รายได้-เงินออม เท่ากับ รายจ่าย

    ความรู้ที่ต่อเนื่องจากการไปสอนนิสิต ห้อง ๕๐๑ รายวิชาการจัดการดำเนินชีวิต ระหว่างต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๗ ถึงต้นเดือน มีนาคม ๒๕๕๗..จากสูตร   รายได้-เงินออม เท่ากับ รายจ่าย

   และระหว่างการเตรียมความรู้เพื่อจะไปบรรยายหัวข้อ "เตรียมความพร้อมก่อนเกษียณ ๒๐ ปี" ทำให้บีแมนไปพบคุณอารมย์ (หัวหน้ากองบริหารงานบุคคล)

   บีแมนจึงได้ยื่นใบสมัคร "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สินสถาพร" ซึ่งบริหารงานโดย บมจ.บัวหลวง..ซึ่งกองทุนนี้เริ่มมาตั้งแต่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔ แต่ช่วงนั้นบีแมนไม่ได้สมัครเพราะไม่อยากเอาเปรียบคนอื่น เนื่องจากมีกองทุนกบข.อยู่แล้ว

   กองทุนตัวนี้ เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Provident Fund 

   หลักการง่ายๆ นายจ้างคือ มหาวิทยาลัยนเรศวร (ยุคที่เรียกว่า สุจินต์ ๒ คือ ศ.สุจินต์ จินายนต์ มารับตำแหน่งอธิการบดีสมัยที่ ๒ ระหว่างปี ๒๕๕๓-๒๕๕๖ และ ๒๕๕๗-๒๕๖๐) จะจ่ายเงินสมทบให้ร้อยละ ๒ ของเงินเดือน (จ่ายจากเงินรายได้) และลูกจ้างคือบีแมน จ่ายเงินสะสมร้อยละ ๒ ของรายได้..

   เท่ากับว่า เมื่อบีแมน ส่งใบสมัครและกองคลัง หักเงินเดือนร้อยละ ๒ เป็นเงินสะสมเข้ากองทุนแล้ว จะหักเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยอีกร้อยละสองเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนด้วย นั่นมีหมายความว่า มหาวิทยาลัยนเรศวรผูกพัน ขึ้นเงินเดือนให้บีแมนทุกเดือน ในอัตราร้อยละ ๒ ของเงินเดือนก่อนหักภาษี

   ลองดูสถิติที่ผ่านมา เขาออมเงินส่วนนี้กันมาคนละ ๒ ปีมาแล้ว มีส่วนของเงินต้นประมาณ ๔ หมื่นกว่าบาท และมีส่วนของเงินผลประโยชน์ประมาณปีละ ๓ เปอร์เซนต์..

   อันที่จริงเราไม่ต้องไปสนใจเรื่องเงินผลประโยชน์ก็ได้ ลองคิดเล่นๆ เฉพาะส่วนเงินต้น ทำลืมๆ ไป พอถึงปีที่เกษียณจะได้เงินก้อนนี้เพิ่มเข้ากระเป๋าอีก แสนกว่าบาท พอเป็นค่าซ่อมบ้าน..ก่อนย้ายเข้าไปอยู่พอดี (ต้องยืมเงินก้อนอื่นไปซ่อมบ้านก่อน แล้วเอาเงินก้อนนี้ไปใช้คืน)..อิอิ