ความรู้สึกที่แตกต่างกัน...

         ประสบการณ์ที่ผ่านมาจากการได้สัมผัสกับพฤติกรรมมนุษย์ในการทำงาน

ทำให้ฉันได้พบเห็นมากมาย หลากหลายพฤติกรรม มีทั้งพฤติกรรมดี ไม่ดี

สำหรับบันทึกนี้ ขอเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวของฉันเองและลูกน้อง เจ้าหน้าที่ภายใน

กองบริหารงานบุคคล...

       ซึ่งความจริงก็ไม่ต้องการจะเขียนสักเท่าไหร่...แต่เหตุที่เขียนเพื่อใช้ในการเตือนสติ

ตนเองในการทำงาน และสำหรับผู้ที่เข้ามาอ่านจะได้ทราบถึง...การเกิดเรื่องของอีกมุมหนึ่ง

ในชีวิตของการทำงาน...

       เรื่องมีอยู่ว่า...เมื่อวันเสาร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ฉันได้รับโทรศัพท์จาก

ผู้ช่วยอธิการบดี แจ้งว่า...มีผู้ทำหนังสือร้องเรียนเข้ามาหาอธิการบดี และอธิการบดีมอบ

หมายให้ผู้ช่วยอธิการบดี ดำเนินการให้อีกครั้งหนึ่ง...ในเนื้อความแจ้งว่า...เจ้าหน้าที่

สมมุติชื่อว่า ก. เป็นเจ้าหน้าที่ภายในกองบริหารงานบุคคล ซึ่งฉันเองเป็นผู้ดูแลอยู่

ทำหน้าที่รับสมัครงานให้กับบุคลากรทั้งภายใน ภายนอกมหาวิทยาลัย...

       เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงวันแรก ๆ ของการรับสมัครงาน จะไม่ค่อยมีผู้มาสมัครงาน

สักเท่าไร...แต่เหตุเกิดเมื่อวันสุดท้าย ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๗...มีคนมาสมัครงานในวัน

นั้น ประมาณ ๘๐ กว่าคน...แต่ละคนไม่ค่อยได้ดูประกาศในการรับสมัครเลยว่า...ม. ต้อง

ให้นำเอกสารใดมาบ้าง...พอมาถึงก็จะสมัครให้ได้อย่างเดียว...เจ้าหน้าที่ ชื่อ ก. ก็บอกว่า

ให้ไปนำเอกสารมาให้ครบ เพราะไม่เช่นนั้นจะสมัครไม่ได้ เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายของ

การรับสมัคร...บางคนก็ไม่พอใจ บางคนก็เข้าใจ...ความจริง ม. รับสมัครมาก่อนหน้านั้น

ก็ตั้งหลายวัน แต่ไม่มีผู้ใดมา พอมาก็เป็นวันสุดท้ายของการรับสมัคร...ทำให้เห็นว่า ถ้า

สมัครและเตรียมเอกสารมาให้ครบก็จะไม่มีปัญหา...เรื่องของเรื่องไม่อ่านประกาศให้

ละเอียด...สุดท้ายขอต่อรองกับเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องปฏิบัติตามประกาศ เพราะ

ถ้าเอกสารไม่ครบ เมื่อส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ฯ อีกชุดหนึ่งพิจารณา เขาก็จะไม่

พิจารณาให้มีชื่อเข้าสอบได้ เพราะขาดคุณสมบัติ...

        ซึ่งความจริง ตรงจุด ๆ นี้ ทุก ๆ คน ที่สมัครสอบ น่าจะรู้และทราบถึงสิทธิของตน

เองดีว่า..."ตนเองมีหน้าที่อะไร มีความรับผิดชอบใดบ้าง"...เปรียบเทียบกับยุคสมัยก่อน

สมัยที่ฉันเองได้ไปสมัครสอบ ก.พ. ฉันสังเกตว่า คนที่ไปสมัครสอบด้วยกัน ถ้าเอกสารที่

นำไปไม่ครบ เขาก็จะยอมจำนน และกลับไปนำเอกสารมา ไม่มีการต่อรอง...แต่ละคนจะ

ทราบถึงว่าตนเองมีหน้าที่อย่างไร?...ผิดกับสมัยนี้...การเจรจาต่อรองค่อนข้างสูง...

