"ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ (If...)"

 

                                                                       

 

                                                      

 

สาเหตุที่อยากเขียนเรื่องนี้ มาจากที่ได้ดูคลิปน้อง "โฟกัส" (จีระกุล) แห่งแฟนฉัน จากกรณีที่เรื่องความรัก ที่ถูกแฟนปฏิเสธเป็นแฟน จนต้องเสียใจ โดยระบายความรู้สึกออกมาผ่านสื่อโชเชี่ยล มีเดีย ด้วยความรู้สึกทดท้อ ห่อเหี่ยวหัวใจ จากภาพที่สามารถจับอารมณ์ ความรู้สึก สะท้อนอะไรๆ หลายๆ อย่างจากมุมมองของผู้เขียน

อีกอารมณ์หนึ่ง ก็ให้ความรู้สึกสงสารบุคคลที่ตกอยู่ในภาวะทุกข์ทางใจของเด็กยุคใหม่ ที่ใจอ่อนไหวไวต่อสิ่งแวดล้อม สังคม คำพูด รูปลักษณ์ และสรรพสิ่ง ที่ยั่วยวนชวนให้ใจเตลิด เพลิดเพลินกับสิ่งใหม่ๆ ที่ล้อมรอบพวกเขาอยู่ และดูเหมือนจะขาดรากฐานด้านทักษะการครองใจตนและหลักธรรมอยู่ด้วย

ในฐานะเป็นแฟนหนังเรื่อง "แฟนฉัน" (ปี ๔๖) เมื่อสมัยเธอเป็นเด็กที่แสดงความไร้เดียงสาและความน่ารักแบบเด็กๆ ออกมาให้ผู้คนประทับใจ ทำให้เห็นความรักแบบเด็กๆ ที่ผู้เขียนบทสื่อออกมาในลักษณะ "เพื่อนเสมือนแฟน" ที่คอยห่วงกัน ช่วยเหลือกันตลอด มันชั่งเป็นภาพที่น่ารักสดใส ของวัยเด็กที่กำลังโต ที่ต้องการเรียกร้องหาเพื่อน หาคนเล่นด้วย จนสามารถสร้างจินตนาการให้ผู้ใหญ่อย่างเราได้ย้อนอดีตของตนไปด้วย

ต่อมาหลายปี ก็เห็นเธอวนเวียนอยู่กับวงการบันเทิงอยู่ แต่ก็ไม่โดดเด่นนัก มาพบอีกทีก็เรื่อง ปัญหารักไม่ลงตัว ที่แปลกใจคือ เธอเลือกใช้บริการสื่อโชเชี่ยลมีเดีย อย่างยูทุบ เป็นทางสื่อความอึดอัดทางใจ ระบายออกมาถึงคนที่คบกันคือ "คุณบอม" (ธนิน มนูญศิลป์) พระเอกหน้าใหม่ในวงการ สาเหตุ ชายคบหญิงอื่นซ้อน

อย่างไรก็ตาม ความไม่รอบคอบและผลกระทบที่เธอทำลงไป อาจส่งผลกระทบต่อหลายคนโดยเฉพาะแฟนขลับและเยาวชนได้ ในฐานะดารา จึงเป็นการสะท้อนความในใจ วัยวุฒิและความเข้มแข็งทางอารมณ์ของเด็กยุคใหม่ด้วย

เรื่องนี้สื่อถามเธอว่า คิดก่อนไหมที่โพสต์คลิปนี้ เธอตอบว่า "คิดค่ะ มีปรึกษาเพื่อนกับแม่ และทุกคนก็เตือนค่ะ เตือนแล้วว่าจะได้รับผลกระทบนะ เตือนแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้นะ ซึ่งเราก็ยอมรับและเตรียมตัวไว้แล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้แน่นอนค่ะ แต่ก็มีแม่ห้ามนะคะ หนูก็บอกว่าหนูอึดอัด ขอพูดนะแม่ (ยิ้ม) ขอพูดหน่อยดีกว่า" จากสาเหตุที่เธอต้องโพสต์คือ มีสอง สาเหตุคือ ๑. เขามีหญิงอื่น ๒. เขาพูดถึงแม่เธอ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การโพสต์อะไรในครั้งต่อไปต้องไตร่ตรองมากขึ้นไหม? “ก็นิดนึงนะคะ แต่กัสสนับสนุนให้ผู้หญิงเรียกร้องสิทธิบ้าง” ผู้สื่อข่าวถาวว่า จะพูดฝากอะไรถึงเขาไหม เธอตอบว่า “หนูพูดกับเขาไปหมดแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ถามว่าคุยได้ แต่ทุกอย่างจบแล้ว เจ็บแล้วจำ..."  ผู้สื่อข่าวถามว่าเข็ดกับความรักไหม เธอตอบว่า เข็ด “เข็ดค่ะ กลัวแล้ว ก็รู้สึกว่าตอนนี้ไม่พร้อมกับอะไรทั้งนั้น”  (ข่าวไทยรัฐออนไลน์ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗ : ๑๕.๒๔ น.)

