"จำต้องมานั่งวาดรูปเเละศึกษาอีกเยอะ" เพราะเรายังอ่อนหัด...

"เปิดตัว" จักรยานเก็บขยะ

        ย้อนหลังไปเมื่อครั้งอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ทำโครงงานการเรียนรู้บนฐานของชีวิตจริงเป็นครั้งเเรกที่การเรียนรู้นี้ให้การสนับสนุนโดย LLEN มหาสารคามเเละโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม ซึ่งเมื่อก่อนนั้นกระผมเองก็ไม่คยมีเเนวคิดว่าจะทำเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยคิดที่จะทำโครงงานนี้มาก่อน มีเเต่สมัยอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้ทำโครงงานทดลองเครื่องกรองน้ำ เเต่ก็ไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่ได้คาดไว้เพราะ ความไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะเริ่มอย่างไร ศึกษาอย่างไร กลัวผิด กลัวไม่ถูก กลัวสิ่งต่างๆนานา จนทำให้ในวันเเสดงผลงานนั้น มีคนเอาผลงานของทุกโครงงานนั้นมาเเสดงหมด คงมีเเต่กระผมเพียงคนเดียวที่ไม่เอางานตนเองนั้นมาเเสดง ถ้านับจริงๆเเล้วนั้นกระผมเองรู้จักคำว่าโครงงานมาตั้งเเต่สมัยประถมศึกษาที่ 6 ที่ครูพาทำโครงงานเรื่องของประวัติศาสดาเอกของพระพุทธศาสนา เเต่ก็ทำยังไม่เสร็จ เนื่องด้วยอยู่ในช่วงของการจะขึ้นมัธยมศึกษาที่ 1 ที่ดงทองเเห่งนี้ ทำให้โครงงานนั้นเป็นเพียงแผ่นกระดาษซึ่งผมก็เก้บไว้จนถึงทุกวันนี้ ... โครงงานของเรานั้นเริ่มาตั้งเเต่สมัยป.6 เรื่ยมาถึงม.2 ที่ไม่เคยทำสำเร็จอย่างใครเขาสักที   มาถึงช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็เริ่มเปลี่ยนมุมมองใหม่ในเรื่องของโครงงาน (เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด) เราได้รู้ว่า ไม่มีใครที่ทำโครงงานสำเร็จหรอก เพราะโครงงานนั้นสามารถต่อยอดได้เรื่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีวันสิ้นสุด 

        เราเองมีเเรงบันดาลใจในการทำโครงงานเพราะด้วย ได้ดูวิดีโอของรุ่นพี่ ม.3 ที่ได้ทำเเล้ว ได้ทำไว้ ทำให้มีกำลังใจเพิ่มขึ้น ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าเราจะทำโครงงานอะไร เเต่ก็อยากทำเป็นอย่างยิ่ง จากที่ได้กำลังใจเเล้ว ก็เป็นการหาเรื่องที่ตนสนใจ เรื่องที่ผมสนใจในครั้งนั้น คือ โครงงานประดิษฐิ์ ซึ่งในครั้งเเรก ผมมีความฝันว่าผมเองอยากสร้างหุ่นยนต์ในจินตนาการ อยากสร้างระบบหุ่นยนต์ทักทายผู้คนเมื่อผู้ใหญ่ เดินผ่านมา ซึ่งด้วยจินตนาการ นี้ก็มีการวาดรูปต่างๆนานา เพื่อดูว่าจะเป็นไปได้ไหม ด้วยรูปที่เราวาดขึ้นเป็นโมเดล หรือเเบบจำลอง วาดจนเปลืองกระดาษเยอะมาก เพราะด้วยเป็นคนที่จินตนาการเยอะ เเต่ก็ได้ออกมา เมื่อได้ออกมาเเล้วมาพบกับโจทย์หลัก คือ อุปกรณ?