ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์ Amazing Grace

PK
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์ Amazing Grace

 

(ที่มารูปภาพ : http://movie.mthai.com/movie-profile/new-movie/36117.html)

                   การเรียนวิชาสิทธิมนุษยชนในวันนี้ อาจารย์ผู้สอนได้นำภาพยนตร์เรื่อง Amazing Grace มาเปิดให้นักศึกษาได้ดูเพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาในเรื่องสิทธิมนุษยชน และอาจารย์ได้ตั้งคำถามเพื่อให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นว่า หลังจากที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว นักศึกษาได้ข้อคิดอะไรจากภาพยนตร์บ้าง

                   สำหรับข้าพเจ้านั้น หลังจากที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จนจบ ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นในใจของข้าพเจ้าก็คือความรู้สึกประทับใจ เป็นความประทับใจในความมุ่งมั่นตั้งใจ ความพยายามและความอดทนของ วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ ซึ่งเป็นตัวละครเอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ ในการที่จะตรากฎหมายยกเลิกการค้าทาสในประเทศอังกฤษ จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ                                                                                                                                                                              ภาพยนตร์เรื่อง Amazing Grace ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ข้อคิดที่ว่า สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่สำคัญมากในสังคมมนุษย์ กว่าที่สิทธิมนุษยชนจะเป็นที่ยอมรับในสังคมว่าเป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่ามนุษย์คนนั้นจะเป็นชนชาติใด เชื้อสายใด หรือพูดภาษาอะไรดังเช่นในปัจจุบันนั้น ในอดีตได้มีคนจำนวนมากมายที่ต้องพบกับความทุกข์ทรมานและความอดสูจากการที่ตนเองต้องถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่ได้รับการยอมรับว่าตนเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ต้องถูกปฏิบัติดังเช่นสิ่งของหรือสัตว์เดรัจฉาน ถูกทารุณกรรมในรูปแบบต่างๆมากมาย ซึ่งการค้าทาสก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนของทาสที่ถูกค้าขายเหล่านั้น

                   จากการดูภาพยนตร์เรื่อง Amazing Grace จะสังเกตเห็นได้ว่าสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซและตัวละครอื่นๆในเรื่องพยายามเคลื่อนไหวทางการเมืองและเคลื่อนไหวในสังคมให้ทุกคนได้เห็นถึงความเท่าเทียมกันของมนุษย์ไม่ว่าจะมีชนชาติใดหรือผิวสีใดและพยายามเสนอสภาสูงของประเทศอังกฤษให้ตรากฎหมายยกเลิกการค้าทาส ก็เนื่องมาจากความศรัทธาในพระเจ้าและพระธรรมของศาสนาคริสต์ที่ส่งผลให้ตัวละครมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่มีฐานะความเป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกัน ทำให้เกิดความรู้สึกที่อยากจะช่วยเหลือและต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อให้ผู้คนที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติและได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นมนุษย์ จึงอาจกล่าวได้ว่าศาสนาเป็นสิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนในทุกยุคทุกสมัย อันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆมากมายในสังคม

                   สิ่งหนึ่งที่ยังตราตรึงอยู่ในใจของข้าพเจ้าหลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบก็คือ เพลง Amazing Grace ที่ วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซได้ร้องไว้ทั้งในช่วงต้นเรื่องตอนที่มีการนำทาสผิวดำคนหนึ่งมาเป็นของพนันในการเล่นพนันไพ่ และในตอนที่ทุกคนร่วมกันร้องเพลงนี้ในงานแต่งงานของวิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซเอง โดยเพลง Amazing Graceเป็นเพลงที่ถูกประพันธ์โดยจอห์น นิวตันผู้ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องAmazing Graceนี้ ในตอนที่ได้ฟังเพลงนี้ข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบว่าเพลงนี้มีความหมายเช่นใดกันแน่ แต่เพลงนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้สึกถึงความสงบและความหวังอย่างเต็มเปี่ยมจริงๆ เมื่อข้าพเจ้าได้ค้นหาความหมายของเพลงนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ทราบว่าเพลงนี้มีเนื้อหาในการสรรเสริญพระคุณของพระเจ้านั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเมื่อได้ฟังข้าพเจ้าถึงได้เกิดความรู้สึกเช่นนั้นได้

                   นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าความพยายามของวิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซในการผลักดันให้กฎหมายยกเลิกการค้าทาสได้ตราออกมานั้น วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซต้องใช้ความพยายามในการเสนอต่อสภาสูงของประเทศอังกฤษและความพยายามในการทำให้คนในสังคมได้เห็นถึงความสำคัญของความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคนและเปลี่ยนแนวคิดในการเรื่องการค้าทาสได้นั้น ต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่า20ปี กว่าที่จะทำได้สำเร็จ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าได้ข้อคิดว่าการที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้สำเร็จได้นั้น เราจะต้องใช้ความอดทนพยายามและความมุ่งมั่นเป็นอย่างมากเพื่อจะเอาชนะอุปสรรคต่างๆ และการที่เราทำบางสิ่งบางอย่างที่ถูกต้องอันเป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมนั้น เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจและน่ายกย่องเคารพอย่างแท้จริง

                   ในปัจจุบันนี้แม้จะไม่มีการค้าทาสในรูปแบบดังเช่นในอดีตแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็คิดว่ายังมีการกระทำบางอย่างที่มีลักษณะเป็นการค้าทาสแฝงอยู่ เช่น การค้าแรงงานต่างชาติ ซึ่งคนงานเหล่านั้นมักจะถูกปฏิบัติอย่างละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อให้คนบางคนหรือบางกลุ่มได้มาซึ่งผลประโยชน์ ข้าพเจ้าจึงคิดว่าการกระทำเช่นนี้ก็ถือเป็นการเข้าข่ายการค้าทาสดังเช่นสมัยก่อนเช่นกัน จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าจึงมีความมุ่งหวังว่าสักวันปัญหาเหล่านี้จะต้องถูกแก้ไขให้หมดไปจากสังคม เพื่อเป็นทางหนึ่งที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนได้มีสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริงในสังคม

                                             

                                             

                                             

 

                                             

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน HR-LLB-TU-2556-TPC



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ปัจจุบัน..ประเทศเรา..ละเมิดสิทธิ..กันไม่เลือกหน้า..เด็ก..สตรี..ประชาชนตาดำๆที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่..(บางคนมีฐานะเป็นผู้นำประเทศ..แต่ก็เป็นผู้มีสิทธิเสรีภาพในด้านความเป็นอยู่อย่างเสรีชน..สถานะที่เป็นแม่..มีลูก..ถูกละเมิดสิทธิความเป็นคนอย่างโจ๋งครึ่ม..น่าละอาย...ยังมีผู้สนับสนุนด้วยคำหยาบคายกันในที่สารธารณะ..)...เราเพิกเฉยกันมากๆๆๆๆ..เพราะเหตุใด.....สิทธิเสรีภาพ..ในระบบประชาธิปไตย...อยู่ที่ไหน...?...?