บันทึกชุดเรียนโดยลงมือทำ รวม ๖ ตอนนี้ ตีความจากหนังสือ Who Owns the Learning? : Preparing Students for Success in the Digital Age โดย Alan November ซึ่งผมตีความว่า เป็นเรื่องการใช้ digital technology ช่วยให้เกิด active learning หลากหลายรูปแบบ ทำให้เปลี่ยนแปลงบทบาทของนักเรียน เป็นผู้ทำงานสร้างสรรค์ หรือสร้างความรู้เพื่อการเรียนรู้ของตน ครูเปลี่ยนไปทำหน้าที่ โค้ช หรือ “คุณอำนวย” (learning facilitator)
ตอนที่ ๕ ตีความจากบทที่ ๕ The Students as Global Communicator and Collaborator คือนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมปลายขึ้นมา เรียนรู้โดยการสื่อสารและร่วมมือในระดับโลก หรือสื่อสารร่วมมือออกไปนอกโรงเรียนของตนเป็นอย่างน้อย
อ่านตอนนี้แล้วผมบอกตัวเองว่า นี่คือแนวทางสร้างความรู้จักและกระชับมิตรในอาเซียน ที่ทำได้กับเด็กๆ ตั้งแต่ระดับประถม และเป็นวิธีที่ไม่แพงหรือแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเลย
วิธีที่วงการศึกษาใช้สอนนักเรียนให้รู้จักอาเซียนอยู่ในขณะนี้นั้น ส่วนใหญ่ (เกือบทั้งหมด) เป็น passive learning คือเน้นการสอนและการท่องจำ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด วิธีที่ถูกต้องเน้นสัมผัสตรง และนักเรียนเป็นผู้ลงมือทำ วิธีที่แนะนำในบันทึกตอนที่ ๕ นี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งของวิธีการที่ถูกต้อง
แต่วิธีการนี้ ใช้ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ร่วมกับคนได้ทั้งโลก ไม่เฉพาะอาเซียน และน่าจะเป็นกลไกของ internationalization ทางการศึกษาได้อีกอย่างหนึ่ง
เป้าหมายของผลลัพธ์ของการเรียนแบบนี้น่าจะมีได้อย่างน้อย ๕ ประการ
- เรียนรู้เนื้อวิชา เช่นภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี ความเป็นอยู่ และธรรมชาติ สภาพแวดล้อม ของประเทศอื่นหรือท้องถิ่นอื่น
- เรียนรู้เครื่องมือ ไอซีที และได้ฝึกใช้ เพื่อการสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนที่อยู่ไกลคนละซีกโลก
- ได้ฝึกภาษา และการสื่อสาร
- ได้ฝึกทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ทั้งชุดหรือเกือบทั้งชุดในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนอื่นที่อยู่ห่างไกล ต่างศาสนา/วัฒนธรรม ให้รู้ว่าในเรื่องต่างๆ นั้น คนในประเทศอื่นอาจมองต่างจากประเทศเรามาก อาจมองตรงกันข้ามเลยก็ได้ ทำให้เด็กได้เข้าใจมายาของความรู้ ในหนังสือเขายกตัวอย่างมุมมองของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อเมริกัน ช่วงที่สหรัฐอเมริกาประกาศเอกราช ของอเมริกาก็ว่าอย่างหนึ่ง ของอังกฤษว่าตรงกันข้าม ทำให้ผมนึกถึงกรณีการรบระหว่างพม่ากับไทยในประวัติศาสตร์ มีส่วนที่มองต่างกันมาก เป็นต้น ทักษะนี้เรียกว่า empathy มีความสำคัญมากต่อชีวิตคนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โลกเชื่อมต่อถึงกันหมด หรือโลกาภิวัตน์