ไม่มีอันใดเลย ถ้ามีก็เเพงมาก ทำให้เลิกล้มความคิดไป จึงได้บทเรียนสำคัญ คือ จะทำโครงงานประดิษฐิ์อันใด ต้องดูบริบทว่า อุปกรณ์ของเรามีไหม เเล้วอุปกรณ์นั้นเป็นอย่างไร เลิกล้มความคิดมา เเล้วผมก้เดินมาเห็นจักรยานเก่าคันหนึ่ง ที่อยู่บ้านของเพื่อน ก็เลยนึกขึ้นได้เเล้วว่า เรามีอุปกรณ์เเล้ว เรามีทุนเเล้ว คือ จักรยานเเต่โจทย์หลักต่อไป คือ จะทำอย่างไรจักรยานนี้จึงจะเกิดประโยชน์ให้มากที่สุด ดีกว่าที่มันจะจอดทิ้งไว้โดยรอวันขายของเก่าทิ้งเฉยๆ   เดินทางมาถึงโรงเรียนก็มาเห็นอีกว่า ขยะก็มีเต็มไปหมด ทำให้เราเองเห็นปัญหานี้ขึ้น ซึ่งอุปกรณ์เราก็มีเเล้ว คือ จักรยาน ส่วนปัญหาเรา คือ ขยะ โจทย์หลักที่คิดในครั้งนั้น คือ จะทำอย่างไรให้จักรยานเก่านั้นเเก้ไขปัญหาขยะในโรงเรียนได้  ครุ่นคิดอยู่นานพอสมควร เเล้วก็ได้คำตอบให้กับตนเอง คือ เอาจักรยานมาเก็บขยะ ซึ่งในครั้งเเรกนั้น ก็วาดรูปเช่นเคยวาดให้เป็นโมเดล ทีเเรกคิดว่า จะทำเป็นจักรยานธรรมดา ที่มีถังขยะอยู่ท้าย ต่อโครงเหล็กขึ้น ให้สามารถวางถังขยะได้ เเล้วเราก็จะถีบไปเก็บเเล้วเอาไปขาย เเล้วก็ทำจริงๆโดยในครั้งนั้นก็ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังสิ่งใดเลย  เเล้วก็ต่อโครงขึ้นจริงๆ ทำออกมาเเล้ว ผลออกมาคือ มันหนักมาก เเละถีบเกือบทรงตัวไม่ได้ เเล้วไม่สามารถยั้งได้เลย สิ่งที่เราคิดไว้ตั้งเเต่ทีเเรกกับผลที่ออกมานั้น ตรงข้ามกับหมดเลย "กำลังใจตกหายไปหมด" เกิดปัญหานี้ขึ้น เป็นปัญหาที่เกิดโดยตัวของเราเอง ในครั้งเเรกคิดว่าจะเปลี่ยนโครงงานใหม่เสียด้วยซ้ำไป มีการเเพลน โครงงานใหม่ไว้เเล้วด้วยว่า เราจะประดิษฐิ์กระถางดอกไม้สวยๆ ไว้ตกเเต่งบ้าน เเต่ก็มีความคิดหนึ่งที่ครุเเนะมาว่า อย่าหนีปัญหา เราต้องอยู่กับปัญหาเเล้วพยายามเเก้ไขปัญหานั้นให้ได้ คำๆนี้ก็เลยเป็นกำลังใจให้กระผมเองมีใจขึ้นมาอีกครั้ง โดยที่เราไม่ต้องไปนั่งเคร่งคิดมันเกินไป ลองปล่อยให้สมองของเรานั้น สบายๆ เเล้วผมก็ปล่อยให้สมองของผมนั้นสบายๆ เเล้ววันหนึ่งในขณะที่กำลังสืบค้นหาข้อมูลอยู่นั้น ก็เป็นอยู่ว่า การที่รถจะเคลื่อนไปได้นั้นมันต้องมี เพลา ซึ่งการที่เราจะเก็บขยะได้นั้น มันต้องมีกลไกอย่างใดสัก อย่าง เนื่องด้วยความคิดที่ว่า มันต้องมีกลไกอย่างใดสักอย่างนี้เองเป็นโจทย์ให้ได้คิดต่ออีกครั้ง มาคราวนี้เราต้องรอบคอบ รอบคอบ ๆ เพื่อที่จะไม่ให้พลาดขึ้นมาอีก เราต้องสืบค้น สืบค้น ๆ เเล้วก็วาดรูป ๆ ๆ ทำอยู่เช่นนั้นสักพัหหนึ่ง เเล้วก็คิดออก ว่าจะต้องทำอย่างไร

