ช่วงปี 2540 สภาวเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ผมเจอพิษเข้าอย่างจัง ดีที่เป็นแค่ลูกจ้าง จึงส่งผลให้เพียงตกงาน จากนั้นวิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป เม่ือการขายแรงในเมืองไทยเริ่มไม่เข้าท่า จึงต้องตามกระแสสังคมคนอีสาน ไปหางานต่างประเทศดีกว่า ผมเลือกที่จะไปไต้หวัน แม้จะแบกภาระหนี้หัวคิวที่แสนแพงก็ต้องเลือก เพราะสิ่งที่มีมูลค่าพอที่จะนำมาขายเลี้ยงชีวิตและครอบครัวได้ในตอนนั้นก็มีเพียงเรี่ยวแรงนี่แหละครับ
งานที่ทำเป็นโรงงานทอผ้าครับ ใช้น้ำเป็นตัวฉีดยิงเส้นด้าย ดังนั้นผ้าที่ทอจึงต้องเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ แต่ละม้วนที่จะต้องตัดออกมาจากเครื่องทอร่วม 400-500 หลา ขึ้นอยู่กับความหนาบางของผ้า จึงหนักเอาการ แบกไม่ได้ อุ้มไม่ได้ ใช้เข็นเอาครับ นึกภาพของการเข็นเสาออกไหมครับ ตอนจะเคลื่อนย้ายเสาลงหลุม เขาจะช่วยกันยกใส่ล้อรถเข็นที่มีสองล้อ โดยวางกึ่งกลางของเสาไว้ที่เพลาเหล็ก จากนั้นจะเดินหน้าหรือถอยหลัง เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาก็ง่ายไม่หนักไม่เหนื่อยเมื่อเทียบกับการแบกหรือหาม วิธีเดียวกันครับ เพียงแต่การเข็นผ้า ทำคนเดียว ดังนั้นการจะเอารถเข็นเข้าให้ได้ระดับกึ่งกลางของม้วนผ้า จึงต้องงัดปลายม้วนผ้าข้างหนึ่งแล้วก็ถีบรถเข็นเข้าไป จากนั้นจึงจะเข็นออกมาได้
ผมไปวันแรกท้อเลยครับ อย่าว่าแต่งัดผ้าเลยครับ จะทำให้ม้วนผ้าขยับเขยื้อนผมยังทำไม่ได้ เหลาปั่นเหนียง(เมียเถ้าแก่)ส่ายหน้าเลยครับ บอกลูกจ้างคนไทยที่นั่นว่า ถ้าผมทำไม่ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ จะส่งกลับเมืองไทย เครียดเลยครับ เพราะมีหนี้ล้นตัวขนาดนั้นจะหาที่ไหนมาใช้เค้า คงต้องเสียที่นา จากนั้นการเสียเมียก็คงต้องตามมา ผมเพียรถามคนไทยที่อยู่มาก่อนว่ามีเคล็ดลับอะไรมั๊ย ก็ได้คำตอบว่ามันต้องมีแรงแต่ผมผอมไปเลยยกไม่ขึ้น พี่แผน(คนที่ซ่อมเครื่อง) จึงขอให้ผมไปทำงานแผนกใส่ด้ายก่อนงานเบาฝึกเอาแรงเหมือนยกลูกดัมเบล ได้ผลครับ ผมทำมันได้แถมได้ดีมีลีลาซ๊ะด้วย เป็นที่ถูกอกถูกใจของนายจ้าง จากนั้นก็พัฒนาการต่อ ไม่ว่าจะซ่อมเครื่องจักร ปั่นผ้า จัดลายผ้าหรือกระทั่งแบกผ้า เป็นที่เอ็นดูของนายจ้างและเพื่อนร่วมงานชีวิตในต่างแดนจึงเกิดความสุขในบัดนั้น
