การไม่ได้ดูแลอารมณ์
เพื่อให้สมมาตรกับบทความ "การดูแลอารมณ์" ก็ต้องมี "การไม่ได้ดูแลอารมณ์" ควบคู่กัน
เรื่องนี้สำคัญไม่น้อยไปกว่าการดูแลอารมณ์ หรืออาจจะยิ่งสำคัญกว่า เพราะคนเรามักจะเผลอ คิดไปว่าการอยู่เฉยๆนั้นไม่ได้เป็นการกระทำ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ความยุ่งยากในโลกนี้ ปัญหาต่างๆ ความทุกข์ ความเลว ฯลฯ ไปๆมาๆจะมีพยาธิกำเนิดมาจาก "การไม่กระทำ" มากกว่า "การกระทำ" เสียอีก คนชั่วเพียงไม่กี่คนที่สามารถป่วนสังคม ป่วนประเทศ ป่วนโลกนั้น ไมไ่ด้เป็นเพราะ "การกระทำ" ชองคนชั่วเหล่านี้เท่านั้น แต่เป็นเพราะ "การไม่กระทำ" ของคนที่เหลืออยู่นั้นต่างหาก ที่เป็นปัจจัยเอื้ออันสำคัญ หรือแม้กระทั่งเป็น "สาเหตุ" เลยก็ว่าได้
ถ้าคิดว่าการดูแลอารมณ์สำคัญมากแล้ว ลองมาพิจารณากันให้ดี ว่า ถ้าเราไมไ่ด้ดูแลอารมณ์ให้ดี จะออกมาแบบใด และผลสุดท้าย จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง?
@ การไม่รู้ตัว ไม่สนใจ ว่าขณะนี้ตนเองกำลังถูกอารมณ์ครอบงำ
เป็นตรงกันข้ามกับการ "มีสติ" นั่นเอง คนที่ไม่เคยรู้ตัวว่าถูกอารมณ์ครอบงำ ก็จะตกเป็น "ทาส" อารมณ์ได้โดยง่าย อุตสาหกรรมโฆษณาในทุกวันนี้ ไม่มีโฆษณาชิ้นไหนที่ทำโดยใช้เหตุ ใช้ผล เป็นกลไกผลักดันลูกค้า ทุกๆชิ้นใช้ "อารมณ์" เป็นตัวผลักสำคัญทั้งสิ้น คนเราทำอะไรแปลกๆผ่าน mode emotion ได้ ซื้อแชมพูเพราะสงสารนางเอก ซื้อเหล้าเพราะคิดว่าตนเองเหมือนพระเอก ซื้อขนมเพราะอยากเป็นยอดมนุษย์ ซื้อรถเพื่อช่วยโลกร้อน!! ซื้อรถแข่งมาขับในกรุงเทพซึ่งความเร็วเฉลี่ยได้ประมาณ 20 KM/hr ฯลฯ
อาการสยบเป็นทาสอารมณ์ของคนไทยเห็นชัดมาก ตอนที่บ้านเมืองมีละครดังๆออกอากาศ เมืองทั้งเมืองสงบลง เหมือนถูกยา tranquilizer (ยาระงับประสาท) รมเมืองอยู่ ที่ รพ.คนไข้หายไปจากห้องฉุกเฉิน เรียกว่าหายเจ็บ หายป่วยไปเลย โผล่มาใหม่ตอนละครจบสี่ทุ่ม หลังละครจบ virtual traffic ทาง social media ก็พุ่งกระฉูดเพราะคนออกมาเมาท์ ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์กัน
นั่นแค่ "ละครทีวี" เท่านั้นนะ แต่มันก็สะท้อนสังคมได้แม่นยำระดับหนึ่ง ละครที่เป็นแรงบันดาลใจสูงสุดของคนไทย คือ "ดอกส้มสีทอง" ที่ตัวเอกเป็นผู้หญิงดอกทอง ได้ออกมาสอนสั่งจริยธรรมให้คนไทยได้เรียนกัน
เมื่อใดก็ตามที่กำลังถูกอารมณ์ครอบงำ ไม่ว่าจะทุกข์ หรือจะสุขก็ตาม เราจะ "เร็วขึ้น" คิดเร็ว พูดเร็ว กระทำเร็ว ซึ่งเป็นแปรผกผันกับความละเอียด ประณีต และสุนทรีย์ และแปรตามกับความสะเพร่า ด่วนตัดสิน ความหยาบ
@ การหลีกหนีอารมณ์