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องแปลกนะที่เธอเกิดวันที่ ๑๔ กุมพาพันธ์ (ปี ๒๕๓๖) วันแห่งความรักพอดี แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยสมหวังกับความรักสักเท่าไร เห็นทีคงต้องทบทวนหนังเก่าเรื่อง "แฟนฉัน" (?) อีกทีว่า เรื่องนี้ยังเป็นเหมือนชื่อหนังอยู่หรือไม่อิๆๆๆ

 

บทวิเคราะห์

๑) สังคมดารา ก็มีหัวใจ ความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนทั่วไป มีรัก โลภ โกรธ อิจฉา มายา ทำมาหากิน ฯ เหมือนอาชีพอื่นๆ ที่ต่างจากคนทั่วไปคือ เป็นบุคคลที่สื่อจับจ้องมองข่าว หาเรื่อง หาราว มาเป็นประเด็นเม้าท์มอยให้ได้ ดังนั้น ดาราจึงต้องระมัดระวังให้มาก ไม่ว่า การกิน การอยู่ การเดินทาง การทำงาน ล้วนถูกนำไปเป็นเรื่องซุบซิบได้ เมื่อดาราอยู่ในเวทีหน้าผา เช่นนี้ ก็ต้องเสี่ยงกับการถูกผลัก ถูกดึงให้ตกเหว ตกถ้ำได้

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องเข้าใจบริบทและสิ่งแวดล้อมที่ตนอยู่ว่า อันตรายและเสี่ยงภัย ไร้สัจจริง มีแต่ลิงหลอกเจ้า ที่สำคัญคือ ต้องอาศัยพ่อแม่ ครอบครัว ผู้หญ่ หลักธรรม หลักยึดในใจ เพื่อเป็นเครื่องรองรับในคราวิกฤติทางจิตใจ มิใช่ตกเป็นข่าวแล้วมาบอกสื่อว่า "ขอโทษ" เท่านั้น มีหลายคู่ หลายคนที่มีข่าวแบบนี้หรือเรื่องชู้สาวดาราเมืองไทย

๒) การใช้สื่อของดารา ทุกวันนี้มีสื่อมากมายที่เลือกใช้ได้เหมาะสม หรือหากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ เพราะสื่อก็หาข่าวหรือเสาะหาข่าวอยู่แล้ว ถ้าดาราหรือนักร้องดัง ใช้สื่อเองนักข่าวก็สบาย ไม่ต้องหาข่าว และข่าวนั้นก็อาจมีค่าน้อยลง มีคุณภาพด้อยลง ซึ่งทุกวันนี้ดารา นักร้องมีสื่อเป็นของตัวเองเช่น เฟสบุ๊ก ไอจี แฟนขลับ ฯ ซึ่งมีช่องทางระบายหรือติดต่อกับแฟนขลับอยู่เสมอ

ในกรณีของโฟกัสเลือกใช้สื่อยูทุบ อาจเพราะต้องการระบายความเหลือทนกับความรู้สึก คำถามคือ เป็นเรื่องที่เสี่ยงและสะท้อนคุณภาพของอารมณ์ความกดดันที่มากเกินไปหรือเป็นเรื่องรุนแรงทางอารมณ์ขนาดนั้นหรือ แค่เค้ามีคนอื่นกับพูดถึงแม่ตัวเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติทั่วไป ซึ่งดูจะยังขาดน้ำหนักที่เธออ้างว่า รับไม่ได้ ไม่โอเค

