การออกคำสั่งเป็นการถืออำนาจ ต้องปฏิวัติตัวเองด้วยการไม่ออกคำสั่ง หรือถ้าจำเป็นจะต้องใช้จริงๆ ควรใช้ในยามที่อับจนปัญญาหรือหมดหนทางอื่นๆแล้วเท่านั้น(ฮา) การไม่ออกคำสั่งจะนำไปสู่การปรึกษาหารือ การหารือจะนำไปสู่การร่วมคิด ถ้าครูทำได้อย่างนี้ นักเรียนจะได้คิดอย่างเต็มกำลังความสามารถแน่นอน

นักเรียนคิดไม่เป็นคิดไม่ได้ ถ้าตามมาตรฐานสมศ.ก็คือ นักเรียนไม่สามารถคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ หรือคิดอย่างมีวิจารณญาณ จัดเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาการจัดการศึกษาของบ้านเราได้อย่างชัดเจนในรอบการประเมินหลายปีมานี้

สาเหตุคงหลากหลาย เริ่มตั้งแต่วัฒนธรรมไทย ที่มักไม่ให้โอกาสผู้อาวุโสน้อยคิดมากนัก จึงเกิดประโยคเดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด หรืออาจจะกลายเป็นคนก้าวร้าว ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ขาดความเจริญก้าวหน้าเอาได้ง่ายๆ หากยังฝืนคิดแปลกแตกต่างไปจากกรอบกติกาหรือค่านิยมของคนส่วนใหญ่ ณ ที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะบทบาทของครูต่อการณ์นี้ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งในความคิดไม่เป็นหรือคิดไม่ได้ของนักเรียนตามทัศนะผู้เขียน

เพื่อเปิดโอกาส“คิด”ให้กับลูกศิษย์หรือนักเรียนที่เรารับผิดชอบจัดการเรียนรู้ให้ ครูควรปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

1. ครูต้องไม่ใช้อำนาจหรือใช้อำนาจให้น้อยที่สุด

ไม่ว่ากิจกรรมใดๆ โดยเฉพาะการเรียนรู้ของนักเรียนในห้องเรียน ครูต้องใช้อำนาจให้น้อยที่สุด และถ้าไม่ใช้อำนาจเลยจะดีที่สุด การออกคำสั่งเป็นการถืออำนาจ ต้องปฏิวัติตัวเองด้วยการไม่ออกคำสั่ง หรือถ้าจำเป็นจะต้องใช้จริงๆ ควรใช้ในยามที่อับจนปัญญาหรือหมดหนทางอื่นๆแล้วเท่านั้น(ฮา) การไม่ออกคำสั่งจะนำไปสู่การปรึกษาหารือ การหารือจะนำไปสู่การร่วมคิด ถ้าครูทำได้อย่างนี้ นักเรียนจะได้คิดอย่างเต็มกำลังความสามารถแน่นอน

ครูควรเห็นว่าศิษย์เป็นเพื่อนหรือเป็นผู้ใหญ่เท่าๆเราคนหนึ่ง ศักดิ์ศรีและสิทธิในความเป็นคนมิได้น้อยไปกว่าเราเลย เครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการพูดคุยหรือร่วมกันคิด ต้องเป็นเหตุผลที่ดีที่สุด อยู่ในร่องในรอยของศีลธรรมจรรยา สองประการนี้ต้องถือเป็นเรื่องใหญ่ หมายถึงต้องใหญ่กว่าอำนาจที่ครูเคยมี

