สังคมโลกยุคนี้ มุ่งสู่กระแสการหาเงินเป็นกำลังหลัก โดยมีพลังดูด (ผู้ขาย)และพลังทำ (ผู้ซื้อ) ที่ขัดแย้งกันเสมอ เงิน จึงเป็นตัวกลางที่ต่างฝ่ายก็ต้องการ เนื่องจากมันมีอำนาจต่อรองหรือสั่งการได้ เมื่อพิจารณาลึกๆ เงินก็ไม่ได้สาระของชีวิตจริงๆ และมันไม่ได้ต้องการอยู่กับใครด้วยเสน่หา แถมยังอาจเป็นภัยมาสู่ตนด้วย

ไม่มีใครปฏิเสธเงินแบบสิ้นเชิงในวิถีชีวิตแบบใหม่ เพราะนี่คือ ชีวิตที่อิงกับวัตถุสากล ทำไมเราจึงดิ้นรนหาเงินกันเป็นหลักในการครองชีวิต เวลาส่วนมากของเราเสียไปกับการแสวงหาเงิน โดยเฉพาะคนเมือง จึงทำให้คนเหล่านี้ตกอยู่ในอำนาจของเงินอย่างแท้จริง เงินคือ กระบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ปัญญา สติ การหลุดพ้นหรือไม่

เมื่อใจถูกเงินล่อลวงไป สมองก็ถูกล้างไปด้วยว่า เงิน คือ ความมั่นคงของชีวิต จิต เลยถูกละเลย ปัญหาตามมาคือ ความงาม ความดี คุณภาพของจิตใจ ถูกมองข้ามไปทันที ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมของมนุษย์เสวยผลจากการพัฒนาวัตถุจนขาดคุณภาพของชีวิต คุณกรรมและคุณการ ของคำว่า ชีวิต จิตใจ สูญไปด้วย

เราจะพลิกการอยู่แบบซ้ำซากกับสิ่งใดนานๆ ได้ไหมว่า สิ่งนั้นให้คุณค่าอะไรต่อเราบ้าง เราตกเป็นทาสหรือเป็นนายมัน เช่น อยู่กับบ้าน อยู่กับงาน อยู่กับตนเอง อยู่จิตใจ อยู่กับผู้คน ฯ หากเราเพลิดหรือหลงสิ่งใดๆ จนเรียกว่า ลืมสาระแก่นสารของมันในระยะยาว เราก็หมดคุณค่าในการมองตนคือ มองเห็นแต่ข้างนอก หรือมองข้างในด้านเดียว

หากท่านเข้าไปในห้างใหญ่หรือร้านค้าหรือตลาดสด เราจะพบกิจกรรมของผู้คนคือ เดินสวนไปมา หิ้วสิ่งของ ตาจ้องมอง จ่ายเงินตรา ภาพเหล่านี้ผู้แสดง (พวกเรา) ก็มองไม่ชัด เท่ากับนักเขียน นักกวี นักปรัชญาหรือนักคิด นักจิตวิทยา นักศาสนา ฯ แก่นของภาพผู้คนคือ จ่ายเงิน และรับเงิน ผลคือ เบิกบานใจ พอใจ

ผู้เขียนกำลังมองว่า เงิน ไม่ใช่แก่นสารของพฤิตกรรมเหล่านี้ เพราะเมื่อผู้คนบอกว่า เงินคือ สิ่งต้องการมากสุด ทำไมเมื่อได้เงินแล้วต้องจ่ายด้วยไปโดยไม่มีเยื่อใยหรือคิดรัก คิดหวงแหน แสดงว่า ไม่มีใครรักเงินจริงๆ เพราะเงินอยู่มือ ในกระเป๋าได้ไม่นาน จากมือนี้ ก็ผ่านมือนั้น ไม่มีอยู่กับใครถาวร สุดท้ายก็ปล่อยเงินไปหมดทุกคน ถ้าคิดรักเงิน ชอบเงิน ก็ควรเก็บกกกอด ไม่ยอมห่าง 

ในขณะเดียวกัน ตัวเงินเอง ก็ไม่มีใจที่จะปักหลักตั้งตัวจะอยู่กับใครแบบถาวรเช่นกัน ประเดี๋ยวก็ย้ายจากกระเป๋าโน้น ไปอยู่อีกมือนี้ ไม่มีสิ้นสุด ฉะนั้น เงินจึงไม่มีใจรักเดียว ใจเดียว แถมยังนำภัยมาสู่ผู้ครอบครองด้วย แต่สิ่งที่เราสร้างกำลังหาเงินหาทองเพราะปากท้อง การดำรงชีวิตด้วยการนำเงินไปแลกเป็นอาหาร หรือนำไปซื้อ ไปเบิกทาง หรือนำไปใช้จ่ายหนี้สินอื่นๆ

มนุษย์กำลังสูญเสียความเป็นผู้นำตนในโลกยุคใหม่  เพราะอาศัยเงินเป็นเป้าหมาย จึงทำลายระบบเดิมคือ คุณค่าภายใน หรือหลักนิติธรรมของสังคม เมื่อเราละเมิดหลักหรือละเลยความสำคัญที่คุณค่าของมนุษย์ทุกคนลง จึงหาคนมองเห็นคุณคน ในฐานะเพื่อนร่วมโลก ร่วมประเทศ ร่วมงานตน มีแต่พลังความอยากมี อยากได้ อยากเหนือคนอื่น ไม่ได้ get along with ในสังคม จึงทำลายระบบสังคมตัวเอง ปัญหาต่างๆ จึงตามมา

อันที่จริง โลกสมัยใหม่นั้น มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตแบบธรรมชาติมาก หากเราศึกษาวิถีชาวบ้านแบบเดิมจะพบว่า ไม่มีเงินก็อยู่ได้ ขอให้มีพื้นที่เพาะปลูกก็พอ แต่คนที่ไม่มีที่ดินละ ก็ต้องทำงานด้วยแรงหาเงินซื้ออาหาร การปรับทัศนะการดำรงชีวิตแบบพึ่งพาเงินให้น้อยนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากในกระแสยุคนี้ แต่ถ้าทำได้ รายจ่ายจะลดลง หนี้จะไม่มี ชีวิต จิตใจก็ไม่ถูกกดดันมาก

ดังนั้น เงินไม่มีรักที่จริงใจกับใคร แม้ท่านจะแสวงหา ตามหา ล่ามันก็ตาม สุดท้ายมันก้ถูกใช้ตามเจตนาของเราเท่านั้น มิได้มีพลังหรืออำนาจต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ สำหรับบุคคลที่รักและหลงจนติดหรือเสพติดแล้ว ก็ยากที่จะมองสอดคล้องกับผู้เขียน เจตนาคือ ใช้มันให้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ใช้มันแบบฟุ่มเฟือย และมองเห็นโทษมันนิดว่า ทำไมเราต้องการมันมาก

นี่คือ มุมมองมืดของผู้เขียน ที่อยากให้คิดว่า เงิน มีค่า และมีคุณ แต่ก็มีโทษ มีภัยต่อเราด้วย โดยเฉพาะในทางจิตวิวัฒน์ หากลุ่มหลงดงเงิน ก็หาทางพัฒนายากพึงระลึกว่า ชีวิตมีค่า เพราะเนื้อหาความคิด เงินทอง เป็นสิ่งของอำนวยให้เท่านั้น (เชื่อว่า ในอนาคตข้างหน้า เราจะโหยหาคุณค่าตัวคนมากกว่า เงินทอง)

* ขอเลื่อนเรื่อง ธรรมาภิบาลไปก่อน

-------------<๑๘-๓-๕๗>----------------