๓) นิสัยชายชู้ ในปัจจุบัน สังคมดารา โดยเฉพาะพระเอก หน้าตาดี ย่อมมีเสน่ห์ มีความดึงดูดจากสาวๆมากมาย ทั้งในและนอกวงการ การที่เลือกเอารูปลักษณ์ของตนเองเป็นเครื่องมือในการล่าหญิง หาเศษเล็กๆ น้อยๆ จากสาวๆ มันเป็นเรื่องที่อาจเป็นไปได้ ที่จะจบกันแค่เรื่องเซ็กส์ หากผู้ชายมักมากเรื่องนี้ โดยไม่มีจิตสำนึกในความเป็นสุภาพบุรุษพอหรือภาพลักษณ์ในฐานะพระเอก ผู้ชายก็ควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการตำหนิ ติติงอย่างมาก ในฐานะคนใช้ตัวเปลืองอย่างพร่ำเพรื่อ 

ผลกระทบจากเรื่องนี้ ผู้ชายอาจไม่เสียหาย แต่สำหรับดาราด้วยกันย่อมรู้ธาตุแท้หรือรู้อดีตเค้าได้ว่า เป็นเช่นไร ซึ่งก็มีหลายคนที่ถูกตราหน้าว่า คัสโนวาเมืองไทย หรือเข้าชู้ไก่แจ้ ซึ่งมีการหย่าร้าง หรือมีปัญหาความน่าเชื่อถือในตัวเองอยู่แล้ว มีข่าวอยู่บ่อยๆ ทั้งดาราหนัง ดาราจอแก้ว ดาราตลก นักร้อง ฯ เช่น ใครขึ้นคอนโดใคร ใครเป็นพ่อลูก ใครเป็นแฟนแท้จริง ใครเป็นกิ๊กใครฯ

๔) บทสะท้อน ให้เห็นสังคมดาราหรือสังคมเมืองไทยว่า ขาดความสำนึกในเรื่องสิทธิ คุณธรรม ความเท่าเทียม การให้เกียรติ การเคารพกันเป็นเรื่องโครงสร้างทางพฤติกรรมมวลรวม ที่สะท้อนออกมาในแต่ละสาขาอาชีพ อยู่ที่ว่า ผู้สื่อข่าวจะจับเอาสายไหนเป็นข่าว เป็นวัตถุดิบขายข่าว เรื่องนี้ เริ่มต้นตั้งแต่ค่านิยม เรื่องวัฒนธรรม ฯ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ซึ่งอาจมาจากครอบครัว โรงเรียน สังคม ฯ

จนกระทบไปถึงกระสวนความคิด จิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกได้ เมื่อถูกสะสมมานาน มันก็ค่อยๆ ปล่อยปัญหาเหล่านี้ออกมาสู่สังคม เช่น การหลอกลวง การจี้ปล้น การข่มขืน การขาดความจริงใจต่อกัน การกล่าวโจมตีกัน ด่ากัน ให้ร้ายกัน การจับคู่อยู่ด้วยกันอย่างอิสระ ฯ ล้วนสะท้อนออกมาจากผู้คนในสังคมทั้งสิ้น โดยผ่านสื่อโชเชี่ยล มีเดีย เช่น ชายด่าหญิง หญิงด่าชาย กระเทย ทอม ดี้ เกย์ โพสต์ด่า ท้าทายกันต็มไปหมด

๕) ในด้านปัจเจกบุคคล คงต้องให้ความสำคัญกับครอบครัว ศีลธรรม จิตใจ รักตัวเอง ให้มาก ต้องศึกษาสังคม เพื่อให้เห็นพิษภัยของสังคม และเพื่อจะได้ป้องกันตนเองได้ มีความรอบคอบมากขึ้น หากมัวหลงเพลินกับอาชีพตนเกินไป หรือหลงสื่อ ชื่อเสียงจนลืมสวัสดิภาพส่วนตัว ก็ต้องมาเจ็บช้ำน้ำใจคนซ้ำแล้วซ้ำอีก

