กว่าจะโต--โต๊--โต

8 มีนาคม 2014 เวลา 19:50 น.
 
 

เป็นคนไม่สนใจวัน

ไม่สนใจวันที่

บางทีก็ลืมเดือน

และอีกอย่างนึง ที่บางทีพาอายก็คือ

ลืมแม้กระทั่งไม่รู้ว่าปีนี้ ค.ศ. ใด

 

 

วันนี้ก็เช่นกัน เป็นวันเสาร์ ที่ยอมปล่อยตัวเองให้ทำตามหัวใจ

(หมายความว่า อยากทำไรก็ตามใจฉัน)

ตื่นเช้าที่ยังสลึมสลือ หลับบ้าง ลืมตาแล้วแกล้งหลับต่อบ้าง

แต่แอบเห็นว่าคุณสามีนั่งหน้าคอมพร้อมด้วยเสียงอัลกุรอานที่เปิดฟัง

และเผื่อแผ่มายังเราให้ได้ฟังด้วย

(อัลฮัมดูลิลลาฮฺ ที่เสียงอัลกุรอาน

เป็นเสียงเดียวที่ไม่ว่าจะดังแค่ไหนก็ไม่ปวดหัวเหมือนฟังเพลงหรือเสียงอื่น)

หลังจากสลึมสลือ หลับ ๆ ตื่น ๆ ก็ตื่นแบบจริงจัง

ด้วยเสียงของท่านแม่ (ฉายา.......ประจำบ้าน)

 

เริ่มเช้าวันนี้ด้วยอะไร จำไม่ได้

แต่ก็มาเปิดเฟสเอาตอนสาย ๆ

 

เห็นอวยพรและดุอาที่ส่งมาหน้าเฟส อยู่จำนวนหนึ่ง

ที่หลาย ๆ คนส่งมาให้เลยเป็นเหตุให้นึกขึ้นได้

วันนี้เป็นวันที่ 8 มีนา ที่หากย้อนไป เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

ก็เป็นวันที่เด็กหญิงไมซาเร๊าะ ลืมตาดูโลก

ท่ามกลางญาติทั้งสองตระกูล (หนูชูสุก และขุนรักษ์)

 

ไมซาเร๊าะเกิดมา เป็นหลานคนแรกของทั้งสองบ้าน

และลูกคนแรกของครอบครัว

(ประโยคบนเพื่อยืนยันว่า มิใช่คนสุดท้องอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจกัน)

การเป็นหลานคนแรก แน่นอนที่สุด ย่อมเป็นที่รัก(รึปล่าวของทุก ๆ คน)

 

แม่เล่าให้ฟังว่า ไมซาเร๊าะ เกิด ตรงกับวันศุกร์ ที่ 8 มีนา ตรงกับเวลาอาซานของละหมาดวันศุกร์พอดี แดดร้อนเปรี้ยง

(และมีเสียงต่อมาที่บางทีก็เสียงน้องว่า

นั่นแหละที่ใจร้อน ขี้โมโห ฮ่าาาาา ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน)

 

และแม่เล่าต่ออีกว่า ข้าพเจ้าเป็นเด็กที่ขี้ร้องมาก ๆ

กว่าจะนอนได้ ทุกเย็น ตาจะต้องอุ้มพาดบ่า และพาเดินชมวิว

จากท่าออก (ทิศตะวันออก)มาจนถึงหน้าปากซอย

(ซึ่งคำนวนแล้ว ไปกลับ เกือบสองกิโลเชียว)

เมื่อพากลับมาถึงบ้าน ข้าพเจ้าก็จะหลับมาบนบ่า

 

เมื่อถึงที่นอน ก็จะไม่ยอมนอนเปลเหมือนเด็กอื่น ๆ

ที่ ๆ จะหลับได้ต้องเป็นในตักเท่านั้น

นั่นหมายความว่า ต้องมีใครคนใดคนหนึ่งสละตักให้ข้าพเจ้านอน เพื่อให้หลับตลอดคืน ใครคนนั้นก็คือพ่อ กว่าที่ลูกอย่างข้าพเจ้าจะโต

พ่อจะต้องนอนหลับในท่าขัดสมาธิทั้งคืน

จนกลายเป็นนิสัย

 

เมื่อโตมา--ข้าพเจ้าก็เลี้ยงยากอีก เพราะขี้โรค และไม่สบายบ่อย

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก กับการรักษาและไปรพ.สำหรับเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว

บางทีเป็นหวัด พ่อก็ต้องสละอีก ก็คือยอมที่จะดูดน้ำมูก จากจมูก เพื่อให้ลูกหายใจได้สะดวก

 

ทุกคนภายในครอบครัว นอกจากตาที่ต้องแบกขึ้นบ่าทุกวัน

พ่อที่ต้องสละความสุขในการนอนเพื่อให้ลูกได้หลับสบาย

ไมซาเร๊าะก็โตมาด้วยความรักที่สมบูรณ์จากทุกคนในครอบครัว

ทำให้รู้สึกว่า ชีวิต สำหรับรักจากคนในครอบครัวแล้ว

ไม่เคยขาดซึ่งสายใยรัก

 

 

จากที่เลี้ยงตั้งแต่เล็ก ตอนนี้หลาน โตเกือบเท่าตาแล้ว

กับคุณตา ที่เลี้ยงมา และดูแลจนกระทั่งโต

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องดีดี--ในชีวิตจริง



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เลี้ยงมาจนโต ..... นอนหลับบนตัก ... น่ารักจังเลยค่ะ

ขอบคุณบทความนี้นะคะ ^_^

ขอบคุณมากค่ะ

ครอบครัวคือสิ่งที่มีค่า

และสร้างสุขได้เสมอค่ะ

Dr. Ple