"พี่มีเส้นนะหมอ หมอต้องรักษาพี่ได้แน่ๆ"

 

สำเนียงเสียงที่เปล่งออกมาด้วยภาษาใต้ที่ฟังอย่างคุ้นหูนั้น บอกผมว่าเธอน่าจะเป็นคนใกล้บ้านเกิดผมเต็มทน ผมนึกในใจ ให้ตายเถอะ คิดถึงบ้านจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่มันทำให้ผมตะขิดตะขวงใจที่จะต่อคำสนทนากับเธอก็เพราะเมื่อเริ่มบทสนทนา เธอก็บอกว่าเธอมีเส้นซะแล้ว ซึ่งการข่มเช่นนี้มันช่างขัดใจผมยิ่งนัก

เธอบอกผมว่าเธอเยี่ยวไม่ออก

"เดี๋ยวนี้พี่ไม่เสียวเลยหมอ" ประโยคนี้ก็ทำให้ผมหยุดอีก จะเอาอะไรกันนัก เมื่อกี้บอกมีเส้น เริ่มต้นก็บอกว่าเยี่ยวไม่ออก ตอนนี้มาไม่เสียวอีกแล้ว ผมรีบรวบรัดในสมองอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังคงมองหน้าสตรีที่นั่งตรงหน้านั้น เป็นสัญญาณบอกเธอว่า พูดต่อสิ ฉันฟังอยู่นะ

"เมื่อก่อน เวลาจะเยี่ยว พี่ต้องเสียวที่ท่อเยี่ยวก่อน แล้วไปนั่งเบ่ง เบ่งจริงๆนะหมอ เบ่งจนเยี่ยวออกนั่นแหละ แล้วก็ออกมานิดเดียว ราว ๑๕ ซีซี" เพียงเท่านี้ผมก็ชักจะสนใจพี่คนนี้ขึ้นมาแล้ว เพราะปกติคนไข้มักจะไม่บอกปริมาตรปัสสาวะเป็นซีซีแบบนี้ เธอคงมีอะไรดี ผมบอกว่า "เล่าต่อสักนิดได้ไหมครับ"

เธอคนนี้เคยถูกผ่าตัดเอามดลูกออกไปเมื่อ ๗ ปีก่อน ด้วยอาการก้อนเนื้องอกมดลูกมากดทับกระเพาะปัสสาวะ หลังผ่าตัดไปเธอก็รู้สึกสบายดี จนกระทั่งราว ๕ ปีที่ผ่านมา เริ่มมีอาการปัสสาวะลำบาก บางครั้งฉี่ไม่ออกจนจุกแน่นไปทั้งท้อง เธอได้ไปรับการรักษาตัวที่กรุงเทพ ทั้งยังบอกว่า "พี่เคยถูกตรวจยูโรไดนามิกส์ด้วยนะ เค้าติดสายระโยงระยางเต็มไปหมด ฉีดน้ำเข้ากระเพาะเยี่ยวพี่ด้วย แล้วให้พี่ไปนั่งฉี่ลงโถ"

นี่คนไข้ผมนะครับ ผมฟังไม่ผิด สาวบ้านนอก อายุราว ๕๐ ปี แหลงใต้ นุ่งผ้าถุงเข้ามาพบผมเพื่อขอรับการรักษาเรื่องฉี่ของเธอ

ความทรมานนี้เกิดขึ้นราว ๕ ปี เริ่มจากการปวดปัสสาวะแล้วฉี่ไม่ออก เป็นมากขึ้นจนบางครั้งต้องไปโรงพยาบาลในตัวอำเภอเพื่อสวนปัสสาวะออกเป็นครั้งคราว การตรวจ urodynamics ในครั้งนั้น หมอสรุปว่าเธอจำเป็นต้องใช้การสวนปัสสาวะไปตลอดชีวิต และเธอก็ใช้มันตั้งแต่บัดนั้น

"แต่ละวันต้องสวนราว ๔ ถึง ๕ ครั้ง ปวดแทบตายแต่สวนเยี่ยวออกมาได้ ๑๕ ซีซีเองนะหมอ"

"ครับ" สำหรับคนไข้คนนี้ ผมอยากฟังเธอพูดเล่าเรื่องราวมาก เพราะดูดีมีชีวิตชีวา ผมแน่ใจว่าเธอทรมาน แต่การเล่าความนั้นมันมีที่มาที่ไป มีจังหวะจะโคน และได้อรรถรสด้วยทั้งภาษา สำเนียง และเนื้อความ

"พี่มีอาการท้องผูกบ้างไหม" นานๆผมจะแทรกถามขึ้นมา

"ไม่ผูกนะหมอ พี่เป็นคนที่ขี้ทุกวัน จะนานกว่านั้นก็ ๒ วัน ขี้ไม่แข็ง แต่ก็ไม่เหลว" ผมก็นึกตามไป น่าจะเป็นขี้นุ่มๆ แบบคนสุขภาพดีๆเขาขี้กัน

