ภาพยนตร์เรื่อง Amazing Grace เป็นภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นจากประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการยกเลิกการค้าทาสในประเทศอังกฤษ โดยผ่านทางการต่อสู้ของ วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ ผู้ซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดในเวลานั้น เพื่อยกเลิกกฎหมายการค้าทาสในสหราชอาณาจักรอังกฤษ

     จากการที่ข้าพเจ้าได้รับชมภาพยนตร์ดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้าได้รับข้อคิดจากภาพยนต์เรื่องนี้ดังจะกล่าวต่อไปนี้

     ประการแรก จากเหตุการณ์การต่อสู้อย่างยาวนานกว่า 20 ปีของวิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงเรื่องการค้าทาสในอดีต โดยเริ่มต้นจากการที่แสดงความเห็นในสภาขึ้นมาลอยๆ แต่เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนจึงมีการหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับความคิดของวิลเลียม แต่อย่างไรก็ตามแม้ตัวเอกของเรื่องจะมีความพยายามมากเพียงใดก็ยังไม่สามารถทำให้สมาชิกในสภายอมรับแนวความคิดของตนได้ และจากความพยายามที่ไม่เป็นผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าความคิดของมนุษย์นั้นมีความคิดความเชื่อแบบเดิมสืบต่อกันมา หากมีแนวความคิดใดใหม่ๆเกิดขึ้นและมีความแตกต่างจากแนวความคิดเดิม มนุษย์มักจะไม่ยอมรับและคิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสมอ ดังนั้นในการที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อของมนุษย์จึงต้องค่อยๆมีพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจากในเรื่องเมื่อวิลเลียมไม่สามารถทำให้คนในสภาเห็นด้วยกับแนวความคิดของตนได้ ประกอบกับเหตุการณ์ช่วงนั้นกำลังมีสงครามเกิดขึ้น วิลเลียมจึงอาศัยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อผิดพลาดที่ทำให้เกิดปัญหาซึ่งทุกคนเห็นได้ชัดในขณะนั้นก่อน คือ เรื่องของการบังคับให้เรือที่เข้ามาทำการค้าขายต้องมีสัญชาติอังกฤษเท่านั้น (แต่ก่อนมีเรือที่ต้องการหลีกเลี่ยงภาษีโดยการโบกธงเป็นชาติอื่นที่ไม่ใช่ธงอังกฤษ ต่อมาจึงมีการบังคับให้เรือที่จะมาค้าขายต้องโบกธงอังกฤษซึ่งก็คือเป็นเรือสัญชาติอังกฤษเท่านั้น) เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการหนีภาษีรวมไปถึงเป็นการลดการค้าทาสด้วย ซึ่งการเริ่มเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เป็นฐานทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการค้าทาสต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ทำให้ประเทศอังกฤษมีกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับให้เรือที่จะเข้ามาติดต่อค้าขายต้องโบกธงอังกฤษเป็นเรือสัญชาติอังกฤษและกฎหมายเกี่ยวกับการค้าทาสเกิดขึ้นต่อมา

     ประการต่อมา เมื่อมีการพิจารณาจากเหตุการณ์ค้าทาส มีการทารุณทาส ไม่ได้ให้ความเป็นอยู่ที่ดีแก่ทาส ใช้แรงงานทาสอย่างหนักโดยไม่มีผลตอบแทน ซึ่งการกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่คนทุกคนมี อีกทั้งยังเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อีกด้วย นอกจากนี้ทาสในสมัยนั้นถูกนำตัวมาจากแอฟริกา เป็นกลุ่มคนผิวคล้ำที่ถูกคนผิวขาวกดขี่และเหยียดสีผิว สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ ซึ่งปัญหาต่างๆนี้ตัวละครเอกของเรื่องได้มีความพยายามที่จะแก้ไขซึ่งส่งผลมาจนถึงปัจจุบันที่คนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีสิทธิมนุษยชน มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งไม่ว่าใคร หรือชนชาติใดก็จะละเมิดไม่ได้ ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อ 1 ที่วางหลักว่า มนุษย์เกิดมามีอิสรเสรีเท่าเทียมกันทั้งสิทธิเสรีภาพ


นางสาวชนากานต์ เฉยทุม

เขียนเมื่อ : วันที่ 1 เมษายน 2557