ต้องจดจำไว้เสมอว่า คนที่รักเราจริงคือ ผู้ให้กำเนิด ครอบครัว คนอื่นมีมุมมองอย่างไร เรารู้ยากมาก เราจะรู้คนอื่นแค่ภาษา อารมณ์เท่านั้น ส่วนรากแก้วจิต รากแก้วแห่งตัวตน เรามิอาจหยั่งถึง เหมือนฤาษีสอนสุดสาครไว้ว่า อย่าไว้ใจมนุษย์ มันเหลือสุด ยากแท้หยั่งถึง

                      "แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์      มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
               ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด           ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
               มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน                บิดามารดารักมักเป็นผล
               ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน                เกิดเป็นคนคิดเห็นจึ่งเจรจา
               แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ             ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
               รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา                              รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
"

 

ดังนั้น จากกรณีตัวอย่าง ที่ยกมาเขียน ผู้เขียนเชื่อว่า คงไม่มีแค่น้องโฟกัสจะเป็นรายสุดท้าย คงไม่นานเรื่องพรรณนี้ต้องมีข่าวอีกเรื่อยๆ เพราะเมื่อสังคมยังมีพฤติกรรม เหมือนขาดคุณภาพจิตที่ดีงามเช่นนี้ คงหายากที่ใครจะยอมกลับไปหาศีลธรรม ที่คร่ำครึสมัยพ่อแม่เรา

แต่นั่นคือ รากฐานของความเป็นมนุษย์ ที่จะยืนยงคงกระพัน ยั่งยืนอยู่ได้ในสังคมมนุษย์ด้วยกัน แม้อีกเป็นพันปีก็ตาม เพราะมนุษย์ต้องการสื่อสารกันด้วยเจตนาที่ดีต่อกันทุกคน ใครอยากให้ใครหลอกตัวเองบ้างละ เรากับคนอื่นต้องการเช่นไร ก็คงไม่ต่างกันกัน

ฉะนั้น การแสดงความรู้สึกเป็นมิตรแท้ เป็นกัลยาณมิตรคือ โซ่ทองคล้องสังคมไว้ให้อยู่กันอย่างอบอุ่นที่แท้จริง และเป็นกำลังใจให้น้องโฟกัสสู้ต่อไปด้วยความรอบคอบนะครับ 

" ที่ใดมีรัก ที่นั่นมักมีทุกข์ ถ้าไม่มีพื้นฐานหลักการ หลักธรรม เป็นฐานรองรับ" ครับ

-----------------------<๔-๔-๕๗>-----------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

คนเราอาจมีมุมมองที่ไม่เหมือนกันค่ะ...ณ ขณะนั้น โฟกัสอาจคิดในเชิงของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่คิด ที่หวังมาก ๆ ในตัวของฝ่ายชาย คิดจริงใจ ตั้งความหวังมากเกินไป เมื่อเกิดอาการผิดหวังจึงควบคุมอารมณ์ตนเองไม่อยู่...และอาจมาจากครอบครัวด้วย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีและเข้มแข็ง โทษใครไม่ได้เลย ถ้าย้อนกลับไปมองในอดีตในวัยเด็กของโฟกัส อาจมีบางสิ่ง บางอย่างที่ครอบครัวเลี้ยงมาลักษณะใด...เพราะถ้ามีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่านี้ การเก็บอารมณ์ อาการ คงไม่ต้องแสดงออกมาถึงปานนี้...แค่เข้าใจว่า "นี่คือ ชีวิตของมนุษย์"...ก็คงไม่ต้องมาระบายอะไรในสื่อแบบนี้...อาจเป็นโลกของเด็กยุคใหม่ที่คิดว่าใช้สื่อแบบนี้...ซึ่งเป็นมุมมองของโฟกัส คิดว่าใช่...สำหรับคนอื่นอาจมองอีกลักษณะหนึ่ง...เพราะความคิดของคนเราในแต่ละรุ่นแต่ละวัยย่อมมีความคิดแตกต่างกัน...ถ้าเป็นพี่ ๆ ก็คงคิดว่า ไม่ทำแบบนี้หรอกค่ะ อาจเป็นเพราะจิตใจโฟกัสไม่เข้มแข็งพอ...แต่ก็อาจมีบางสิ่งบางอย่างที่โฟกัสไม่พูดถึงเรื่องที่มีมากกว่านี้...จึงต้องระบายออกมา แต่การระบายคนอื่น ๆ ก็มองไปอีกลักษณะหนึ่ง สำหรับตัวโฟกัสย่อมรู้ตัวเองดีว่า...คือ อะไร?...