- เป็นตัวอย่างของการที่ครูกับนักเรียนเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยที่บางเรื่องครูต้องเรียนจากนักเรียน เช่นเรื่องเทคนิคการใช้เครื่องมือ ไอซีที
ได้กล่าวแล้วว่า หนังสือเล่มนี้เน้นที่วิธีการ หรือการลงมือทำ เขาชี้ให้เห็นว่า ครูสมัยนี้ต้องร่วมมือกันข้ามประเทศ ซึ่งทำได้ง่ายผ่าน ไอซีที และมีเว็บไซต์ช่วยอำนวยความสะดวกให้รู้จักกัน เช่นเว็บไซต์ ePals (www.epals.com) บริการครูอนุบาลถึง ม. ๖ ฟรี
ผู้เขียนได้เสนอมุมมองต่อผลกระทบจากระบบ ไอซีที ในปัจจุบัน ที่น่าสนใจมาก ที่ผมไม่เคยนึกมาก่อน คือเขาบอกว่าเขาเคยเข้าใจว่าการที่ระบบไอซีทีทำให้ความรู้เชื่อมต่อถึงกันหมด และค้นได้ง่ายอย่างที่เป็นอยู่ จะทำให้ความรู้เรื่องต่างๆ กลายเป็นความรู้ชุดเดียวกันหรือมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น เขาบอกว่าความคิดนั้นผิด คือจริงๆ แล้วกลับมีผลตรงกันข้าม
ระบบ ไอซีที โดยเฉพาะ search engine เช่น กูเกิ้ล เมื่อคนต่างคนค้นด้วยคำเดียวกัน จะได้ผลออกมาแตกต่างกัน เพราะเครื่องมันฉลาด มันรู้ใจ และเอาใจคนค้น โดยมันรู้ประวัติการค้น และตำแหน่งแห่งหนของแต่ละคน เขายกตัวอย่างการค้นด้วยคำว่า Egypt โดยคนต่างคน อาจได้ผลการค้นต่างกัน ของคนหนึ่งอาจได้เรื่องเชิงข้อมูลการท่องเที่ยวประเทศอียิปต์ แต่ของอีกคนหนึ่งอาจได้ข้อมูลเอียงไปทางเรื่อง Arab Spring เป็นต้น
นักเรียนจึงต้องฝึกใช้ไอซีทีค้นให้ได้ความรู้แบบที่แม่นยำและตรงกับที่ตนต้องการ ถือเป็น ICT literacy อย่างหนึ่ง
เขายกตัวอย่างโรงเรียนในสหรัฐอเมริกา ที่ครูในชั้นเรียนอนุบาลถึง ป. ๕ ทุกคนต้องร่วมมือกับครูในประเทศอื่นอย่างน้อย ๑ ประเทศ เพื่อให้นักเรียนการเป็น global communicator and collaborator ตั้งแต่เล็ก และผมคิดว่าวิธีการนี้ใช้ในมหาวิทยาลัยได้ด้วย โดยอาจใช้กับ Sister University ก่อน เพราะน่าจะตกลงกันง่าย
การเรียนเพื่อเรียนรู้จากประเทศอื่น และเรียนการสื่อสารร่วมมือระดับโลก ทำได้ง่ายๆ โดยใช้ Skype เปลี่ยนห้องเรียนเป็น global communication center ชั่วคราว มีการนัดแนะวันเวลาและเรื่องที่จะสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน นักเรียนจะแบ่งหน้าที่กันทำ รวม ๑๓ หน้าที่ ได้แก่
๑. ผู้จัดการปฏิทินนัด
๒. ผู้ทำหน้าที่ต้อนรับแนะนำตัว
๓. ผู้แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรงเรียนของตน
๔. ผู้สัมภาษณ์ ตั้งคำถาม (ต้องเตรียมตัวอย่างดีร่วมกับเพื่อนๆ ในชั้น)
๕. นักถ่ายภาพนิ่ง
๖. นักถ่ายวิดีทัศน์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้อง
๗. นักจดบันทึกสาระความรู้ที่คุยแลกเปลี่ยนกัน
๘. นักค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนั้นของประเทศตน
