จาก #หมอมินบานเย็น FB

โกวเล้งเขียนไว้ในนิยายของเขาว่า

"ชีวิตคนเราจะมีสิบปีสักกี่ครั้งกัน"

ผมชอบประโยคนี้มาก

มันจริงอย่างยิ่ง

ถ้าคนเราอายุเฉลี่ยเจ็ดสิบปี

เราก็มีสิบปีแค่เจ็ดครั้ง

สิบปีแรก หมดไปกับความ
ไร้เดียงสา 

สิบปีต่อมา หมดไปกับการ
ศึกษาเล่าเรียน

สิบปีต่อมา หมดไปกับการ
ทำงานและการใช้ชีวิต

สิบปีต่อมา หมดไปกับการ
สร้างฐานะ สร้างครอบครัว

สิบปีต่อมา หมดไปกับการลง
หลักปักฐาน รักษาสิ่งที่สร้างมา

สิบปีต่อมา หมดไปกับการดูแล
รักษาสุขภาพกายใจให้แข็งแรง

สิบปีสุดท้าย หมดไปกับการปล่อย
วางทุกสิ่ง รอคอยการกลับบ้าน

แต่ละสิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
อีกไม่นานปีนี้ก็จะผ่านไปแล้ว
มีอะไรที่เราทำไปแล้วมากมาย
และก็ยังมีอะไรอีกมากมายที่
เรายังไม่ได้ทำ

เวลาคือหน่วยเงินในกำมือ
ของเราที่เอาไปแลกสิ่งอื่น
เราเอาเวลาไปแลกงาน 
เราเอางานไปแลกเงิน 
แต่เราก็ไม่เคยเอาเงินไป
แลกเวลาคืนกลับมาได้สักที

ถ้าธนาคารเวลามีจริง
เราก็ไม่เคยมีสมุดบัญชีสักเล่ม
ที่จะให้เราดูได้ว่าตอนนี้เหลือ
เวลาอยู่เท่าไหร่?

เรารู้ว่าเราใช้ "สิบปี" ของเรา
ไปกี่ครั้งแล้ว
แต่เราไม่อาจรู้ว่าเราจะใช้ "สิบปี" 
ที่เหลือของเราได้ครบมั้ย?

แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับ
เราใช้เวลาสิบปีของเรา
ไปคุ้มค่าหรือเปล่า?
เมื่อเราหันหลังกลับมา
ขอให้พูดได้เต็มปากว่า
เราใช้มันไปอย่างไม่น่าเสียดาย

"ชีวิตคนเราจะมีสิบปีสักกี่ครั้งกัน"
ใช้สิบปี เจ็ดครั้ง ของเราให้คุ้มค่า...

--------------------------------------------------------------------

คนไทยอยู่เมืองไทยคงจะไม่ค่อยได้คิด นึกว่าจากกันแล้วประเดี๋ยวเดียวก็คงจะได้เจอกันอีก
แต่สำหรับคนอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้หรือชาติหน้าจะมาก่อน ผมอยู่อเมริกามาเกือบสี่สิบปีแล้ว กลับเมืองไทยประมาณห้าครั้ง

พี่สาวตายไปแล้วหนึ่งคน มาส่งที่ดอนเมืองเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว เห็นกันเป็นครั้งสุดท้าย พอได้รับข่าวจากเมืองไทยว่าพี่เสียไปแล้ว ใจมันไม่ยอมรับ ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องจริง นอนไม่หลับทั้งคืน ทุกข์ที่เกิดการพลัดพรากจากสิ่งที่รักมันเป็นอย่างนี้เอง

เวลาผมกลับเมืองไทยจะโทรไปบอกเพื่อนๆว่ามาถึงแล้ว นัดกันมาเจอกันพร้อมๆ จะได้รำลึกถึงความหลัง เพื่อนบางคนบอกว่า คงจะไม่ว่าง ผมก็บอกว่าดีแล้ว แล้วอีกสิบปีค่อยมาพบกันไม่ ไม่รู้ว่าใครจะอยู่ได้นานกว่ากัน เจอกันครั้งหน้าก็อายุประมาณเจ็ดสิบแล้ว ไม่รู้ว่าจะจำกันได้หรือเปล่า 

เกือบทุกครั้งที่กลับเมืองไทย ผมจะไปหาที่ปฏิบัติธรรมประมาณ ๓ ถึง ๑๐ วัน เพราะลางานได้ประมาณหนึ่งเดือน จะอยู่สองสามเดือน ก็กลัวว่ากลับมาแล้วจะไม่มีงานทำ ปีนี้ก็เช่นกัน สิบวันแรกก็จะไปแสวงหาความจริงของชีวิตกลับซือฝู ก็คงจะมีแต่เดิน วิ่ง นั่ง ตลอดสิบวัน ผมว่ามันง่ายดีกว่าไปนั่งพับเพียบนานๆ ร่างกายทนไม่ไหวเสียแล้ว ตอนเดินก็ชมนกชมไม้ เห็นสักแต่ว่าเห็น ถ้าความคิดมันเกิดขึ้นมา ก็ปล่อยวางมันเสีย ถ้ามันยังคิดอยู่ไม่ยอมจากเราไปง่ายๆ ก็ให้วิ่ง ลงทำดูก็ได้ครับ ถ้าวิ่งแล้ว ความคิดมันจะตามเราไม่ค่อยจะทัน เพราะถ้าเรามัวแต่คิดโน้นคิดนี่จะหกล้ม ลงหลุมลงบ่อ ไปแน่ๆ เคยฝึกกับซือฝูมาสามวัน ยังไม่เห็นผล ลูกสาวบินกลับเมืองไปปฏิบัติอยู่สิบปีวัน บอกพ่อว่า พ่อต้องไปให้ได้ อย่าได้พลาดเป็นเด็ดขาด 

ครั้งจากเสร็จภาระกิจแล้ว ก็คงจะโทรหาเพื่อน นัดมาเจอกันอีก คราวนี้ก็คงจะพูดเหมือนเดิม 

ชีวิตคนเราจะมีสิบปีสักกี่ครั้งกัน 
ไม่ได้เจอกันครั้งนี้ ก็ต้องรอเจอกันตอนอายุเจ็ดสิบปีก็แล้วกัน