เห็นด้วยกับที่ว่า ครอบครัว พ่อ แม่ เป็นฐานแรกที่จะสามารถสร้างให้มนุษย์ทุกคนมีภูมิคุ้มกันและเป็นรากฐานของความแข็งแกร่งสำหรับชีวิตมนุษย์...แต่ปัจจุบันสภาพต่าง ๆ ทำให้ฐานแรกเกิดการคลอนแคลน เช่น ปัจจัยในการทำมาหากิน การขาดความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัว เช่น พ่อ แม่ แยกทางกัน ทะเลาะกัน...ครอบครัวไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก ๆ จึงทำให้พอเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว เก็บอารมณ์ไม่ได้ ไม่มีใครเป็นที่พึ่ง ผู้ใหญ่ก็ไม่เข้าใจ เด็กยุคนี้จึงหันไปพึ่ง สังคม Social คิดว่าเท่ห์ สะใจ คิดว่าทำถูก ฯลฯ จึงเป็นที่มาให้เรา ๆ ต้องมานั่งวิเคราะห์กันไงค่ะ...

ในทางกลับกัน ถ้าโฟกัสมีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งกว่านี้ พี่ว่า โฟกัสคงไม่ออกมานั่งระบายความในใจให้เราฟังหรอกนะคะ...ฐานล่าง คือ ครอบครัวจึงมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์มาก ๆ ด้วยค่ะ...แม้แต่การเขียน การบันทึก ก็เช่นกันมังค่ะ คุณ ส. เราสามารถอ่านความรู้สึก อารมณ์ของคน ๆ นั้นได้ คุณ ส. ว่าจริงไหมค่ะ...การเก็บอารมณ์ ความรู้สึก เป็นภูมิคุ้มกันที่มันสะสมอยู่ในตัวคนมาตั้งแต่เล็ก ๆ เลย ซึ่งคนเราอาจไม่สนใจและใส่ใจมัน แต่พอเมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาแล้ว...สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ก็จะประทุขึ้นมา...พี่เขียนตามประสบการณ์ในการที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ที่คิดว่า ตนเองมีครอบครัวที่อบอุ่น แข็งแรง และคิดว่ามีภูมิคุ้มกันที่ดี เพราะการเก็บอารมณ์ของคนสำคัญมาก ๆ กับการที่จะอยู่ร่วมกับคนในสังคมของการทำงานค่ะ...ไม่รู้ว่า ถูกหรือผิดนะคะ...ช่วยวิจารณ์ด้วยค่ะ ยินดีรับฟังเพื่อนำไปปรับปรุงนะคะ...

อีกเรื่อง คือ เรื่องกัลยาณมิตรเช่นกัน ปัจจุบันความจริงใจน้อยมาก ๆ ยิ่งมีโลก Social เข้ามา ดูแล้วความจริงใจลดลงไปมาก ๆ มีแต่เรื่องลักษณะตั้งหน้า ตั้งตาหลอกกัน...ไม่รู้จะหลอกกันไปทำไม? เหมือนคนโรคจิตนะพี่ว่า...โลกความจริงใจหายไปไหนแล้วอ่ะ...เห็นมากมาย แม้แต่ใน FB พี่อาจเป็นที่หมายตาของพวกแก้งมิจฉาชีพ เช่น เห็นใคร ๆ หน้าตาดีไม่ได้ โพสต์เข้าหาเพื่อให้ยอมรับเป็นเพื่อน แต่ละคนมาเป็นชาวต่างชาติทั้งนั้น...พอดูประวัติ ไม่มีเพื่อนมากมาย มีแต่รู้จักผู้หญิงไทยแต่ละคนก็ถ่ายรูปกันสะอะร่าอร่าม...เห็นแล้ว ไม่รับ Add ดีกว่า สบายใจกว่า...ข่าวแต่ละวันก็มีให้เห็นกันอยู่มากมาย เอารูปใคร ๆ ก็ได้ที่สวย ๆ หล่อ ๆ มาขึ้นให้เราดู คิดว่าเราเชื่อ...ประวัติก็ไม่รู้จักสักหน่อย สมัยนี้เชื่อใจคนยากค่ะ ถ้าไม่ทราบประวัติจริง ๆ...จึงเป็นที่มาของคำว่า "กัลยาณมิตร" ที่ดีไงค่ะ Ha Ha...วันนี้เล่าอะไรไม่รู้ ให้คุณ ส. ฟัง ไร้สาระเน๊าะ!!! คริ ๆ ๆ...

