ปัจจุบันการศึกษา สร้างคนให้เป็นคน หรือสร้างคนให้เป็นคอมฯ
ในปัจจุบันแล้ว รูปแบบการศึกษาดูเหมือนจะเปลี่ยนไปมากมาย จนฉันเองรู้สึกตามไม่ทัน ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะไม่ได้อยู่ในสายของศึกษา ก็เป็นได้ ทุกวันนี้งง ระบบการเรียน การสอนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นอะไร กันแน่ เป็นกันไปใหญ่ตั้งแต่ครูบาอาจารย์ยันพ่อแม่ผู้ปกครอง คนที่รับกรรมต้องมาตอบสนอง need ของผู้ใหญ่ก็คือเด็กๆ เคร่งเครียดกันไปตามๆกัน ตอนนี้ชลัญมีลูกสาววัย 6+ ขวบ จบอนุบาล กำลังจะขึ้น ป.1 เข็มมุ่งทางการศึกษาของ ลูกสาวชลัญ มันแตกต่างจากของเพื่อนๆ ที่เป็นแพทย์พยาบาลด้วยกันอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่าง

ไจ่ไจ๋ลูกแม่ชลัญ
- หมวยน้อยเรียน รร.ประจำอำเภอ (เหตุที่ต้องเลือก โรงเรียนนี้เพราะอยู่ห่างจากบ้านไม่ถึง 100 เมตร )
- ลูกเพื่อน ต้องไปเรียน รร.ชื่อดังในจังหวัด มีค่าแป๊ะเจียแรกเข้า หลายหมื่น ทั้งที่สอบเข้าได้คะแนนดี บ้านอยู่ห่างจาก รร.ประมาณ 60 กม. แรกๆตื่นแต่เช้าไปกลับ หลังๆไม่ไหวล่ะ ไปซื้อบ้านในตัวเมือง แล้วย้ายตัวเองเข้าไปในเมือง
- หมวยน้อย เรียนจันทร์ถึงศุกร์ เลิกเรียน บ่ายสามโมงครึ่ง หยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่มีเรียนพิเศษ

กิจกรรมของไจ่ไจ๋ในวันหยุด
- ลูกเพื่อน เรียนจันทร์ – ศุกร์ เลิกเรียน มีเรียนพิเศษต่อ จันทร์-ศุกร์ เลิกเรียน สองทุ่ม เสาร์อาทิตย์ มีเรียนพิเศษครึ่งวัน
จากการประเมิน ( ของชลัญเอง ) ก็ดูว่าความรู้หรือผลการเรียนเด็กสองคนก็ไม่ได้แตกต่างกัน มาก ลูกเพื่อนที่เรียนทุกวันตั้งแต่จันทร์ – อาทิตย์ ซึ่งน่าจะเรียนมากกว่าหมวยน้อยเกือบสองเท่า ก็ไม่ได้มีความรู้ที่มากกว่าหมวยน้อยสัก 2 เท่า เทียบเท่าระดับ ป. 2
มันเกิดอะไรขึ้นในสังคมนี้ หมวยน้อยลูกชลัญแปลก หรือ เด็กคนอื่นแปลก