2. ครูต้องยั่วยุให้นักเรียนถกเถียง ไม่ใช่ห้าม

นอกจากไม่ห้ามแล้ว ครูต้องยั่วยุให้นักเรียนถกเถียง การเถียงด้วยเหตุและผลอยู่บนพื้นฐานของศีลธรรมตามที่กล่าวมาแล้ว ฝึกให้นักเรียนคิดได้อย่างวิเศษที่สุด ขณะเดียวกันครูต้องฟังความคิดเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ พร้อมจับประเด็นให้ดีว่าเขาต้องการสื่ออะไร ความในใจเขามีสิ่งใดค้างคาอยู่ ปมปัญหาทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนอาจได้เป็นของแถมให้ครูรู้จักลูกศิษย์ตัวเองมากขึ้นด้วย เพียงเปิดโอกาสหรือยั่วยุให้เขาพูดและตั้งใจฟังเขา

ครูต้องดีใจและภูมิใจที่นักเรียนกล้าเถียงเรา แค่ทำให้เขากล้าเถียงได้ก็เปิดโลกใบใหม่ ซึ่งใหญ่และเป็นโลกจริงให้เขาแล้ว ครูกระทำเยี่ยงนั้นได้จะยิ่งใหญ่มากในบทบาทหน้าที่ ยิ่งทำให้เขาเถียงด้วยเหตุและผลอยู่บนศีลธรรมหรือคุณธรรมจริยธรรมได้ด้วยแล้ว ต้องนับเป็นเกียรติประวัติอย่างสูงของคนที่มีอาชีพครู ครูมืออาชีพ ครูเพื่อศิษย์ น่าจะวัดกันตรงนี้ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

3. ครูต้องอดทนรอ ไม่รีบบอกคำตอบ หรือด่วนแสดงความคิดตัวเอง จนกว่าจะแน่ใจว่านักเรียนแสดงความคิดเขาออกมาทั้งหมดแล้ว

ครูมักติดเล่าหรืออธิบายให้เข้าใจ จนบางคราวไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนคิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ต้องรีบร้อน อย่าไปกลัวแต่จะสอนไม่ทันตามหลักสูตร ไม่ทันจริงๆต้องช่างหัวมันบ้าง เพื่อแลกให้ลูกศิษย์เราคิดได้คิดเป็น และถ้าเขาคิดได้คิดเป็น การค้นคว้าหาความรู้ในโลกยุคปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกไร้พรมแดน ซึ่งมีความรู้ให้ค้นคว้าศึกษามากมาย อาจมากเกินจนต้องเรียนรู้ที่จะคัดกรองความรู้เหล่านั้นด้วยซ้ำไป

ฉะนั้นครูต้องใจเย็น อดทนและรอคอย ยั่วยุและฟังนักเรียนคิดให้เสร็จสรรพเสียก่อน หากรอไม่ได้ เกรงแต่จะเสียเวลา ก็จะเข้าอีหรอบเดิม คือครูบรรยายให้ฟังลูกเดียว เด็กๆก็ได้แต่นั่งอ้าปากหวอ ฟังครูเพลิน โดยมิได้ลงทุนลงแรงค้นหาคำตอบหรือคิดด้วยตัวเองอีกนั่นเอง

จะว่าไปทั้งสองสามประเด็นที่กล่าวมา ล้วนเป็นเรื่องที่ครูถือตนว่ามีอำนาจเหนือกว่า รู้กว่า หรืออาวุโสกว่าทั้งสิ้น ครูจึงเป็นได้แค่คนทั่วๆไป ซึ่งมักคิดกันอย่างนี้ แต่ด้วยบทบาทหน้าที่ของครูแล้ว ครูต้องฉุกคิดให้ได้มากกว่า

วิกฤตนักเรียนคิดไม่เป็นคิดไม่ได้ แม้สาเหตุจะมีอย่างหลากหลาย อาจโทษนั่นโทษนี่ โทษสังคม หรือโทษสภาพแวดล้อมก็คงถูกทั้งนั้น แต่สาเหตุอย่างหนึ่งแน่นอนคือครูเราใช่หรือไม่?

แถมไม่อาจปฏิเสธการปรับปรุงแก้ไขได้เลย เพราะเป็นงานของเรา เป็นหน้าที่ของครู

(พิมพ์ในมติชนรายวัน , 20 เมษายน 2557)