เขียนเมื่อ 

แหม พี่บุษก็ชั่งวิเคราะห์ได้ตรงใจใจผมนะครับ... เด็กขาดภูมิคุ้นกัน เด็กขาดความอบอุ่น ใช้เสรีภาพตัวเองเกินไป ใช้สื่อพร่ำเพรื่อ ...จริงอย่างพี่พูดครับ

๑) การเก็บอารมณ์ ความรู้สึก เป็นภูมิคุ้มกันที่มันสะสมอยู่ในตัวคนมาตั้งแต่เล็ก ๆ เลย ซึ่งคนเราอาจไม่สนใจและใส่ใจมัน แต่พอเมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาแล้ว...สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ก็จะประทุขึ้นมา

๒) เด็กยุคนี้จึงหันไปพึ่ง สังคม Social คิดว่าเท่ห์ สะใจ คิดว่าทำถูก ฯลฯ จึงเป็นที่มาให้เรา ๆ ต้องมานั่งวิเคราะห์กันไงค่ะ...

๓) เพราะการเก็บอารมณ์ของคนสำคัญมาก ๆ กับการที่จะอยู่ร่วมกับคนในสังคมของการทำงานค่ะ

ส่วนพี่ ผมไม่ขอวิเคราะห์นะครับ มิอาจๆ พี่เป็นคนทำตัวถูกต้องแล้วครับ

ที่เขียนเรื่องนี้ ผมสงสารน้องเค้าครับ.. จึงอยากแสดงอะไรออกไป แม้เธอจะไม่รู้ก็ตาม ถ้าผมมีลูกสาว ผมก็คงต้องแนะนำเธอให้มากในเรื่องการคบผู้ชายนะครับ แต่ก็นั่นแหละ อย่างพี่บอกละครับ "เพราะความคิดของคนเราในแต่ละรุ่นแต่ละวัยย่อมมีความคิดแตกต่างกัน" แล้วเราจะปล่อยให้ลูกหลานเราเป็นไปตามยถากรรมของสังคมอย่างนั้นหรือครับพี่น้องครับ

ขอบคุณสำหรับดอกไม้และพี่บุษนะครับที่แชร์ความคิดเห็น

ทั้งสองท่านบันทึกได้ดีนัก อ่านแล้วเข้าใจและจะนำไปสอนลูกหลาน ทุกวันนี้ก็พยายามบอกเขาอยู่ว่า "ถ้าหมั่นกดไล้ค์จะมีคนทัก ถ้าหมั่นกดรัก จะมีคนทุกข์ ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์..จริงๆ ครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณผอ.ครับ ไม่ค่อยบ่อยนะที่ผอ. เข้ามาแสดงความเห็น ชอบจัง

"ถ้าหมั่นกดไล้ค์จะมีคนทัก ถ้าหมั่นกดรัก จะมีคนทุกข์"

เขียนเมื่อ 

มีหนังฝรั่งที่สร้างขึ้นในสมัยใหม่ยุคกลาง มีชื่อเป็นไทยว่า"หากจะรักไม่ต้อง..กลัวเจ็บ"...อ้ะะ

เขียนเมื่อ 

กลับมาอ่านคำตอบค่ะ...คริ ๆ ๆ พี่ว่า ถ้ารักกันด้วยใจไม่ทุกข์หรอกค่ะ ที่ทุกข์นะเพราะไม่ได้รักกันด้วยใจคร้า...มันจึงมีทุกข์...นั่นไง คุณยายธียังมายืนยันเลย คริ ๆ ๆ...