สำหรับคนสาขาอื่นผมไม่ทราบ แต่วิชาชีพวงการแพทย์ พยาบาล หรือบริการสาธารณสุข ที่ต้องทำงานกับ "ความทุกข์" ของตน อันเป็นอารมณ์นี่แหละ ที่ได้กระทำการ "หลีกหนีอารมณ์" ค่อนข้างมาก และเกิดผลเสียตามมามากมาย เพราะรักจะทำงานเกี่ยวกับความทุกข์ แต่ไม่เห็นอารมณ์ความรู้สึก ก็เหมือนกับบอกว่าจะทำงานเป็น guard ที่สระว่ายน้ำ แต่ไม่ชอบตัวเปียก
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่มีใครชอบรู้สึกทุกข์ เป็นของธรรมดาๆ แต่ทว่าที่พวกเราพึงตระหนักให้จงดีก็คือ ความสุขนั้นมีหลายอย่าง และหนึ่งในสุขที่สุดก็ได้แก่ "การพ้นทุกข์" นั่นเอง
ลองนึกถึงห้องสุขาก็ได้ ที่เรียกห้องสุขานั้น ถือว่าเป็นความละเมียดของภาษาไทยอย่างยิ่ง ควบคู่กับอีกคำหนึ่งคือ "ห้องปลดทุกข์" พอปลดทุกข์เสร็จ ก็สุขารมย์ การเปลี่ยนจากความทุกข์ ปวดท้องขี้ ปวดท้องเยี่ยว และได้ปลดปล่อยไปนั้น ช่างเป็นสุนทรียของชีวิตเสียจริง ทั้งสุข และเห็นสัจธรรมนานาประการ
แต่พอเราไม่ "อยาก" ลงไปคลุกกับอารมณ์ เราก็ "แยกตนเอง" ออกจากเรื่องราวใดๆที่จะทำให้เกิดอารมณ์ ใช่้ชีวิต "อยู่ห่างๆ" แยกออกมา หารู้ไม่ว่า คุณค่าทั้งหมดของความสุขในชีวิตนั้น เราไม่ได้รับรู้เพียงแค่ความคิดเท่านั้น แต่ต้องรับรู้ด้วยอารมณ์ด้วย ถ้าเราไม่ได้เคยพรากจาก เราจะไม่ให้ความสำคัญของการได้อยู่ร่วม ถ้าเราไม่เคยเจ็บปวด เราจะไม่เห็นการหายปวดนั้นดีเพียงไร ถ้าเราไม่เคยโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา เราจะไม่เคยรู้สึกว่ามีเพื่อนนั้นดีอย่างไร ถ้าเราไม่เคยถูกดูแล เราจะไม่ทราบหรอกว่าเมื่อเราไปถามไถ่ทุกข์สุขของคนไข้นั้น เขาดีใจ และดีขึ้นทันทีได้อย่างไร
@ การมดเท็จกับอารมณ์
อารมณ์เป็นสิ่งที่ "จริงแท้" ไม่มีอะไรที่จะตรงไปตรงมากับชีวิตของเราเท่ากับ "หัวใจของเรา" หรือสิ่งที่หัวใจของเราสื่อกับสมองของเราอีกแล้ว หากเราไม่สนใจ หรือไปเบี่ยงเบนความหมาย ไม่ค้นหาสาเหตุที่มาที่แท้จริง กลับไปหาความมดเท็จ ปลอบใจตัวเอง หวังว่าทุกเรื่องราวจะเกิด self healing หรือเยียวยาตนเองหายไปได้ นั่นเพียงแค่ "ชะลอเวลาเผชิญผลแห่งความจริง" ที่หัวใจของเราพยายามจะบอกมานานแล้ว และบางทีก็สายเกินไป เพราะพยาธิสภาพมันเกินเยียวยาไปแล้วก็มี
การปลอบใจตัวเองด้วยสิ่งที่อุปโลกน์ขึ้นชั่วคราว เป็น defence mechanism ที่มนุษย์ใช้บ่อยที่สุด และเปล่าประโยชน์ที่สุด การบอกตนเองว่าอาการ และอาการแสดงต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไร มันจะหายไปเอง เป็นประวัติที่พบบ่อยมากในผู้ป่วยที่มาด้วยมะเร็งระยะลุกลาม หรือแม้กระทั่งระยะสุดท้าย
@ การตื่นเพริดไปกับอารมณ์อันพลุ่งพล่าน
ทั้งอารมณ์โกรธ เกลียด กลัว เป็นพลังงานอันไม่ราบเรียบ เป็นพลังงานอัน "พลุ่งพล่าน (turbulent flow)" ไม่มีทิศมีทางอันแน่นอน พยากรณ์ไม่ได้ และข้อสำคัญ ไม่เกิดการเยียวยา แต่กลับจะทำร้ายตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ
