ปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยนั้นเป็นปัญหาที่มีพบเห็นได้ในปัจจุบัน ซึ่ง ณ ที่นี้ จะขอกล่าวถึงปัญหาผู้ลี้ภัยความตายชาวโรฮิงญา ที่มีการอพยพมาจากประเทศพม่า อันเป็นประเด็นปัญหาที่มีการกล่าวถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบัน และเป็นปัญหาที่ได้รับการจับตามองจากสื่อต่างๆทั่วโลก ปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยความตายชาวโรฮิงญา จึงเป็นปัญหาที่มีความเชื่อมต่อกับสังคมโลกอย่างเห็นได้ชัด
หากจะกล่าวย้อนไปถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นการที่ชาวโรฮิงญาอพยพข้ามน้ำทะเลอันดามันไปยังประเทศต่างๆ อธิ บังกลาเทศ มาเลเซีย ปากีสถาน รวมถึงประเทศไทยด้วย มีสาเหตุจากโดนกดขี่จากรัฐบาลทหารพม่าในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การไม่ได้รับสัญชาติพม่า การถูกห้ามเข้าศึกษาเล่าเรียน การไม่มีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่างๆ และปัญหาอื่นๆอีกมากมาย เนื่องจากความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ภาษา ระหว่างชาวโรฮิงญา กับประชาชนชาวพม่า ทำให้ชาวโรฮิงญาจำนวนมากจำต้องยอมอพยพจากดินแดนบ้านเกิดของเขาที่มีทั้งความทรงจำ และความผูกพัน เพื่อไปยังดินแดนที่เขาจะได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งในสังคมโลก
ทำให้มีชาวโรฮิงญาจำนวนกว่าหมื่นคนอพยพมายังดินแดนไทย เพื่ออยู่กินและใช้ชีวิตที่มีความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคน ที่ได้กำหนดไว้ในสิทธิมนุษยชน หลายปีที่ผ่านมาปัญหาชาวโรฮิงญาเปรียบเสมือนเรือกลางกระแสคลื่นช่วงไหนคลื่นลมแรงหลบเข้ามาฝั่งมีคนสนใจ ปัญหาเหล่านั้นก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อหาทางออก แต่เมื่อลมสงบการแก้ไขปัญหาก็หยุดนิ่ง เหมือนกับว่าไม่มีปัญหานั้นเกิดขึ้นอีกเลย
ซ้ำร้ายชาวโรฮิงญาจำนวนมากตกเป็นเหยื่อขององค์กรการค้ามนุษย์ ที่จะนำชาวโรฮิงญานำไปขายเป็นแรงงานแก่นายทุนต่างๆ หรือกระทั่งบังคับให้ไปขายบริการ[1] เหล่านี้เอง ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
นอกจากนี้ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายต่อชาวโรฮิงญาเหล่านี้ แม้ชาวโรฮิงญา จะมีสถานะเป็นบุคคลที่หลบหนีเข้าเมือง ซึ่งตามกระบวนการทางกฎหมายนั้น จะต้องมีการดำเนินการส่งกลับประเทศไป แต่ทั้งนี้เนื่องจากชาวโรฮิงญาดังกล่าว ได้รับการกดขี่ข่มเหง จากรัฐบาลพม่า จึงได้อพยพไปยังประเทศใกล้เคียง หากจะบังคับใช้กฎหมายเช่นว่านั้น ก็จะเปรียบเสมือนการส่งตัวชาวโรฮิงญากลับไปยังขุมนรกที่พวกเขาพยายามหนีภัยออกมา การบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งรัฐนั้นยังต้องคำนึงถึงหลัก นิติธรรม และความยุติธรรมด้วย มิใช้เพียงแค่ความถูกต้องตามตัวอักษรเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของระบบกฎหมายและเพื่อให้ประชาชนสามารถ เชื่อมั่นได้ว่ากฎหมายนั้นเป็นธรรม ดังนั้นการที่รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองเพื่อลงโทษชาวโรฮิงยากลุ่ม นี้ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาเป็นเหยื่อของความอยุติธรรม โดยผลักดันพวกเขาสู่ความสิ้นหวังและความตายนั้นย่อมเป็นการบังคับใช้กฎหมาย อย่างไม่เป็นธรรม ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขัดต่อหลักมนุษยธรรม หลักสิทธิมนุษยชน และหลักกฎหมาย[2]
ดังนี้ตัวผู้เขียนเอง จึงเห็นว่า ประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทย อย่างเช่นในกรณีของชาวโรฮิงญา เป็นปัญหาใหญ่ ที่ควรได้รับการพิจารณาแก้ไขอย่างเร่งด่วน และรอบด้าน ทั้งการประสานงานกับประเทศต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ชาวโรฮิงญา ได้รับความคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ได้รับการปฏิบัติเช่นมนุษย์คนหนึ่งบนโลก
การที่ประเทศไทยได้จัดที่พักพิงเพื่อรองรับผู้หนีภัยความตาย ก็เป็นเพียงมาตรการรองรับ และการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น และลำพังประเทศไทยเอง ก็ไม่อาจสามารถรองรับผู้หนีภัยความตายเป็นจำนวนมากได้ เพราะต้องคำนึงถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเช่นเดียวกัน ประเทศไทยคงช่วยได้เพียงแบ่งเบาภาระ และช่วยแก้ไขปัญหาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลพม่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ชาวโรฮิงญา
[1] http://www.l3nr.org/posts/535561
[2] http://www.naksit.org/index.php/statement/32-2014-02-03-05-39-47