Amazing Grace เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ชื่อ William Wilberforce และพวกพ้องที่ต่อสู้เพื่อให้มีการยกเลิกการค้าทาสในอังกฤษ ซึ่งในสมัยนั้นการค้าทาสเป็นเรื่องที่แพร่หลายและถูกมองว่าถูกต้องจากแนวความคิดที่ว่าชาวแอฟริกานั้นไม่ใช่มนุษย์และถูกปฏิบัติอย่างสิ่งของที่สามารถซื้อขายได้ แนวความคิดนี้เกิดจากการที่ชาวแอฟริกานั้นมีสีผิวที่แตกต่าง ทำให้ถูกมองว่าไม่ใช่มนุษย์ ถูกซื้อขายและใช้แรงงานราวกับสัตว์ สิ่งที่William Wilberforce พยายามแสดงให้รัฐสภาอังกฤษในสมัยนั้นเห็นคือ แท้จริงแล้วพวกทาสก็เป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อมีความรู้สึกไม่ต่างกัน การเดินทางที่ลำบากยาวนาน การใช้แรงงานที่กดขี่ข่มเหง ทำให้ทาสจำนวนมากทรมานและเสียชีวิต เป็นเรื่องที่น่าอดสู มนุษย์ไม่สมควรถูกกระทำเช่นนั้น การต่อสู้ในระยะแรกนั้นจึงใช้หลักทางธรรมในเรื่องการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความสงสารและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา

             หลักการต่อสู้จากเสียงของมวลชนนั้นยังไม่มีผลกระทบมากพอให้เกิดการเลิกค้าทาส จึงมีการนำกฎหมายพาณิชย์นาวีว่าด้วยเรื่องสัญชาติเรือเข้ามา โดยอาศัยความขัดแย้งระหว่างประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศหลักในการค้าทาส เพื่อให้กฎหมายดังกล่าวทำให้เกิดกลไกทางเศรษฐกิจ และนำไปสู่การล่มสลายของกิจการค้าทาส ด้วยกลไกดังกล่าว ทำให้รายได้จากการค้าทาสลดลง ส่งผลให้ร่างกฎหมายพระราชบัญญัติยกเลิกการค้าทาสในอังกฤษได้รับการอนุมัติในเวลาต่อมา

             หลักกฎหมายในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[1]

             ทาสนั้น เป็นสภาพที่บุคคลหนึ่งถูกปฏิบัติเป็นสิ่งของ สามารถที่จะทำอย่างไรก็ได้แก่ร่างกาย จิตใจ และอิสระภาพ ทาสจะถูกกักขังและมีหน้าทำตามนายทาสโดยไม่มีสิทธิโต้แย้งใดๆ แต่มนุษย์มิใช่สิ่งของ จึงสมควรมีอิสระ มีชีวิต และถูกปฏิบัติโดยเคารพในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกันตาม ข้อ 1 ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งกล่าวไว้ว่ามนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและ เสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ ต่างในตน มีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยจิตวิญญาณแห่งภราดรภาพ 

              การที่คนผิวดำ ถูกมองว่าไม่ใช่มนุษย์ เพราะพวกเขาไม่ใช่คนชาติเดียวกัน ไม่ได้มีภาษาเดียวกัน มีความแตกต่างในทุกๆด้าน เหล่านี้เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกและกดขี่ เราจึงต้องเคารพในความแตกต่างของมนุษย์ทุกๆคน ตามข้อ2 ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งกล่าวไว้ว่า ทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพทั้งปวง ตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญานี้ โดยปราศจากการแบ่งแยกไม่ว่าชนิดใด อาทิ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือ ทางอื่น พื้นเพทางชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน การเกิด หรือสถานะอื่น นอกเหนือจากนี้ จะไม่มีการ แบ่งแยกใดบนพื้นฐานของสถานะทางการเมือง ทางกฎหมาย หรือทางการระหว่างประเทศของ ประเทศ หรือดินแดนที่บุคคลสังกัด ไม่ว่าดินแดนนี้จะเป็นเอกราช อยู่ในความพิทักษ์ มิได้ปกครองตนเอง หรืออยู่ภายใต้การจำกัดอธิปไตยอื่นใด

              ทั้งนี้ การค้าทาสที่ต่อมาถูกผลักดันให้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง สมควรให้มีการยกเลิก จึงมีกฎหมายซึ่งกล่าวห้ามไว้ในข้อ 4 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ว่า บุคคลใดจะตกอยู่ในความเป็นทาส หรือสภาวะจำยอมไม่ได้ ทั้งนี้ ห้ามความเป็นทาส และการค้าทาสทุกรูปแบบ

              ปัจจุบัน แม้การค้าทาสในรูปแบบดังกล่าวจะหมดไป แต่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะเช่นนี้ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคตามสมัย อาทิการค้ามนุษย์ เช่นการนำเด็กมาขอทาน การค้าประเวณี รวมถึงการลักลอบนำเข้าแรงงาน ซึ่งมีลักษณะซ้ำเดิม คือถูกลดคุณค่าความเป็นมนุษย์โดยการถูกกระทำราวกับสินค้า ถูกใช้แรงงานโดยกดขี่ ข่มเหง ไม่มีซึ่งอิสระที่จะใช้ชีวิตที่มีในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์นั่นเอง 

 

 

[1] http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/book.pdf