"รู้สึกตูดชาบ้างมั้ยครับ" ผมกำลังจะถามเรื่องของระบบประสาทของการควบคุมการขับถ่ายของเธอ

"ตูดไม่ชา" เธอตอบ

"พี่เยี่ยววันละกี่ครั้ง" เวลาแหลงใต้ ไม่ค่อยพูดครับ นะครับนะ

"โอย วันนึงไม่รู้จะกี่หน เดี๋ยวเจ็บ เดี๋ยวเจ็บ เจ็บแล้วก็ไปเบ่ง เบ่งก็ออกนิดเดียว เยี่ยวก็ไม่สุด หากรู้สึกว่ามันแน่นมากๆก็สวนเยี่ยวทีนึง สวนออกมาก็ได้นิดเดียว นี่หมอรู้ไหม ตอนนี้พี่เบ่งจนด้านในช่องคลอดมันเริ่มต่ำลงมาแล้ว"

โอ้โหพี่ครับ นีี่พี่กำลังจะวินิจฉัยโรคช่องคลอดโผล่แลบให้ผมแล้วใช่ไหมครับ พี่เล่นบอกปัจจัยเสี่ยงเรื่องเบ่งเรื้อรังมา แล้วเริ่มมีช่องคลอดคล้อยต่ำลงมาเวลาเบ่งนานๆ พี่เทพมากรู้ไหม (ผมไม่ได้ใส่เครื่องหมายอัญประกาศ " " ก็เพราะว่าเป็นความคิดน่ะ)

"กลางคืนล่ะครับ ตื่นมาเยี่ยวกี่หน" คำตอบของเธอคือ ๔

"หมอ เดี๋ยวนี้พี่ไม่เสียวเลย ไม่เสียวท่อเยี่ยว มันทำให้พี่ไม่สามารถตั้งต้นเยี่ยวได้ หมอช่วยพี่หน่อยนะ มียาอะไรก็ได้ที่ทำให้เสียวขึ้นมา พี่จะได้ไปเยี่ยวได้" แหม่ นะครับนะ ถ้าหมอมียาทำให้เสียวขายได้ หมอคงรวยอื้อแล้วล่ะครับพี่สาว ผมแอบนึกสัปดนในใจ

 

การตรวจร่างกาย ตรวจภายในพบว่าทุกอย่างปกติ มีการคล้อยต่ำของยอดช่องคลอดลงมาเพียงเล็กน้อย ไม่มีกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง ไม่มีอาการชารอบทวารหนัก การขมิบช่องคลอดของเธอมีแรงดีใช้ได้ทีเดียว

ผมได้แจ้งผลการตรวจให้พี่สาวคนนี้รับทราบ และวางแผนที่จะบอกเธอว่า ถ้าประวัติที่เล่ามานั้นถูกต้อง ได้รับการตรวจด้วย urodynamics มาแล้ว หมอแนะนำให้สวนปัสสาวะเป็นการรักษา ผมก็คงลำบากใจที่จะบอกในเบื้องต้นว่า โรคที่เป็นนั้นคงรักษาให้กลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ คงต้องใช้การสวนปัสสาวะเช่นเดิมต่อไป

แต่สิ่งหนึ่งที่ค้างคาใจผมมากก็คือ ทำไมเมื่อสวนปัสสาวะออกมาแต่ละครั้งจึงได้ปริมาณฉี่เพียงเล็กน้อย คนไข้ที่มีอาการกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงานมักจะสวนออกมาได้ราวร้อยถึงสามร้อยซีซีสิ

"หมอ ช่วยหน่อยนะ พี่มาหาหมอ ๒ ครั้งแล้ว มาครั้งแรกหมอไม่อยู่ แต่พี่มีความรู้สึกจริงๆว่าหมอคนเดียวเท่านั้นที่จะรักษาพี่ได้ พี่จึงมาอีกทีในวันนี้ ได้เจอหมอพี่ก็ยังรู้สึกแบบนั้น หมอฟังพี่พูด หมอฟังทุกอย่างที่พี่เล่า ไม่มีใครฟังพี่เล่านานๆแบบนี้ได้เลย"

"พี่ครับ" ขออนุญาตแหลงกลาง เพราะกำลังจะอธิบายซีเรียส "หมอคิดว่า อาการที่เป็นนั้น น่าจะเกิดจากการที่กระเพาะปัสสาวะมันไวเกินครับ มีฉี่นิดเดียวพี่ก็อยากฉี่แล้ว แถมอยากฉี่แทบเป็นแทบตาย ไปสวนเยี่ยวก็ได้เยี่ยวนิดเดียว ผมคิดว่าเราน่าจะลองรักษาโดยใช้ยาช่วยคลายการบีบตัวของกระเพาะเยี่ยวดูนะครับ" นั่นเป็นคำอธิบายง่ายๆ แต่แววตาที่มองมานั้น ผมรู้สึกว่า ความหวังที่มันซ่อนอยู่หลังกระจกตานั้น มันแอบโผล่มาให้ผมเห็นเพียงแวบหนึ่ง