ใครลองเอากระจกมาส่องหน้าตัวเอง ขณะกำลังโกรธ เกลียด กลัว จะพบว่าร่างกายของเรานั้น กำลังทรมานเพียงไรกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น มันบูดเบี้ยว เหนื่อยล้า จำกัด เกร๊งกระตุก และในอารมณ์อันพลุ่งพล่านนี้เอง สิ่งสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นก็คือ
"เราหยุดรัก หยุดเมตตา หยุดคิดถึงผู้อื่น"
เมื่อเราหยุดรัก หยุดเมตตา หยุดคิดถึงผู้อื่น เรากำลัง "ลดความเป็นมนุษย์" ลง เพิ่มศักยภาพที่จะทำอะไรๆหลายๆประการที่มนุษย์จะไม่ทำกัน ทำร้ายคนอื่นได้ ทำลายคนอื่นได้ แม้กระทั่งทำลายตนเอง เพราะความพล่่งพล่านของอารมณ์แบบนี้ บดบังสติปัญญา และทำลายพื้นฐานความเป็นมนุษย์ลงได้อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่อยู่เพียงพื้นผิว หากอยู่ลึกลงไป ต้องอาศัยจิตอันละเอียดอ่อน สงบ และราบเรียบ เราจึงจะใช้ความเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มที่
ในทุกวันนี้ เราเห็นพยาธิสภาพที่เกิดจากการ "ไม่ได้ดูแลอารมณ์" ทุกรูปแบบที่กล่าวมา นักวิชาการ (หรือที่เรียกตนเองว่านักวิชาการ) ให้ความเห็นอันมาจากอารมณ์อันพลุ่งพล่าน ไม่รับรู้ว่าตนเองกำลังใช้ตรรกะวิบัติอยู่ ไม่มีเหตุ ไม่เห็นผล ความพลุ่งพล่านนั้นออกมาทางอวจนภาษา และวจนภาษาชัดเจน หน้าแดง หูแดง พูดรัวเร็ว ตะกุกตะกัก ความคิดก็เป็นคลื่นแตกซ่าไม่ต่างกับอารมณ์ตนเอง
เราเห็นกลุ่มคนที่ "เฉยเมย" ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ยังคงสนุกสนานกับรายการทีวีน้ำเน่า ละครน้ำเน่า รายการ reality show ที่เป็น fake show ที่คนเหล่านี่อาศัยเป็น sanctuary หลบหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง มองไม่เห็นว่าสิ่งยึดเหนี่ยวของสังคมกำลังถูกทำลาย ถูกข่มขืน และสิ่งเหล่านี้เกี่ยวพันกับทุกๆชีวิต แต่ทว่าก็ยังสามารถ "หลบ" อยู่ในเกระากำบังอารมณ์ได้อย่างแน่นหนา หวังว่าเมื่อออกมาแล้ว ทุกอย่างจะเรียบร้อย ทุกอย่างจะเป็นปกติ
เราเห็นคนที่ตื่นเพริดไปกับการปลุกเร้าอารมณ์ สามารถยินดีปรีดากับเลือดและน้ำตา สามารถที่จะฮึกเหิมกับคำประกาศทำร้ายชาติ ทำร้ายแผ่นดิน เพียงเพราะคำปลุกระดมเพียงไม่กี่คำที่ปลดปล่อยสันดานดิบของสัตว์กินเนื้อที่ ซ่อนเร้นอยู่นานให้ออกมาได้ ณ ที่แห่งนั้น
เมื่อเทียบกับการดูแลอารมณ์แล้ว การไม่ได้ดูแลอารมณ์เป็นบาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่มนุษย์สามารถจะกระทำได้ ต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ
สกล สิงหะ
หน่วยชีวันตาภิบาล รพ.สงขลานครินทร์
๑๐ นาฬิกา ๓๙ นาที วันจันทร์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
วันแรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเส็ง