ไจ่ไจ๋ลูกแม่ชลัญ
จึงมานั่งวิเคราะห์เรื่องค่านิยมการศึกษา ในสังคมปัจจุบัน นี้ตามความรู้สึกของตัวเองล้วน คงไม่สามารถนำไปอ้างอิงได้ ดังนี้
- สื่อการโฆษณาสถานศึกษาในปัจจุบัน นำเสนอ ความสำเร็จของการศึกษา จากการความสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย ของรัฐ มากเกินไปแล้วมักนำเสนอ ผู้ที่ทำคะแนนสูงสุดในสายวิทย์ เช่น แพทย์ เภสัชกร วิศวะ ฯลฯ แต่ไม่ได้ตามไปดูว่าเด็กที่จบจากโรงเรียนชื่อดัง ได้เกียรตินิยม ตอนเรียนแพทย์ เมื่อจบมาทำงานแล้วเด็กคนนี่ เป็นคนดีแล้วมีความสุขหรือไม่
- การแข็งขันทางวิชาการปัจจุบัน เน้น การแข็งขันทาง IQ เมื่อชนะจะได้รับการยกย่อง ให้รางวัลว่าเป็นคนเก่ง
- การจัดอันดับการสอบ ทำให้เกิดการแข็งขันทุกคนอยากได้ อันดับที่ 1 เพราะจะได้ชื่อว่าเก่งที่สุด ไม่ใช่มีแค่ผ่านหรือไม่ผ่าน
- มีการแบ่งเกรด นักเรียน มีห้อง king หรือ อื่นๆแล้วแต่สถานการศึกษาจะเรียก เมื่อได้อยู่หัวใจจะพองโตทั้งผู้ปกครองและเด็ก
- มีโปรแกรมเรียนพิเศษ ในสถานศึกษา โดยนโยบายของสถานศึกษาเอง เด็กที่เข้าเรียนที่สถานศึกษานั้นต้องรับโปรแกรมนี้ไปด้วยเพราะอีกหน่อยจะไม่ทันเพื่อน
- ข้อสอบที่ออก เป็นข้อสอบกลางที่ได้มาตรฐานจากส่วนกลาง ทั้งๆ ที่การสอน ยังมาตรฐาน ไม่เท่ากันทุกโรงเรียน
- ประโคมข่าวลือต่อๆกัน ว่าใครได้เรียนที่นี่ สุดยอด ว้าววว.... โฮโซ ใครๆก็อยากพาลูกไปเรียน
- ผู้ปกครอง เข้าใจผิดคิดว่าเด็กมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป ไม่ต้องรับผิดชอบอย่างอื่น เด็ก ก็เลย เรียน เรียน เรียน เพราะถ้าอ้างเรียนพ่อแม่อนุญาต ก็เลยไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เช่น ต่อตนเอง คือดูแลสุขภาพ ให้แข็งแรง ออกกำลังกาย พักผ่อน ไม่เครียด ต่อครอบครัว เช่น กิจการงานบ้าน ซักผ้ารีดผ้า ทำกับข้าว ต่อสังคม เช่น ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎจาราจร ไม่เอาเปรียบเบียดเบียนผู้อื่น ต่อประเทศชาติ คือไม่สมองไหล ไปอยู่นอกกันหมด
- อีกอย่าง คือเรื่องของที่สุด พ่อแม่คิดว่าสิ่งที่เลือกให้ คือสิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่คนเป็นพ่อแม่จะทำให้ลูกที่เป็นที่รักที่สุดได้ คือการให้ลูกเรียนโรงเรียนที่คิดว่าดี ที่สุดเรียนพิเศษมากที่สุด จะได้เป็นคนเก่งที่สุด
- แนวคิดเลี้ยงลูกแบบเทวดาน้อย ลูกฉันจะต้องได้อะไรที่ ไม่เหมือนคนธรรมดา ไม่งั้นลูกฉันจะกลายเป็นคนธรรมดา
- บ้าประเมินผลทางการเรียน มากกว่า การประเมินผลด้านคุณธรรมจริยธรรม เช่น สถาบันกวดวิชา ค่ายนี่นั่น ขยันจัดการสอบประเมินผลเพื่อจัดอันดับ นักเรียน ตั้งแต่ประถมยันมัธยมปลาย ทั้งที่สอบแล้ว ก็ไม่ใช่ไม่ต้องสอบ โอเน็ต ผู้ปกครองก็บ้าพาลูกไปสอบ นั่งเฝ้าจับเข่าคุยกันรอลูกแล้วต่างคนก็ต่างสาธยาย ว่า การศึกษาของลูกเธอนั้น มันวิเศษสุดๆ ลูกเธอสามารถ......1…2….3….ว่ากันไป ชลัญไปนั่งด้วยเมื่อไหร มีอย่างเดียว นั่งหัวเราะ ฮึ ฮึ

ไจ่ไจ๋และแก๊งเด็กบ้านนอก
จากแนวคิด ทั้ง 11 ข้อนี้ เป็นเพียงแนวคิดหนึ่ง ที่ฉันไม่อยากเป็นเหยื่อค่านิยมทางการศึกษา ฉันอยากให้ระบบการศึกษา ประโคมข่าว ในโรงเรียนที่สอนให้เด็กมีคุณธรรมจริยธรรม กตัญญูกตเวที ให้มากๆ
เพราะทุกวันนี้ ฉันจะนั่งเศร้าสลดใจทุกวันที่ คนไข้มาตรวจ เป็นคนแก่ๆ ไม่มีญาติมาด้วย ได้หน้าลืมหลัง หูตา ฝ่า ฟาง พอถามแกบอกลูกเขาไม่ว่าง ลูก เป็นพยาบาล หมอ ส.ส. ผู้อำนวยการโรงเรียน นายตำรวจ ฯลฯ ดูตา ยาย แกช่างภาคภูมิใจในความเก่งของลูกแกจริงแต่ดวงตาและสีหน้าช่างเศร้าอะไรอย่างนี้
แต่หันไปมองอีกครอบครัว อุ๊ยยยย์.... ญาติมาครึ่ง รพ. ยิ้มแย้มพูดคุยสนุกสนาน ถามยายลูกทำงานอะไร ยายบอก อีกนางมันเป็นชาวนา หมอ ผัวมันก็ชาวนา ถามต่ออ้อทำมากมั๊ยล่ะ ไม่มากหรอกหมอร้อยกว่าไร่ ได้ปีละหลายล้านอยู่ .....อูยยยยย์ ....ชลัญรับราชการได้ปีละไม่กี่แสน ..... เอาว่ะหมวยน้อย อาชีพที่เหมาะกับแก ชาวไร่ชาวนานี่แหล่ะไป๊ 5555
ปล. อ่านเรื่องนี้จบเดี๋ยวต้องมีคนมาเม้นต์ต่อ เป็นชาวนาไม่ดีหรอก เดี๋ยวโดยรัฐโกง แหงๆ อิ อิ อิ
ชลัญธร
ผมกับ อ.จัน พึ่งปรึกษากันเรื่องการศึกษาของเจ้าต้นไม้เมื่อกี้นี่เองครับ ได้ความคิดคล้ายๆ กับบันทึกนี้เลยครับ
กำลังจะต่อว่าจะโดนโกงจำนำข้าว
555
ชวนไจ่ไจ๋มาเป็นชาวสวนปลูกผักให้นักเรียนกินไหม
555
ปลูกผักแบบดาวล้อมเดือน(22)
ไจไจ๋มาแล้ว ชื่นใจจัง