ในการประชุมสะท้อนความคิดจากผลงานการ “จับภาพ” ครูดีเด่น ๑๐ คน ของมูลนิธิสดศรีฯ เมื่อบ่ายวันที่ ๙ ม.ค. ๕๗ ผมเอ่ยขึ้นว่า ครูเหล่านี้น่าจะว้าเหว่ ต้องการเพื่อน คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เลขาธิการมูลนิธิฯ เสริมว่านอกจากนั้นยังไม่มั่นใจอีกด้วย ต้องการที่ปรึกษา
ผมเอ่ยต่อว่า คนที่ทำสิ่งแหวกแนว ไม่ทำตามที่ประพฤติต่อๆ กันมา ส่วนใหญ่ตกอยู่ใต้สภาพจิตที่ไม่มั่นใจ และว้าเหว่ ต้องการกัลยาณมิตรมาช่วยตรวจสอบผล เพื่อตอบคำถามว่า เท่าที่ดำเนินการมา ถูกทางหรือไม่ จะได้ผลตามที่คาดหวังหรือไม่ มีทางปรับปรุงให้มั่นใจว่าจะได้ผลจริง ได้อย่างไร
ทำให้อดย้อนรำลึกถึงชีวิตการทำงานของตนเองไม่ได้ ว่าตอนทำงานวิจัยเป็นหลักนั้น อยู่ภายใต้ mentoring ของอาจารย์ใหญ่ ๒ ท่าน คือ ศ. พญ. สุภา ณ นคร และ ศ. นพ. ประเวศ วะสี เมื่อท่านไฟเขียว เราก็มั่นใจ ยิ่งเมื่อส่งต้นฉบับ รายงานผลการวิจัย ไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ แล้วเขารับตีพิมพ์ ก็เป็นเครื่องยืนยัน ว่าเราทำงานที่ต่อยอดความรู้ใหม่ และผลงานน่าเชื่อถือ ให้ความมั่นใจ โชคดี ที่ผมได้รับ positive feedback อย่างดี สมัยหนุ่มๆ เริ่มตั้งตัวทางวิชาการ และการงาน ชีวิตช่วงนี้ไม่ว้าเหว่ และมั่นใจ
เมื่อไปอยู่มหาวิทยาลัยต่างจังหวัด เพราะอยากทำงานที่ท้าทาย บนขาของตัวเอง ก็ได้สมใจอยาก คือทั้งความไม่มั่นใจ และว้าเหว่ ต้องไปหางาน หาแนวร่วมเอาข้างหน้า คล้ายๆ ไปตายเอาดาบหน้า โชคดีที่ไม่ตาย แต่ก็ “โชกเลือด” ด้วยนิสัยชอบทำงานที่มุ่งผลภายหน้า หรือผลระยะยาว มากกว่าผลระยะสั้น
มาได้เครื่องมือลดความไม่มั่นใจและความว้าเหว่ ตอนมาทำงาน สกว. เครื่องมือนั้น คือ “การประเมิน” ครับ การประเมินเพื่อพัฒนา โดยผู้ประเมินที่ไม่เกรงใจเรา ไม่เอาใจเรา ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ระบบวิจัยของประเทศ เข้ามาเป็นกัลยาณมิตร feedback ให้ความมั่นใจแก่ บอร์ด ของ สกว. และแก่ผม ว่าเดินมาถูกทางแล้ว บอร์ด มั่นใจมาก ถึงขนาดแต่งตั้งให้ผมดำรงตำแหน่ง ผอ. สกว. วาระที่ ๒ ล่วงหน้าก่อนหมดวาระถึง ๑ ปี และโดยไม่ประกาศรับสมัคร ให้มีคนมาแข่งขันใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นเกียรติประวัติอย่างหนึ่ง ที่ผมภูมิใจ
นั่นหมายความว่า ผมไม่มั่นใจอยู่ถึง ๓ ปี
แต่งานสร้างสรรค์ มีเรื่องใหม่ๆ ให้ทำเสมอ ที่ สกว. ก็มีโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ฝ่ายสนับสนุนวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นต้น เราริเริ่มวิธีการทำงานใหม่ๆ ด้วยสองจิตสองใจ คือทั้งมั่นใจและไม่มั่นใจ ในวิธีการที่เราช่วยกันออกแบบ เพราะส่วนไม่มั่นใจนั่นแหละ เราจึงปรึกษาผู้คนกว้างขวาง จัดระบบคณะกรรมการชี้ทิศทาง ในลักษณะทำไปปรับปรุงไป และเมื่อทำไปได้ ๒ - ๓ ปี ก็หาคนมาประเมินเพื่อขอคำแนะนำ
ผมโชคดีจริงๆ ที่มีเทวดามาดลใจให้เข้าพวก หรือเป็นมิตร กับการประเมิน มองการประเมินเป็นเครื่องมือ เพื่อหาทางปรับปรุงงาน ผมพบด้วยความบังเอิญว่า ในการทำงานใหม่ๆ หรืองานสร้างสรรค์นั้น เราไม่รู้จริง แม้จะปรึกษาหารือ คิดแล้วคิดอีก อย่างรอบคอบ เราก็ไม่มั่นใจอยู่ดี ว่าผลมันจะออกมาดังหวังหรือไม่ นักประเมินที่เก่ง ที่เป็นคนนอก ไม่ได้ทำงานนั้น เขาสวมแว่นอีกแบบหนึ่ง สามารถมองต่างมุมกับเราที่เป็นคนทำงาน เขาจะช่วยแนะนำให้เราปรับปรุงได้อีก พร้อมทั้งช่วยทำนายผลระยะยาวที่จะเกิดขึ้น
ทีมประเมิน กลายเป็นกัลยาณมิตรผู้ช่วยเสริมความมั่นใจ และลดความว้าเหว่
ยิ่งตอนมาริเริ่มงานจัดการความรู้ ที่ สคส. ผมยิ่งเข้าป่าเข้าดงในช่วงแรก แต่ก็โชคดีที่ได้กัลยาณมิตร มาช่วยเป็นคณะกรรมการชี้ทิศทาง และช่วยกันทำคนละไม้ละมือ รวมทั้งมีกลไกการประเมินของ สสส. มาช่วยด้วย
หมดยุคงานของตนเอง ไปเที่ยวเป็นกองเชียร์ให้แก่รุ่นน้องๆ เขาทำงานสร้างสรรค์ เช่น งาน R2R ของศิริราช และ R2R ประเทศไทย ก็อีหรอบเดียวกัน มีช่วงของอารมณ์ขึ้นลง และมีอุปสรรคขวากหนามเป็นระยะๆ ตอนนี้ผมสวมคนละบทแล้ว ผลกลายเป็น mentor เป็นกัลยณมิตร ที่คอยช่วยทำหน้าที่ “embedded formative evaluation” และให้ constructive creative feedback ให้แก่คนที่ไม่มั่นใจ และว้าเหว่เป็นช่วงๆ สนุกไปอีกแบบ
ที่สนุกมากคือ ผมพบว่า ในบรรยากาศเช่นนี้ ทีมงานที่ผมไปเชียร์ เขามีความริเริ่มสร้างสรรค์สูงจริงๆ การไป โค้ช เขา กลายเป็นไปเรียนรู้จากเขา ทั้งสนุกและประเทืองปัญญา
ความไม่มั่นใจและว้าเหว่ เป็นส่วนหนึ่ง ของความสร้างสรรค์และประเทืองปัญญา
นี้คือความเป็นจริงของ Complex-Adaptive Systems
วิจารณ์ พานิช
๙ม.ค. ๕๗