ่งหมื่นคนในประเทศไทย
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง[4]
การที่เขาเหล่านั้นอพยพมาพักพึงยังดินแดนที่ปกครองประเทศโดยรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นประเทศทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเท่าเทียมกันทุกคน และต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน อย่างประเทศไทยแล้วนั้น ได้กำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับ ความเสมอภาค และ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ไว้ดังนี้
ตามมาตรา 4 ได้วางหลักไว้ว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง
ตามมาตรา 30 ได้วางหลักไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน และการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
รวมทั้งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีของอนุสัญญาต่างๆ และ อนุสัญญาที่เห็นได้ชัดว่าเกี่ยวกับกรณีการอพยพเข้ามายังประเทศของชาวโรฮิงญานี้ นั้นก็คืออนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination-CERD) [5] มีวางหลักการของความเสมอภาคของมวลมนุษย์ และ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาเหล่านั้น โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้เคารพและนับถือในสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของเขามนุษย์ทั้งมวล โดยที่จะต้องไม่แบ่งแยกความแตกต่างระหว่าง เชื่อชาติ เพศ ภาษา หรือ เพศ เนื่องจาก มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่เกิดขึ้มาอิสระ และเสมอภาคในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
นอกจากประเทศไทยแล้ว ปัญหาชาวโรฮิงญาที่ต้องอพยพออกจากดินแดน เป็นสิ่งที่ประชาคมโลกต้องให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหานี้ เนื่องจากชาวโรฮิงญาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งในสังคมโลก และรวมทั้งปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็ได้คุ้มครองและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาคมโลกทุกคน ข้าพเจ้าได้ยกข้อกำหนดในปฎิญญาสากลฉบับนี้ เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการอพยพของชาวโรฮิงญา ไว้คร่าวๆดังนี้
ข้อ 2. ประชาชนทุกคนสามารถเรียกร้องสิทธิตามปฎิญญาสากลฉบับนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ผิวสีใด ใช้ภาษาใด มีความคิดต่างกันเพียงใด นับถือศาสนาใด รวยจนเพียงใด อยู่ในสงคมระดับใด หรือมาจากประเทศใด
ข้อ 3. ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตและดำเนินชีวิตอย่างมีอิสระและปลอดภัย
ข้อ 4. ไม่มีใครที่จะมีสิทธิปฎิบัติต่อตัวเราเหมือนเรา เป็นทาสของเขา และเราก็ไม่ควรปฎิบัติต่อผู้อื่นเหมือนเขาเป็นทาสของเรา
ข้อ 5. ไม่มีใครมีสิทธิข่มเหงทารุณเรา
ข้อ 6. ประชาชนทุกคนมีสิทธิ ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายในลักษณะเดียวกันและเป็นแบบเดียวกันในทุก ๆ แห่ง
ข้อ 7. กฎหมายคุ้มครองประชาชนทุกคนเท่าเทียมกัน และมีผลบังคับใช้กับประชาชนทุกคนเหมือนกัน
ข้อ 8. เราทุกคนสามารถขอความช่วยเหลือทางกฎหมายได้หากไม่ได้รับการเคารพสิทธิที่ได้รับรองไว้ตามกฎหมายภายในประเทศเรา
ข้อ 14. หากใครทำร้ายเราเรามีสิทธิที่จะเดินทางไปประเทศอื่น และ ขอความคุ้มครองจากประเทศนั้นได้ แต่เราจะไม่ได้รับสิทธินี้หากเราฆ่าคน และหากเราไม่เคารพกติกาตามปฎิญญาสากลฉบับนี้
ข้อ 15. เรามีสิทธิเป็นประชาชนของประเทศหนึ่งและไมผู้ใดสามารถกีดกันเราไม่ให้เป็นประชาชนของประเทศนั้ได้โดยไม่มีเหตุผลที่ดีเพียงพอ
ข้อ 26. ประชาชนทุกคนต้องมีสิทธิได้เรียนหนังสือได้รับการเรียนระดับประถมฟรี เราควรได้เรียนวิชาชีพหรือเรียนต่อถึงขั้นสูงสุดตามต้องการ ประชาชนทุกคนควรได้รับการพัฒนาความสามารถทุกด้าน และควรได้รับการอบรมให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นแม้จะแตกต่างกันทางเชื้อชติ ศาสนาหรือสัญชาติ ผู้ปกครองมีสิทธิเลือกวีธีสอนและเนื้อหาที่จะสอนให้บุตรหลานได้
ข้อ 30. ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของโลก ไม่มีสังคมใดและมนุษย์คนใดมีสิทธิทำอะไรที่ไม่เคารพสิทธิตามปฎิญญาสากลฉบับนี้ได้
