งูใหญ่ทดสอบความอาจหาญแห่งจิต

    เมื่อหลวงพ่อพริ้งได้นำสามเณรเกี่ยวเข้าออกป่าช้าจนเกิดความชำนาญแล้ว  ป่าช้าได้กลายเป็นที่ทดลองความอาจหาญ  ป่าช้ายิ่งลึก ค่ำคืนยิ่งดึก ยิ่งทำให้สามเณรเกี่ยวรู้สึกถึงความมั่นคงหนักแน่นแห่งจิตใจ  จากความรู้สึกกลัวกลายเป็นความรู้สึกสนุก  "ไม่ใช่สนุกสนานเฮฮาอย่างเด็กทั่ว ๆ ไป  แต่สนุกที่ได้ต่อสู้กับความกลัว  สนุกที่รู้สึกว่าสามารถเอาชนะความกลัวได้"

        วันหนึ่งสามเณรเกี่ยวได้เข้าไปเจริญกรรมฐานในป่าช้าตามคำแนะนำของหลวงพ่อพริ้งเช่นทุกวัน  สามเณรเกี่ยวเลือกสถานที่ซึ่งเหมาะแก่การเจริญภาวนา  สถานที่ตรงนั้นเป็นป่าโปล่งโล่งแจ้ง  มีกุฏิหลังเล็ก ๆ ถูกปลูกไว้เป็นที่เจริญภาวนา  กุฎิดังกล่าวมีหลังคามุงไว้กันแดดกันฝนเพียงอย่างเดียว  ส่วนฝาผนังเปิดโล่งไม่ปิดมิดชิด อันเป็นลักษณะกุฏิที่สร้างไว้สำหรับเจริญภาวนาตามชนบทสมัยก่อน

         เมื่อสามเณรเกี่ยวเจริญภาวนาไปได้พอสมควรแล้ว  รู้สึกเมื่อยขบอันเนื่องมาจากการนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานาน  จึงได้เอนกายลงพักผ่อนแล้วก็หลับไปในที่สุด  ขณะที่นอนหลับอยู่นั้นสามเณรเกี่ยวได้นิมิตไปว่า  เกิดปวดปัสสาวะจึงได้ปัสสาวะ  เมื่อปัสสาวะออกแล้วกลับรดมือตนเอง ในนิมิตนั้นสามเณรเกี่ยวรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมจึงปัสสาวะรดมือตัวเองได้  พอรู้ตัวว่าปัสสาวะรดมือ แม้จะเป็นนิมิต แต่สติกลับระลึกได้ว่า  ขณะมาป่าช้าได้หิ้วกาน้ำมาด้วยจึงเอื้อมมืออีกข้างหนึ่งไปหยิบกาน้ำ  ซึ่งเป็นภาชนะใส่น้ำดื่มของพระเณรในต่างจังหวัด ที่วางอยู่ใกล้ ๆ ตัว มาเทล้างปัสสาวะที่เลอะมือ  พอน้ำรดถูกแขนข้างที่นิมิตว่าปัสสาวะรดเท่านั้น ก็รู้สึกเย็นวูบขึ้นมาถึงหัวใจ

          ความเย็นนั้นทำให้สามเณรเกี่ยวรู้สึกตัวตื่นจากความหลับ  พอลืมตาขึ้นมามองไปยังแขนข้างที่นิมิตว่าเอาน้ำราดนั้น  สายตาของสามเณรเกี่ยวก็พลันประสบกับงูตัวหนึ่งสีดำมะเมื่อมเป็นเงาวับ ลำตัวใหญ่ราวกระป๋องนมข้น  กำลังเลื้อยข้ามท่อนแขนข้างที่นิมิตไปว่าปัสสาวะรดไปอย่างแช่มช้า เหมือนไม่ได้รู้สึกว่ากำลังเลื้อยข้ามท่อนแขนคน  สามเณรเกี่ยวไม่แน่ใจว่าเป็นงูชนิดไหน เนื่องจากมองไม่ถนัด   แท้จริงความเย็นในนิมิตนั้นเป็นความเย็นที่เกิดจากเกล็ดงูกระทบกับผิวเนื้อนั่นเอง ทำให้สามเณรเกี่ยวตื่นจากความหลับ หาใช่ความเย็นจากน้ำที่เทราดแขนข้างที่ปัสสาวะรดในนิมิตไม่

           พอรู้ว่าความเย็นที่แขนไม่ได้เกิดจากปัสสาวะหรือน้ำจากกาน้ำจากกาน้ำที่รดแขน แต่กลับเป็นความเย็นที่เกิดจากเกล็ดงูใหญ่กระทบผิวเนื้อ  แทนที่สามเณรเกี่ยวจะประหม่าตกใจ รีบดึงมือกลับสลัดร่างงูใหญ่นั้นไปให้พ้นไปจากตัว  หรือไม่ก็ผวาลุกขนขึ้นวิ่งหนีไปด้วยความตกใจ

        "แต่สามเณรเกี่ยวกลับสงบนิ่ง  ไม่มีอาการตื่นตระหนกตกใจแต่ประการใดคงนอนมองดูงูใหญ่ตัวนั้นเลื้อยข้ามแขนไปอย่างแช่มช้าจนสุดตัว  โดยไม่แสดงอาการตกใจกลัวจนลนลานเหมือนที่คนทั่วๆไปทำเพราะสัญชาตญาณแห่งความรักตัวกลัวตาย  เมื่อเห็นว่างูเลื้อยผ่านไปไกลพอประมาณแล้ว จึงลุกขึ้นมานั่งดูจนงูเลื้อยหายไป"

         การที่สามเณรเกี่ยวสามารถควบคุมอารมณ์ข่มความหวาดกลัว นอนดูจนงูเลื้อยข้ามไปนั้น  เป็นเพราะความเร็วแห่งสติทำให้เกิดการยับยั้งชั่งใจ พิจารณาโดยรอบได้อย่างฉับพลัน

 

จากหนังสือ "ชีวิตและความคิด  สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) :พระมหาเถระผู้เป็นประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำพระพุทธศาสนาโลก"