palliative care

วันที่ 22 มีนาคม 2557 เวลา 9.30-12.00 น.

ดิฉันและทีมพยาบาลหน่วย palliative รพ ศรีนครินทร์ มีโอกาสติดตามเยี่ยมผู้ป่วยใน PICU, MICU และผู้ป่วยหอผู้ป่วยอายุรกรรม  กับคุณแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ประมาณ 13 ราย

เริ่มต้น 

คุณแม่ชี...บอกว่า การเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้ายต้องมีครอบครัวของผู้ป่วยอยู่ร่วมกันเสมอ

คุณแม่ชี...จะทักทายด้วยคำพูดอ่อนโยนแต่มีพลังเมตตา และประเมินผู้ป่วยโดยการจับมือทั้งสองข้าง ถ้ามือ 2 ข้าง อุ่นไม่เท่ากัน หรือเท้าและท้องบวม นั่นคือ ธาตุขันธ์พร้อมจะระเบิด

การจับมือเป็นการถ่ายพลัง จากนั้นก็เคลื่อนมาที่เท้าของผู้ป่วย โดยใช้มือโอบจับทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้าอย่างนุ่มนวล การขออนุญาตจับเท้าของผู้ป่วย เป็นการแสดงถึง เราขอเป็นผู้รับใช้ จะทำให้เราสามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้ 

 

การสัมผัสเป็นการเยียวยาเป็นอย่างดีและการมือวางสัมผัสตัวผู้ป่วย เป็นการถ่ายถอนความทุกข์ เข้าใจความทุกข์  ร่วมกับการหายใจไปพร้อมกันอย่างอ่อนโยน จะทำให้สิ่งที่เป็นอยู่อ่อนโยนและมีผลให้การเต้นของหัวใจผู้ป่วยอ่อนโยนไปด้วย

 

แม้ชีวิตที่เหลืออยู่ของผู้ป่วยระยะสุดท้ายจะเหลือไม่มาก แต่เราไม่ควรทำให้ผู้ป่วยจิตตก

การสัมผัสและหายใจไปพร้อมกัน คือ สิ่งที่ทำได้ เพราะลมหายใจคือ อาวุธ

เราก็ต้องฝึกลมหายใจเพื่ออาบรดตัวเอง ก็จะทำให้เรามีพลังไปด้วย

เมื่อเรามีพลัง เราจึงจะถ่ายพลังให้คนอื่นได้

นอกจากนี้ใช้วิธีการสวดมนต์ไปด้วยกัน ถึงแม้ผู้ป่วยจะสวดไม่ได้ ก็สามารถให้คนไข้สวดมนต์ในใจไปพร้อมกัน

 

สวดมนต์บท อิติปิโส ภควา................

 

การโอบกอดญาติที่กำลังทุกข์  ก็ช่วยให้มีพลังเพื่อไปดูแลต่อ  

ญาติที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย อย่ามัวแต่ร้องไห้ ให้คุยกับเขา เพราะหูจะเป็นอวัยวะสุดท้ายที่สามารถได้ยินทุกสิ่งจากคนที่เขารัก

 

ถ้าเราประเมินได้ว่า ญาติหรือครอบครัวของผู้ป่วยมีความไม่เข้าใจกัน

การนำญาติเข้าหาผู้ป่วย เราต้องให้เวลา ต่อจากนั้นเราสามารถขออนุญาตให้ญาติ โอบสัมผัสที่เท้าของผู้ป่วย เพื่อเป็นสื่อว่า เป็นการขอขมาและการให้อภัยต่อกัน หายใจไปพร้อมกัน ถ้าได้รับการตอบรับและให้อภัยแล้ว ค่อยให้ญาติเคลื่อนมือมาสัมผัสที่ท้องและหัวใจ เมื่อญาติรู้สึกอ่อนโยนขึ้น ผู้ป่วยก็จะอ่อนโยนขึ้น คนที่กำลังจะจากไปก็ไม่ต้องกังวล ไม่มีอะไรค้างคา

 

ระหว่างที่เดินไปแต่ละแห่ง

เรามีโอกาสซักถามคุณแม่ชี เรื่อง...

การประเมินด้านจิตวิญญาณในผู้ป่วยระยะสุดท้าย

คุณแม่ชีบอกว่า .... 

การประเมินในมิติจิตวิญญาณ ไม่ใช่ทุกคนจะทำไม่ได้ ถ้าทุกคนฝึก

ตราบใดที่เราไม่เห็นตนเอง เราจะไม่เห็นคนอื่น

เราต้องกลับมาฝึกเรียนรู้กับผู้ป่วยก่อน 

ประสบการณ์จะทำให้เราทำได้

 

เราได้คำตอบว่า...

การประเมินในมิติจิตวิญญาณ เราต้องเป็นคนที่ใช่ รู้ตัวตนของตนและฝึกฝน จึงจะทำได้

ดังนั้นเครื่องมือประเมินยังไงต้องฝึกฝนก่อน จากการดูแลผู้ป่วยจนเข้าใจ

 

สอดคล้องกับการจัด KM ผู้มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทถคนบอกว่า.. ยังไงคนนั้นจะต้องฝึกฝนจากการดูแล สังเกต สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน

 

เราสังเกตว่า ผู้ป่วยที่แม่ชีเข้าถึงทุกคนได้อย่างรวดเร็ว

แต่คุณแม่ชีศันสนีย์ บอกว่า ความตายเป็นจริงเสมอ ทุกคนต้องถึงวันนั้น..สักวัน การดูแล palliative care จู่โจมไม่ได้ แต่ก็มีวิธี ต้องมีเทคนิค  วิธีที่เข้าถึงผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างเร็ว

คือ การทักทาย สัมผัส มองตา จับมือ จับเท้า รวมทั้งใช้น้ำมันนวดเบาๆอย่างอ่อนโยนในตำแหน่งที่ผู้ป่วยรู้สึกไม่สุขสบาย และนำญาติมาร่วมดูแลด้วยเสมอ จากนั้นใช้สัญญลักษณ์ เช่น พระพุทธยันตีองค์ดำเล็ก วางที่หน้าฝากและจับมือกันไว้ แล้วให้ผู้ป่วยอธิษฐานในใจ พร้อมหายใจไปด้วยกัน

 

ผลลัพธ์ ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย คือ

  • การดูที่สายตาผู้ป่วยที่สดใสขึ้น
  • รอยยิ้มที่ปรากฏให้เห็น
  • การขอขมาต่อกัน
  • การให้อภัย
  • การยอมรับกับสิ่งที่กำลังจะมาถึงคือ การจากไปอย่างสงบ

 

ต้องขอบคุณทุกสิ่ง ที่มีวันดีดี ให้ได้เรียนรู้

ทำให้เรากลับมาคิดถึง...

พยาบาลที่เป็นบุคลากรที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยและญาติที่สุด เราต้องมีเวลาดีดี ที่สามารถเยียวยาผู้ป่วยได้ จากนั้นคุณแม่ชีบอกว่า เราต้องให้โอกาสญาติทำงานการเยียวยาต่อ เพราะคนในครอบครัวเป็นคนที่ผู้ป่วยไว้วางใจและเป็นคนที่เขารักที่สุด

 

แก้ว บันทึก 

23/03/2557