ดังนั้นปัญหาชาวโรฮิงญาอพยพไปยังประเทศต่างๆนี้ เพื่อที่จะไปยังดินแดนที่พวกเขาเหล่านั้นมีสิทธิในชีวิตร่างกาย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่พวกเขาเหล่าน้้นพึงจะได้รับ ประเทศไทยรวมทั้งประชาคมโลกควรจะให้ความสนใจและแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ชาวโรฮิงญาทั้งหลายดำรงอยู่ในสังคมโลกอย่างมีค่าความเป็นมนุษย์
ประชาคมชาวโลกควรหันมาตระหนักอย่างจริงจังต่อสิทธิมนุษยชนสากล ที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามควรจะได้รับไม่ว่าจะในฐานะของพลเมืองที่ทุกคนมีหน้าที่ต่อประชาคม ในการใช้สิทธิและเสรีภาพของตน ทุกคนตกอยู่ในการบังคับของข้อจำกัดโดยกฎหมายเท่านั้น เพื่อประโยชน์ที่จะได้มาซึ่งการรับนับถือและการเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นตามสมควร และที่จะเผชิญกับความเรียกร้องต้องการอันเที่ยงธรรมของศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสวัสดิการทั่วไปในสังคมประชาธิปไตย หรือแม้แต่ในฐานะของรัฐบาล รัฐบาลทุกรัฐบาลที่จะปกครองประเทศต้องสร้างหลักประกันว่า จะเคารพปกป้องและทำให้สิทธิมนุษยชนได้รับการปฏิบัติให้เป็นจริงในสังคม รวมทั้งดำเนินการอย่างมีขั้นตอน ให้ปรากฏในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในการจัดทำรัฐธรรมนูญและในการบัญญัติไว้ในกฎหมายถึงหลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชน อันประกอบด้วย
1.ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity)
2.สิทธิมนุษยชนเป็นสากลและไม่สามารถถ่ายโอนกันได้ (Universality & Inalienability)
3.สิทธิมนุษยชนไม่สามารถแยกเป็นส่วนๆ ว่าสิทธิใดมีความสำคัญกว่าอีกสิทธิหนึ่ง (Indivisibility)
4.ความเสมอภาคและห้ามการเลือกปฏิบัติ (Equality and non-discrimination)
5.การมีส่วนร่วมและการเป็นส่วนหนึ่งของสิทธินั้น (Participation & Inclusion)
6.หลักการตรวจสอบได้และหลักนิติธรรม (Accountability & the Rule of Law)
เพื่อไปให้ถึงหลักของการบังคับใช้กฎบัตรแห่งหลักสิทธิมนุษยชนสากลอย่างแท้จริง ที่ว่า “ปณิธานสูงสุดของสามัญชน" [6] ได้แก่ ความต้องการให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ในโลกด้วยอิสรภาพในการพูด และความเชื่อถือ และอิสรภาพพ้นจากความหวาดกลัวและความขาดแคลน
ที่สุดแล้วจึงอยากให้การแก้ปัญหาชาวโรฮิงญาได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังภายในหลักการของการเคารพสิทธิความเท่าเทียมของความเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีตามหลักสิทธิมนุษยชน เพราะพวกเขาคือมนุษย์ที่เกิดบนแผ่นดินโลกเช่นกัน ดังนั้นภายใต้หลักการดังกล่าวการส่งกลับจะต้องไม่ใช่ส่งกลับประเทศต้นทางเพื่อให้เกิดการทารุณและการฆ่าได้อีก นอกจากนี้ต้องคิดถึงการแก้ปัญหาในระยะยาวที่จะทำยังไงไม่ให้เกิดปัญหากระทบกับประเทศได้อีก อย่างไรก็ตามที่ผ่านมายังไม่เห็นความชัดเจนถึงแนวทางแก้ไขปัญหาภายใต้หลักการดังกล่าว เพราะเรามักจะบอกเพียงหลักความมั่นคงของประเทศแต่ไม่ได้มองถึงหลักความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน
อ้างอิง
[1] ”ผู้ลี้ภัย.”(ออนไลน์).https://www.unhcr.or.th/th/refugee/about_refugee(สืบค้นวันที่ 8 เมษายน 2557)
[2] "องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน UNHCR." (ออนไลน์). http://www.l3nr.org/posts/260115 (สืบค้นวันที่ 8 เมษายน 2557)
[3] “สรุปประเด็นเรื่องโรฮิงญา.”(ออนไลน์). http://www.oknation.net/blog/print.php?id=447005(สืบค้นวันที่ 8 เมษายน 2557)
[4] “ปัญหาชาวโรฮิงญาอพยพเข้ามาในประเทศไทยเป็นปัญหาของประชาคมนานาชาติหรือไม่??" (ออนไลน์.) http://www.l3nr.org/posts/535561 (สืบค้นวันที่ 8 เมษายน 2557)
[5]”อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination-CERD).”
(ออนไลน์).http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/cerdt.pdf (สืบค้นวันที่ 8 เมษายน 2557)
[6]"ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน." (ออนไลน์). http://www.amnesty.or.th/th/our-work/human-rights-education/universal-declaration-of-human-rights (สืบค้นวันที่ 8 เมษายน 2557)