๙. นักค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนั้นของประเทศที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย
๑๐. นักตีพิมพ์สู่ผู้อ่านในโลก ซึ่งต้องสรุปและสังเคราะห์รายงานนำออกตีพิมพ์ และทำงานร่วมกับ “นักตรวจสอบความถูกต้อง” ซึ่งจะช่วยแก้ไขข้อความที่ผิดพลาดหรือตัดออกไป
๑๑. นักตรวจสอบความถูกต้อง
๑๒. นักทำ videocast เช่นนำขึ้น YouTube
๑๓. ผู้สังเกตการณ์ทั่วไป ทำหน้าที่จดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้อง
ผู้เขียนบอกว่าต้องแบ่งหน้าที่ให้เด็กทำ เด็กจะอยากมีส่วนทำหน้าที่ที่ตนถนัดหรือสนใจ และบอกว่ามีหน้าที่ต่างๆ ถึง ๑๒ อย่าง แต่ระบุไม่ครบ ผมจึงเดาเองใส่เพิ่มลงไปให้ครบ ๑๒ และกลายเป็น ๑๓ ซึ่งจริงๆ แล้วอาจมีหน้าที่มากกว่านี้ก็ได้ และในการทำแต่ละหน้าที่ต้องมีการเตรียมตัว ศึกษาว่าจะทำหน้าที่นั้นๆ ได้อย่างดีต้องทำอะไรบ้าง
ผมเกิดความคิดว่า มองอีกมุมหนึ่ง กิจกรรมนี้เป็นเสมือนการทำโครงงาน ที่ทำกันเป็นทีมใหญ่ทั้งห้อง แม้จะแบ่งหน้าที่กัน แต่ก็ต้องช่วยเหลือกันมาก เป็นการฝึกการทำงานเป็นทีมได้อย่างดี ในหนังสือบอกว่า ครูไม่เหนื่อยเลย เพราะนักเรียนเข้ามาเป็นเจ้าของกิจกรรมเต็มที่ และในเรื่อง ไอซีที นั้น เป็นที่รู้กันว่าเด็กเก่งกว่าครูมาก
วิธีที่ครูจัดการให้เกิดการเรียนรู้แบบนี้ ครูต้องสวมวิญญาณมองเป้าหมายการเรียนรู้ที่เลยไปจากเรียนสาระวิชา ไปเน้นที่การเรียนการตีความหรือการมีมุมมองต่อสาระหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งแตกต่างกัน ของคนในต่างทวีป หรือต่างซีกโลก หรือต่างประเทศ ที่เคยมีความหลังต่อกันในลักษณะของความขัดแย้งหรือสู้รบกัน เพราะบทเรียนนี้เน้นฝึกทำความเข้าใจ (empathy) คนในสังคมอื่นประเทศอื่น ที่มีความเชื่อหรือวิถีชีวิตแตกต่างจากของเรา การที่ครูโค้ชนักเรียนเรื่องวิธีตั้งคำถามจึงสำคัญมาก ในสังคมไทยหากไม่ระวัง เราจะหลงเน้นที่สาระวิชา ซึ่งไม่จำเป็นต้อง skype คุยกันก็หาเอาจากที่อื่นได้ ที่เราจัดการเรียนแบแลกเปลี่ยนกันดดยตรงจากนักเรียนถึงนักเรียนก็เพราะเราต้องการความรู้มือหนึ่ง คือความรู้ในตัวคน ไม่ใช่ความรู้มือสองที่หาได้จากตำรา หรือจาก อินเทอร์เน็ต
ดังนั้น การเรียนแบบนี้จึงน่าจะเป็นยุทธศาสตร์สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ให้นักเรียนตั้งแต่ระดับประถม ได้เข้าใจคนในประเทศเพื่อนบ้าน ในเรื่องความหลังครั้งประวัติศาสตร์ ว่าเขามีความเชื่อและมุมมองต่างจากเราอย่างไร โดยไม่มุ่งเน้นว่าใครถูกใครผิด ครูจะมีบทบาทสำคัญมากในการ โค้ช ให้เด็กเกิดความเข้าใจคนอื่นเช่นนี้
ผมได้จัดทำ PowerPoint ของบทนี้ และทำ ScreenCapture ด้วยโปรแกรม Jing แล้วนำขึ้น Screencast และนำมาแนะนำใน Gotoknow ที่นี่
วิจารณ์ พานิช
๑๗ เม.ย. ๕๖