ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2004) ทำให้มีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมอย่างรวดเร็ว จนประชากรผู้ใหญ่ในปัจจุบัน (ที่เกิดก่อนปี 1977) วิ่งตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน รายงานผลการวิจัยฉบับล่าสุดของปี 2013 ของสถาบันวิจัยการจัดการที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของโลกยืนยันว่า “การจ้างและบริหารผู้จบการศึกษาสมัยใหม่ให้สามารถใช้ทรัพยากรมนุษย์เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดคุณค่าต่อองค์การสูงสุดได้นั้น เป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของบรรดาผู้จัดการทั้งหลาย” ทั้งนี้เพราะผู้จบการศึกษาที่เป็นคนยุค Gen Y จะมีลักษณะเฉพาะ มีโลกทัศน์ และความคาดหวังที่แตกต่างจากคนสมัยเก่าเป็นอย่างมาก จึงทำให้เกิดอาการ “หลุดในองค์การ” (disconnect in the workplace)
งานวิจัยทั้งสามฉบับรายงานผลการวิจัยว่า “ผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาในปีนี้ (2013) ถ้าจบออกมาด้วยระดับคะแนนดีหรือปานกลางมักจะเป็นผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นทางวิชาการและมีพลังจูงใจสูง ตลอดจนมีความทะเยอทะยานสูง” ผลการวิจัยยืนยันว่า พนักงานใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาจำนวนประมาณ 32% ไม่มีความสุขกับวิธีการปฏิบัติงานของผู้บังคับบัญชา ส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้เตรียมจะออกจากการทำงานภายในระยะเวลา 2 ปี และหลายคนเตรียมตัวออกจากงานตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ความไม่ลงรอยกันในองค์การดังกล่าวมีผลกระทบต่อความพึงพอใจในการทำงาน การวางแผนการพัฒนาดาวเด่นในระยะยาว และการยืนยันความต้องการในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
งานวิจัยสรุปว่า ถ้าหากนายจ้างและผู้จัดการทั้งหลายเข้าใจความแตกต่างของคน Gen Y ให้ถ่องแท้ ก็น่าจะปรับปรุงการบริหารจัดการรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งประกอบด้วยความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ เสรีภาพและความเป็นอิสระ ความสัมพันธ์ในการทำงาน ดุลยภาพของงานและชีวิต ผลกระทบจากภาวะถดถอย และความตั้งใจจะอยู่ในองค์การอย่างยั่งยืน
- ความคาดหวังอันยิ่งใหญ่
คน Gen Y ที่สำเร็จการศึกษามาใหม่ๆ จะมีความทะเยอทะยานสูงและจูงใจได้ด้วยเงิน โอกาสก้าวหน้าในตำแหน่งและอาชีพการงานและคาดหวังที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้จัดการที่ไม่เข้าใจจึงมักสรุปว่าคน Gen Y ไม่เข้าใจชีวิตจริงในอาชีพและหน้าที่การงาน จึงทำให้เกิดความไม่พึงใจซึ่งกันและกัน ผลการวิจัยรายงานว่า เกินกว่าครึ่ง (56 %) ของพนักงานที่จบใหม่คาดหวังว่าตนจะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการ เมื่ออายุงานครบ 3 ปี ขณะที่มีผู้จบการศึกษาใหม่บางราย (13 %) คาดหวังว่าตัวเองจะต้องเป็นผู้จัดการภายใน 1 ปี ทั้งนี้ 38 % ของพนักงานที่จบมาใหม่ๆ ไม่พอใจในระบบการวางแผนขององค์การที่ได้เข้าไปทำงานด้วย
คน Gen Y ให้คุณค่าของเงินและสถานะของตำแหน่งงานมาก จึงมีความคาดหวังที่มักจะไม่ได้ดังหวัง ได้แก่ 1) สามอันดับสูงสุดที่เป็นความต้องการในการเข้ามาทำงานคือ งานท้าทายและน่าสนใจ (33 %) ได้เงินเดือนสูง (32 %) และได้ก้าวหน้ารวดเร็ว (24 %) และ 2) สื่งที่ได้รับจากองค์การที่ต่ำกว่าความคาดหวังมากๆได้แก่ เงินเดือน (45 %) ตำแหน่งงาน (30 %) และความสำเร็จในงาน (28 %)