        รอบเเรกเราพลาดไปเเล้ว มาถึงรอบนี้เราจะพลาดให้น้อยที่สุด เพราะถ้าเราพลาดไปนั้น งบประมาณเราก็เสีย  กำลังใจเราก็เสีย เเล้วก็ค่อยๆคิดค่อยๆทำ จนได้โมเดลออกมาตามจินตนาการของตน ที่ตนคิด "ในคราวนี้กระผมรู้สึกมั่นใจอยู่ว่ามันจะเก็บได้เเน่ล่ะขยะ" ด้วยทั้งคราวนี้มีช่างมาคอยชี้เเนะ มาคอยให้คำเเนะนำอย่างใกล้ชิด ทำให้เรามั่นใจเพียงอย่างยิ่ง ด้วยความเริ่มโดยก้าวช้าๆ ทำให้ใช้เวลา 7 วันก่อนที่จะเริ่มงานเปิดโลกโครงงานครั้งที่ 2 นั้นดำเนินงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป เเล้วก็เสร็จทันพอดี ดำเนินงานรวมทั้งสิ้นเป็นระยะเวลา ประมาณ 6 เดือน  งานนี้เริ่มขึ้นเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2554 เป็นงานที่เเสดงผลงานของเด็กที่ได้ทำโครงงาน ทั้ง 50 กว่าโครงงาน มีประเภท โครงงานประดิษฐิ์  โครงงานทดลอง เเละโครงงานสำรวจ มีคณะกรรมการ เเละมีการประกวดเเต่ละโครงงานด้วย จัดได้ว่าเป็นตลาดเเห่งการ้รียนรู้ เเละเผยเเพร่งานของตนเองสู่สังคม จากในวันนั้นผลออกมา คือ เราเองก็ยังมีวาสนาได้ ที่ 1ในเรื่องของโครงงานประดิษฐิ์นี้เหมือนกัน ทำให้ความภาคภูมิใจเพิ่มขึ้นสูงมาก เพราะกว่าที่จะได้จักรยานเก็บขยะคันนี้มานั้น ยากลำบากมาก เพื่อนในกลุ่มก็ดีใจเหมือนกัน  ไม่นานก็ได้มาเขียนเรื่องเล่าจากโครงงานที่ครูให้เขียนโครงงานของตนเอง ก็ได้มานั่งทบทวนโครงงานของตนเองอีกล่ะว่า ถึงเเม้ว่าเราจะฟลุ๊คได้ที่หนึ่ง ในด้านการประดิษฐิ์ เเต่ของเรานั้น ก็มีจุดด้อยอยู่อีกมาก ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก  ทั้งประเภทขยะที่เก็บได้เพียงขวดน้ำเท่านั้น เลี้ยวยาดเพราเชื่อมเหล็กผิดที่ เเล้วมีจุดด้อยที่สำคัญ คือ ในเรื่องของกาคิดไม่รอบคอบทำให้งบประมาณนั้นบานปลายไปกันใหญ่ ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง คือ มันคุ้มค่ากันไหมที่เราจะทำเช่นนี้เพื่อเเลกกันกับงบประมาณที่เป็น 2 พันกว่า เราเดินไปเก็บในกระบุงเเล้วมันจะไม่ดีกว่าหรือ มันจะไม่คุ้มค่ากว่าหรือ มันจะไม่ง่ายกว่าหรือ ทำให้เราต้องคิดต่อไปอีก ถ้าเราจะทำต่อยอดให้มันกวาดฝุ่นได้ กวาดขยะได้สะอาดเเล้ว เขาจะมีเครื่องดูดฝุ่นมาทำไม จากคำวิจารณ์ตนเองนี้ เมื่อเสร็จงานเเล้วก็ได้คิดต่อๆมา เเล้ววันหนึ่งเราก็เดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าเเห่งหนึ่งก็ได้เห็นเครื่องกวาดเเละถูกพื้นไปด้วยกัน จะอยู่ในลักษณะของรถเข็น ซึ่งกระผมเองเห็นครั้งเเรกนั้นสนใจมาก "จำต้องมานั่งวาดรูปเเละศึกษาอีกเยอะ" เพราะเรายังอ่อนหัด...