บางคนก็เหมือนกับปักธงไว้แล้วว่า...ต้องได้...เท่านั้น...นี่คือ "ปัญหาในการทำงานใน

ปัจจุบันนี้"

        โดยฉันได้เขียนเรื่อง จิตในการให้บริการที่ดีไว้ตามบันทึกนี้...จิตในการให้บริการ

ที่ดี ขอนำเข้าเรื่องที่มีหนังสือร้องเรียนเลยค่ะ...มีบุคคลที่มาสมัครงานกับ ม. ได้เข้ามา

เขียนใบสมัครงานเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ใน ม. ประเภทพนักงานราชการ แต่บุคคลดังกล่าว

เขียนเดือนผิด คือ เขียนเดือนมกราคม เป็นเดือน ๑ ซึ่ง เจ้าหน้าที่ ชื่อ ก. ก็แนะนำและ

บอกไปว่า ให้แก้ไขตรงจุดที่จะแก้...เรื่องของเรื่อง ก็คือ ในวันรับสมัครดังกล่าวมีผู้สมัคร

มาสมัครงานประมาณ ๘๐ กว่าคน แต่ละคนก็มีปัญหาในด้านเอกสาร เจ้าหน้าที่ก็สาละวน

ตอบปัญหาให้...งานอื่นอีกที่เจ้าหน้าที่ผู้นี้จะปฏิบัติอีกมากมาย เช่น รับโทรศัพท์จาก

บุคคลภายนอก จิปาถะ...เพราะงานของเราไม่ใช่มีหน้าเดียว...การให้บริการอาจดูไม่ถูกใจ

ของบุคคลที่มาสมัครงานผู้นี้...เรียกง่าย ๆ ว่า "ต้องการให้เจ้าหน้าที่เอาใจให้มากกว่านี้"

ซึ่งในความเป็นจริงมันคงไม่ใช่แบบนั้น จากเหตุที่ฉันเล่าให้ฟังในเบื้องต้น...

        จึงเป็นที่มาของหนังสือร้องเรียน...บุคคลดังกล่าวได้สอบถามชื่อของ เจ้าหน้าที่

ที่ชื่อ ก. จากหัวหน้างานอีกคนหนึ่งว่าชื่ออะไร? หัวหน้างานก็ถามว่าจะเอาไปทำอะไร

ก็ไม่ได้ให้ไป แต่เขาคงไป Search หาใน Google จึงได้ไป...หัวหน้างานได้มารายงาน

ฉันให้ทราบเพราะเกรงว่า...เดี๋ยวเขาไปร้องเรียนในทางที่ผิดจะทำให้ภาพลักษณ์ของ ม.

เสียหาย...ฉันก็เลยเรียก เจ้าหน้าที่ที่ชื่อ ก. มาบอกและให้โทรศัพท์ในห้องทำงานของฉัน

ไปยังบุคคลดังกล่าว...การพูดคุยโทรศัพท์ฉันและหัวหน้างานได้อยู่ด้วย...โดยเจ้าหน้าที่

ที่ชื่อ ก. ได้กล่าวขอโทษ หากเขาได้รับการบริการที่ไม่พอใจ แต่ไม่ได้หมายความว่า...

เจ้าหน้าที่ผิด...เขาโต้ตอบกลับมาว่า...จะมา Dis Credit ใช่ไหม? เจ้าหน้าที่ที่ชื่อ ก.

ก็งง ว่าคืออะไร? เขาบอกว่า เขาจะอัดเสียงเอาไว้และจะทำเรื่องร้องเรียน...