- เสรีภาพและความเป็นอิสระ
คนที่จบการศึกษาใหม่ๆในปัจจุบันให้คุณค่ากับเสรีภาพและความเป็นอิสระแก่ตัวเองในการทำงานสูง ในขณะที่ผู้จัดการพยายามรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมกับการปล่อยให้ทำงานอย่างอิสระ จึงมักจะควบคุมพนักงานใหม่ไม่ให้ทำอะไรที่เลยเถิดเกินไป ทำให้บุคลากรใหม่รู้สึกผิดหวังกับการบริหารจัดการแบบที่ต้องมีการควบคุม ทั้งนี้จากการวิจัยระบุว่า
- บุคลากรที่เพิ่งจบการศึกษามาใหม่ๆ ต้องการให้ผู้จัดการเห็นคุณค่าและไว้วางใจ (43 %) สนับสนุนให้ก้าวหน้าในอาชีพการงาน (36 %) ไว้ใจให้ได้ปฏิบัติงานเอง (33 %) และสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ดีในการทำงาน (34 %)
- ในขณะที่ในมุมมองของผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ และต้องรับผิดชอบความสำเร็จของงานเข้าใจว่า ต้องมุ่งผลการปฏิบัติงาน (50 %) และการตั้งเป้าหมายและการทำงานอย่างมีเป้าหมาย (49 %) เป็นหลัก จึงทำให้มุมมองของบุคลากรใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษากับหัวหน้าแตกต่างกันมาก
- บุคลากรที่จบมาใหม่ๆจำนวน 32 % มีความรู้สึกว่าหัวหน้าหรือผู้จัดการของพวกเขาทำงานไม่เป็นและได้ผลการปฏิบัติงานอยู่ในเกณฑ์ต่ำและต่ำมาก
- บุคลากรที่เพิ่งจบใหม่จำนวน 21 % ระบุว่าได้มีโอกาสใช้ความรู้และความสามารถที่ร่ำเรียนมาต่ำกว่าที่ได้คาดหวังไว้มาก
- ความสัมพันธ์ในการทำงาน
บุคลากรที่จบมาใหม่คาดหวังที่จะเห็นหัวหน้าทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ชี้แนะ (coach) และเพื่อน (friend) มากกว่าจะมาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการตามที่เคยเป็นเคยเห็นในธรรมเนียมเก่าๆ งานวิจัยได้เปิดเผยความไม่ลงรอยกันในความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับบุคลากรใหม่มากมายซึ่งผลจากงานวิจัยพบว่า
1) ผู้จัดการในอุดมคติของบุคลากรที่จบใหม่ ควรเป็นผู้แนะนำและเป็นพี่เลี้ยง (56 %) หรือเป็นเพื่อน (21 %) แทนที่จะเป็ยคนสั่งให้ทำ (8 %) หรือติดตามตรวจสอบ (2 %)
2) 75 % ของผู้จัดการเห็นว่าตนเองได้ทำหน้าที่ในการเป็นผู้สอนแนะและพี่เลี้ยงแล้ว แต่มีเพียง 26 % ของบุคลากรใหม่เท่านั้นที่เห็นด้วย
3) 21 % ของบุคลากรที่จบมาใหม่ๆ เห็นว่าหัวหน้าควรทำตัวเป็นเพื่อน แต่ผู้จัดการที่เห็นด้วยมีเพียง 5 %
4) 19 % ของบุคลากรที่จบมาใหม่ๆ เห็นว่าผู้จัดการของตนในปัจจุบันเป็นผู้ที่สั่งและมอบหมายงาน แต่ผู้จัดการเองเชื่อว่าที่ทำอย่างนั้นจริงๆมีอยู่เพียง 9 %
สรุปผลงานวิจัยที่ทำการสำรวจมุมมองและความคาดหวังของทั้งบุคลากรใหม่ๆ ที่เพิ่งจบการศึกษาและเริ่มมาทำงานไม่ถึงหนึ่งปี กับมุมมองและความคาดหวังของหัวหน้างานและผู้จัดการที่มีอายุงานมาแล้วประมาณ 5 – 10 ปี ทั้งในด้านความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ของผู้สำเร็จการศึกษา เสรีภาพและอิสระภาพในการทำงาน และความสัมพันธ์ในการทำงานพบว่า ทั้งมุมมองและความต้องการมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก
จึงกลายเป็นคำถามว่า “ใครจะต้องปรับตัวเข้าหาใคร” เพื่อให้การบริหารจัดการขององค์การสมัยใหม่ (ที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป) สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ทันและสามารถใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์การอย่างมีดุลยภาพได้ (โปรดติดตามตอนต่อไป)
การบริหารดีก็ดีนะ แต่บริหารจนประเทศถอยหลังเข้าคลองต้องปฏิรูปก่อน