"ผมอยากให้พี่กินน้ำให้เพียงพอ กินวันละ ๖ แก้ว หรือ ๒ ลิตร แล้วกินยา ยาที่ให้ไปนี้ไม่ได้ทำให้เสียวนะพี่นะ มันทำให้ไม่ค่อยอยากฉี่ด้วยซ้ำ แต่เมื่อไหร่ที่พี่มีฉี่มากระดับหนึ่ง พี่จะรู้สึกปวดฉี่และค่อยไปฉี่ ลองดูมั้ย อั้นไว้สัก ๑ ชั่วโมง"

ก่อนแยกจากกันวันนั้น เธอมองหน้าผมแล้วบอกว่า "พี่เชื่อมั่นจริงๆ ว่าพี่กำลังมาถูกที่"

"ครับ แล้วค่อยมาเจอกันอีก ๒ อาทิตย์นะพี่นะ ถ้าระหว่างนี้เกิดปัญหาเยี่ยวไม่ออก ยังไงก็สวนไปก่อน แล้วมาเล่าให้หมอฟัง"

 

เพียง ๔ วันหลังจากที่ได้พบกันวันนั้น คนไข้คนนี้ก็แวะกลับมาหาผม หน้าตาเธอดูสดชื่นแจ่มใส มันช่างต่างจากคนที่เจอวันนั้นนัก ผมแอบรีบบันทึกไปในแฟ้มว่า "เธอ happy มาก"

"หมอ มันดีมากเลยหมอ พี่ขอบคุณมากนะหมอ พี่รู้สึกสบาย ไม่รู้สึกปวดฉี่ถี่ๆแบบที่เคยเป็น หมอรู้มั้ย ไปเยี่ยวทีนึงออกมาตั้งเป็นร้อยซีซี ดีใจจนบอกไม่ถูก"

หมอก็ดีใจเว้ย แต่ยังไม่ได้ใส่เครื่องหมายอัญประกาศ นั่นแสดงว่าดีใจในใจ

"พี่ฉี่วันละกี่ครั้ง" เธอตอบว่า ๔ ถึง ๕ ครั้ง

"แล้วกลางคืนล่ะ" สองครั้งคือคำตอบ

"ต้องสวนฉี่บ้างมั้ย" ไม่เลย เพราะฉี่ออกจนหมด ไม่ต้องเบ่ง ขี้ก็ไม่เห็นผูกแบบที่หมอเตือนเลย

"แล้วทำไมพี่มาก่อนนัดล่ะ"

"หมอ พี่รู้สึกดีจริงๆ อยากจะกลับบ้าน อยากไปทำงานต่อ นี่พี่ยังไม่ได้กลับบ้านเลย มันกลัว เลยอยู่มันแถวนี้แหละ ใกล้หมอดี และรู้แล้วว่ามันรักษาได้ อยากจะขอยาหมอเพิ่มไปนานๆ แล้วค่อยมาหาเมื่อยาหมด"

รายนี้ผมได้พูดคุยสัพเพเหระไประยะหนึ่ง แนะนำว่าเอายาที่ผมให้ไปพร้อมจดหมายไปบอกหมอที่โรงพยาบาลในอำเภอ ให้เขาส่งตัวเข้าไปรับการรักษาในโรงพยาบาลจังหวัด ผมทราบว่าที่นั่นมีหมอรุ่นพี่ที่รักษาโรคนี้และมียาอย่างที่ผมใช้อยู่ ยาแพง ไปใช้สิทธิ์ตามที่ควรใช้

 

ก่อนจากกัน สิ่งหนึ่งที่ยังค้างคาใจผมตั้งแต่เมื่อ ๔ วันก่อน ผมจึงถือโอกาสนี้ถามออกไป

"พี่ ถามหน่อยได้มั้ย ว่าพี่เส้นใคร ใครส่งพี่มาหาผม พี่ยังไม่ได้บอกเลย นักการเมืองเหรอ"

"ไม่ใช่ ไม่ได้หมายถึงมีเส้น พี่มีเซ้น เซ้นน่ะ หมอเข้าใจมั้ย"

"ออ...พี่ มี sense!!"

สวัสดีครับพี่ครับ

 

บันทึกไว้ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ๒๓.๒๓ น. บนความสูงราว ๔๐๐๐ ฟุต เหนือกรุงเทพ

Prepare for landing