จนขึ้นปีที่ 2 ผมได้พบกับพ่อครัวหัวป่า เพิ่งมาถึงวันแรกเพื่อนคนนี้ก็บอกว่าจะทำอาหารบ้านเราให้กิน เขาบอกว่าเคยเป็นกุ๊กในโรงแรมมาก่อน และเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง แต่สภาพเศรษฐกิจของบ้านเราซบเซาจนต้องปิดตัวลง ผมไม่รีรอครับรีบปั่นจักรยานไปซื้อก้อนเนิ้อแช่แข็งที่มีอยู่เพียงร้านเดียวในตลาดชิงสุ่ย และผักต่างๆ ส่วนที่ขาดไม่ได้ก็คือเบียร์ ผมบอกเมนู ก้อย ลาบ อ่อม เบียร์หมดขวดที่สองกับแกล้มก็ออกมา ก้อยมาก่อน รสชาติคุ้นเคยเหมือนได้นั่งริมข้างทางแถวเคหะบางพลี จากนั้นเมนูอื่นๆก็ตามมา อาหารอร่อย บวกกับน้ำประสานมิตรภาพก็เกิด ต่อมาเมนูก็เกิดตามมามากมาย ผมกินปลาดิบครั้งแรกด้วยมือเค้าคนนี้ครับ "พี่แม็ก"
พอกลับมาเมืองไทยแล้ว เรายังติดต่อคบหากันอยู่ บังเอิญว่าผมได้งานทำที่ชลบุรี จึงชวนมาอยู่ด้วยเค้าก็มาอยู่ด้วย งานเลี้ยงบริษัทปีแรกเค้าอาสาทำอาหารเลี้ยงพนักงานเอง โดยขอผู้ช่วย 2 คน เมนูออกแนวอีสานผสมกับอาหารญี่ปุ่น สุดยอดจนเป็นที่เล่าขาน ผู้จัดการต้องออกประกาศชมและขอบคุณเป็นการใหญ่ ที่นี้พอมีงานแต่งน้องนุ่งพี่แม็กก็จะรับหน้าที่ปั้นซูชิครับ ปั้นไม่เคยจะทันคนกินเล้ยเพื่อนผม ขนาดปั้นไม่หยุดนะ วางหาย วางหาย ทำไปยิ้มไป จิตใจงามน่าชื่มชมครับ
ดีค่ะ ได้เล่าประสบการณ์ตรง ในชีวิต ที่ได้ประสบด้วยตนเองนะคะ เล่ามาอีกบ่อยนะคะ เป็นการสื่อสาร บอกเล่าสู้เพื่อน นะคะ
ขอบคุณครับDr. Ple คิดอะไรได้ผมก็เขียนไปเรื่อยเปื่อย มันน่าจะเป็นภาวของอายุนะครับ ขอบคุณที่ให้กำลังใจครับ
เป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลยครับ
ได้เรียนรู้มากในหลายเรื่อง
มาเขียนให้อ่านบ่อยๆนะครับ
เอาผักมาฝากด้วย
ปลูกเองให้นักเรียนกิน
ปลูกผักแบบดาวล้อมเดือน(22)
ผักอาจารย์ขจิต ฝอยทองน่ารับประทานมากครับ คะน้าผัดกับหมูกรอบหรือไม่ก็กินสดกับหมูมะนาว ผักกาดขาวกับลาบ ส่วนมะเขือเทศผมนึกถึงส้มตำ หิวเลยครับอาจารย์ผมขอนุญาตไปสั่ง ลาบ กับส้มตำก่อนนะครับ
ประสบการณ์ที่น่าชื่นชม เป็นตัวอย่างให้กับทุกคนที่ท้อได้ ทำให้อยากชิมอาหารฝีมือ พี่แมกซ์ นะนี่
ขอบคุณ คุณกานดาน้ำมันมะพร้าวครับ พี่แมกซ์ เปิดร้านเล็กๆ อยู่ข้างบริษัทที่ทำงานครับ ให้ภรรยาทำขาย แต่ถ้าเป็นเมนูพิเศษที่เพื่อนๆเรียกร้องเค้าก็จะลงมือเอง อยู่ถนนบ้านบึง-แกลง กม.56 ครับ ที่เมื่อเร็วๆนี้ดังมากเรื่องช้างป่าโดนรถชน ขอบคุณความคิดเห็นและดอกไม้กำลังใจครับ