ในการประชุมใหญ่โครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษา ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๒ ม.ค. ๕๖ ตามที่เล่าแล้วในบันทึกเมื่อวันที่ ๑๒ ก.พ. หลังจากผมกล่าวปาฐกถาพิเศษแล้ว เป็นการอภิปรายกลุ่ม เรื่อง แนวทางสร้างงานวิจัยรับใช้สังคม โดยมี ศ. ดร. สุพจน์ หารหนองบัว เป็นผู้ดำเนินรายการ
ผู้อภิปราย ท่านแรกคือ ศ. ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ ท่านที่ ๒ คือ ประธาน ทปอ. มรภ. ผศ. ดร. นิวัติ กลิ่นงาม อธิการบดี มรภ. เพชรบุรี ที่เคยเป็นอธิการบดี มรภ. มาแล้ว ๓ แห่ง แห่งละ ๘ ปีบ้าง ๖ ปีบ้าง ท่านที่ ๓ คือประธาน ทปอ. มทร. รศ. ดร. นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดี มทร. ล้านนา
ผมเป็นผู้อภิปรายคนที่ ๔ ขอไม่อภิปราย เพราะพูดไปแล้ว ๒๒ นาที ตอนปาฐกถาพิเศษ เป็นมวยแทน แต่ท่านผู้ดำเนินการอภิปรายสั่งให้ผมให้ข้อสังเกตเป็นคนสุดท้าย เพื่อขมวดประเด็น
ผมเสนอข้อสังเกต ๔ ประการ ที่เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน ดังนี้
๑. เห็นด้วยกับข้อเสนอของ ศ. ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง ว่า ควรมองงานวิจัยรับใช้สังคมเป็น “งานวิชาการรับใช้สังคม” โดยเน้นทำงานบริการวิชาการนำ ตีคู่ด้วยการวิจัย และเห็นด้วย กับ ศ. ดร. สุมาลี ตั้งประดับกุล ที่ลุกขึ้นมาเสนอแนะว่าการวิจัยเป็นทักษะ ซึ่งหมายความว่าต้องฝึก และเวลานี้ มหาวิทยาลัยไทยไม่มีแนวทางฝึกอาจารย์ให้มีทักษะในการทำงาน วิชาการรับใช้สังคม
วงการอุดมศึกษาจึงควรร่วมกันวางระบบพัฒนาทักษะนี้ ในทำนองเดียวกันกับที่ การฝึกทักษะการวิจัยเชิงวิชาการมีระบบ postdoc กับศาสตราจารย์ที่ทำงานวิจัยเชิงวิชาการเก่ง เป็นที่ยอมรับนับถือ เป็นเวลา ๑ - ๒ ปี จึงมาเป็นอาจารย์
๒ งานวิจัยรับใช้สังคม ควรเน้นเข้าไปต่อยอดความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) ของชาวบ้าน โดยมีท่าทีเคารพเห็นคุณค่าของความรู้จากการปฏิบัติ หรือความรู้จากประสบการณ์ ที่ ศ. ดร. ปิยะวัติ ใช้คำว่า Network Model ผมขอเสนออีกคำหนึ่ง คือ KM Model คือนักวิชาการเข้าไปสร้างความรู้แจ้งชัด (explicit knowledge) แบบที่เป็นความรู้ที่ context-specific ได้เป็นความรู้เชิงทฤษฎีที่ผูกพันอยู่กับประสบการณ์จริงในชีวิต หรือในสัมมาชีพ ของชาวบ้าน หรือในสถานประกอบการ ที่มีความจำเพาะต่อพื้นที่และวัฒนธรรม ที่ความรู้จากประเทศอื่นๆ ไม่มี
tacit knowledge เน้นการใช้สมองซีกขวา ตรงกับที่ อ. เชี่ยวเวทย์ ยิ้มศิริกุล ให้ความเห็นในที่ประชุม มีความไม่ชัดเจน แต่มีความเชื่อมโยงสูง ที่เรียกว่า ปัญญาปฏิบัติ (phronesis)
๓. เห็นด้วยกับข้อสนอของ ท่านอธิการบดีนิวัติ ที่เสนอให้แต่ละสถาบันโฟกัสประเด็นวิจัย เช่นหน่วยวิจัยมะพร้าว หน่วยวิจัยข้าว ฯลฯ ทำวิจัยต่อเนื่องยาวนาน เป็นทีม โดยผมเสนอต่อว่า การวิจัยแต่ละประเด็นต้องเชื่อมโยงกับชีวิตผู้คน โยงกับตลาด โยงกับวัฒนธรรม ฯลฯ จึงต้องเป็นการวิจัยสหสาขา
๔. การเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการด้วยผลงานวิชาการรับใช้สังคม ต้องสร้างฐานวิธีพิจารณาคุณภาพ ของผลงานใหม่ มิฉนั้นจะไปตกร่องของวิธีพิจารณาผลงานวิชาการแบบเน้นการค้นพบ ศาสตร์ใหม่ ที่เป็น discovery model แบบเดิม แต่ต้องพัฒนาวิชาการสาย application model ขึ้นมา โดย สกอ./กพอ. ได้ออกประกาศ กพอ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีพิจารณาแต่งตั้ง บุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบับที่ ๑๐) แต่ในทางปฏิบัติจะมีความขลุกขลักขัดข้องมากมาย เพราะกลไกต่างๆ หลากหลายขั้นตอนยังยึดติดกับกระบวนทัศน์วิชาการสาย discovery จึงเสนอให้ สกอ. ตั้งงบประมาณปีละ ๒๐ ล้านบาท เป็นเวลาอย่างน้อย ๕ ปีติดต่อกัน มอบให้สถาบัน คลังสมองฯ ดำเนินการ R&D เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของวิชาการสายรับใช้สังคม ให้เกิดวัฒนธรรมของวิชาการสายนี้ สถาปนาขึ้นในวงวิชาการไทย
เรื่องวิชาการสายรับใช้สังคมนี้ ผมเคยเขียนบันทึกเสนอไว้มากมาย อ่านได้ ที่นี่
วิจารณ์ พานิช
๒๒ ม.ค. ๕๗
โรงแรม แคนทารี ฮิลล์ เชียงใหม่
ผมอ่านข้อมูลนี้แล้ว ผมเกิดความคิดอย่างนี้ครับ (๑) การรับอาจารย์เข้ามาทำงานในสถาบันอุดมศึกษา ควรรับผู้ที่ผ่านกระบวนวิจัยรับใช้สังคมมาก่อน โดยคนเหล่านี้อาจต้องไปทำงานกับผู้ทำวิจัยรับใช้สังคมมาระยะหนึ่งอย่างน้อย มีประสบการณ์๑-๒ ปี ทั้งนี้ เมื่อเข้ามาทำงานแล้วจะได้ต่อยอดงานไปได้เลย (๒) วิชาพื้นฐานมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ควร/ต้องเปิดวิชา "การรับใช้สังคม" ให้นักศึกษาได้เรียนรู้และปฏิบัติไปพร้อมกัน เพราะในชีวิตจริงเขาเหล่านั้นได้ดำเนินการกันอยู่แล้ว เพียงแต่นำสิ่งที่ปฏิบัติมาแลกเปลี่ยนให้เกิดการพัฒนาต่อไป
ขอบพระคุณครับผม