         ฉันได้ยินข้อความทั้งหมดจากที่เจ้าหน้าที่พูดคุย ฉันก็เลยต้องการให้เรื่องมันจบ

เพราะฉันมีหน้าที่คุมเรื่องทั้งหมดมันเป็นหน้าที่ของฉัน...ฉันได้โทร.ไปยังหัวหน้างาน

ที่บุคคลผู้นี้ทำงานอยู่ ซึ่งเขาได้ให้ไว้เพื่อเป็นบุคคลอ้างอิง...ฉันได้สอบถามหัวหน้างาน

ของเขาว่า เป็นคนเช่นไร? เขาบอกว่า เป็นคนดี...และถามต่อว่า มีเรื่องอะไรรึ?...ฉันก็

อธิบายให้ฟัง เพราะความจริงฉันต้องการโทร. ไปหาพ่อ - แม่ของเขามากกว่า จะได้

บอกให้พ่อ - แม่เขาเข้าใจว่า เรื่องทั้งหมด เขาเข้าใจผิด...เพราะเจ้าหน้าที่เขาให้บริการ

เขาไม่มีเจตนาในทางร้ายต่อผู้ใด...

         แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น...เขาไม่พอใจว่าฉันไปรู้ข้อมูลของเขาได้อย่างไร

มีอำนาจอะไรในการค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของหัวหน้างานเขา...อ้าว!!! ลืมไปแล้วกระมังว่า

...ฉันเป็นผู้อำนวยการบริหารงานบุคคล มีหน้าที่เกี่ยวกับคนไง!!! ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับคน

ในมหาวิทยาลัย ฉันต้องรู้ทั้งหมด...แสดงว่า...แบบนี้ที่พูดมา ก็รู้ไม่จริง...

         เขาทำหนังสือร้องเรียนมายังอธิการบดี แจ้งให้อธิการบดีสอบสวนฉันและ

เจ้าหน้าที่ที่ชื่อ ก.และเขาก็ต่อท้ายว่า...หากเขาถูกออกจากงานใครรับผิดชอบ...

เออ!!! ดูหนอความคิดคน...มีเพียงเท่านี้เอง...จะอ้างชื่อหัวหน้างานเขามาใส่ในบุคคล

อ้างอิง ก็ไม่ขออนุญาตเขาก่อน...พอมามีเรื่องก็ตีโพยตีพายเที่ยวโทษป้ายความผิดให้กับ

ผู้อื่น...ไม่ดูตัวเองเลย...การที่คนเราจะถูกออกจากงาน...มันก็ต้องมีสาเหตุล่ะว่า...

ไปทำอะไรผิดหรือเปล่า? ถ้าไม่ผิด ใครล่ะเขาจะไปไล่ออก...ความคิดช่างไร้เดียงสา

เสียจริง ๆ...สรุปแล้ว...เขาคิด เขาวาดไปตามความรู้สึกของเขาเองต่างหาก...เรียกว่า

"วาดไปตามความคิด ความรู้สึก" ของตนเองที่จินตนาการไป...

         สุดท้าย...เรื่องทั้งหลายทั้งปวง ฉันเล่าให้อธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีฟัง

ทั้งหมด...เพราะฉันก็ไม่ยอมเช่นกัน...อยากทำเรื่องที่มันยอมไม่ได้ก็อยาก...แต่มาคิด ๆ

ดูแล้ว..."การผูกเวรตอบ...ไม่ควร นอกเสียจาก...การให้อโหสิกรรม" ต่อกันดีกว่า...

เขาทำอย่างไร เขาก็จะได้รับผลกรรมเช่นนั้น...ในตอนแรก ๆ ฉันก็เครียดและคงยอมไม่ได้

สุดท้ายก็ต้องนำ "ธรรมะ" เข้าข่ม...แบบนี้ไงที่เขาเรียกว่า...ต่อให้ชีวิตการทำงานคนเรา

เป็นคนเก่งงาน ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ต้องมี "หลักธรรม" ในการนำมาใช้ในชีวิตของการ

ทำงานด้วย...

         ฉันยังบอกกับเจ้าหน้าที่ที่ชื่อ ก. ว่า วันมาฆบูชา ศุกร์นี้ เราไปซื้อสังฆทานดีกว่า

จะได้อุทิศส่วนบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรของเรา...ให้ไปสู่ที่ชอบที่ชอบเถอะ...ไม่รู้จักกัน

สักหน่อย...แต่กลับมาหาเรื่องให้กับเรา ถ้าเราทำผิดหรือเจตนาที่ไม่ดีก็ไปอย่าง...

ทุกวันนี้...ตั้งใจทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุดแล้ว...ก็ยังไม่วาย...