กระบวนการพิจารณาทุน ไม่ใช่แต่พัฒนานิสิตเท่านั้น หากแต่หมายถึงการพัฒนาบุคลากรในสายงานที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน

หลังจากห่างเกินการเป็นคณะกรรมการพิจารณาทุนการศึกษา (นักกิจกรรม) ประจำปี ๒๕๕๖  ไปหลายปี  ครั้นปีการศึกษา ๒๕๕๗  จึงมีโอกาสได้กลับไปทำหน้าที่เช่นนั้นอีกรอบ  

การกลับมาทำหน้าที่ในครั้งนี้  คณะผู้บริหารองค์กรได้หวนกลับไปทบทวนถึงโครงสร้างคณะกรรมการอีกรอบ  โดยคำนึงถึงความหลากหลายของกรรมการและความเชี่ยวชาญของกรรมการที่หมายถึงเจ้าหน้าที่,บุคลากรเกี่ยวข้องกับกลุ่มนิสิตผู้สมัครทุนโดยตรง  เพื่อให้สามารถโฟกัสได้ว่า “ใครเป็นนักกิจกรรมตัวจริง เสียงจริง”  หรือแม้แต่การแต่งตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมตาม "โครงสร้างองค์กร"  เพื่อให้บทบาทต่อ "หัวหน้าส่วน"  ที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาร่วมเป็นกรรมการฯ อย่างครอบคลุม 

 

(๒)


ก่อนเข้าสู่ห้องประชุมหลายวัน  ผู้บริหารเองได้ตั้งคำถามต่อคณะทำงานในประเด็นที่น่าสนใจ  เช่น  (๑)  การปรับเปลี่ยนแนวทางว่าควรกระจายทุนนักกิจกรรมไปยังคณะ  เพื่อให้คณะได้บริหารจัดการกันเองบ้างในส่วนหนึ่ง โดยอีกส่วนหนึ่งคณะกรรมการกลางก็พิจารณากันเอง  (๒) แต่งตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมจากสายงาน “กิจกรรมนิสิต”  ซึ่งถือเป็น “คนหน้างาน” ในเรื่องเหล่านี้ก็ควรเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณามากกว่า ๑ คน  เพราะนักกิจกรรมที่สมัครเข้ามารับการพิจารณาสัมภาษณ์นั้นมีทั้งจากองค์การนิสิต  สภานิสิต สโมสรนิสิต รวมถึงชมรมอีกไม่น้อยกว่า ๔ ด้าน  ซึ่งควรต้องมีกรรมการมาช่วยดูและคัดกรองให้มากและตรงที่สุดเท่าที่พึงกระทำได้  เพราะกระบวนการพิจารณาทุน ไม่ใช่แต่พัฒนานิสิตเท่านั้น  หากแต่หมายถึงการพัฒนาบุคลากรในสายงานที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน





ครับ, ประเด็นที่ถูกตั้งเป็นคำถาม (หรือกึ่งนโยบายเช่นนั้น)  โดยส่วนตัวผมมองว่าเป็นการสะท้อนถึงแนวคิดให้มีการ “ทบทวนกระบวนการทำงาน”  หรือ “กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม”  (Participatory Learning Process)  ที่น่าสนใจต่อผู้ที่เกี่ยวข้องระหว่าง “งานทุนการศึกษา” กับ “งานกิจกรรมนิสิต” นั่นเองว่าทั้งสองส่วนควรทำงานแบบมีส่วนร่วมกันเช่นใดบ้าง  ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการมีส่วนร่วมที่แท้จริง  ควรต้องเริ่มมาจากช่วง “ต้นน้ำ”  เลยก็เป็นได้  ไม่ใช่มาในช่วง “กลางน้ำ” อันหมายถึงการมานั่งสัมภาษณ์คัดกรองเพื่อนำไปสู่การประกาศผลในช่วง “ปลายน้ำ”

กรณีเช่นนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง  ดังจะเห็นได้จากฝ่ายเลขานุการไม่สันทัดในโครงสร้างกิจกรรม  จึงไม่สามารถ (สรุป)  คัดย่อคุณสมบัติสำคัญๆ จากใบสมัครลงสู่เอกสารให้กรรมการได้เห็นจุดเด่นของนิสิตแต่ละคนได้อย่างเด่นชัด  หากสามารถดึงบุคลากรงานกิจกรรมนิสิตมาช่วยตั้งแต่ระยะต้นน้ำ  เชื่อเหลือเกินว่าจะสามารถคัดย่อคุณสมบัติหลักที่ปรากฏในเอกสารใบสมัครได้อย่างครอบคลุม  เพราะรู้ว่าตำแหน่งสำคัญๆ คืออะไร  โครงการที่สำคัญคืออะไร ฯลฯ ...

  •  เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นจะช่วยให้คณะกรรมการสามารถใช้เป็นเครื่องมือลัดเลาะไปสู่การสัมภาษณ์ได้เร็วขึ้น  ซึ่งเป็นฐานคิดง่ายๆ ในการจัดการความรู้ (KM)  ที่มองว่า “ข้อมูลคืออาวุธที่ทรงพลัง” (Information is Power)   ที่ช่วยให้เราสามารถพิชิตและชนะได้ในทุกๆ เวทีของการทำงาน หรือการแข่งขัน


 

(๓)



ก่อนเริ่มการสัมภาษณ์  คณะกรรมการได้หารือกันยกใหญ่ๆ ถึงเกณฑ์การให้คะแนน  ซึ่งต้องยอมรับว่ากว่าจะลงเอยได้ต้องใช้เวลาอยู่สักพัก  แต่นั่นก็คือกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของคณะกรรมการ  หากแต่ผมได้เสนอทิ้งเป็นประเด็นว่าเรื่องราวเช่นนี้มิใช่ “งานใหม่”  แต่เป็น “งานประจำ”  ที่ต้องขับเคลื่อนในทุกปี  การไม่สามารถระบุถึงข้อเด่นข้อด้อยของการพิจารณาในแต่ละปีได้  ถือว่าขาดรอยต่อของการเชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน 

ครับ, รอยต่อ หรือการเชื่อมโยงที่ว่านั้น  ผมหมายถึง "ภายในองค์กรเป็นองค์กรที่มีศักยภาพ มีคลังความรู้" (Knowledge-basedเพราะทำกันมายาวนาน  ไม่ใช่งานใหม่ ไม่ใช่งานบุกเบิกบนผืนแผ่นดินใหม่ที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้  ด้วยเหตุนี้- เมื่อมีคลังความรู้แล้ว ย่อมต้องเรียนรู้ที่จะบริหารงานโดยใช้ความรู้เป็นฐาน (Knowledge-based Management)  ที่ประกอบด้วยหลักคิดง่ายๆ คือ อะไรดีก็ต่อยอด  อะไรไม่ดีก็ต้องมองเป็นความท้าทาย เพื่อ “สะสาง-คลี่คลาย”  ไม่ใช่การทำงานในแบบ “ลองผิดลองถูก”  ไปเรื่อยๆ  พองานเก่าวนวกครบวาระกลับมาให้ขับเคลื่อนอีกรอบ ปัญหาเก่าๆ ก็ยังย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้  ผมได้เสนอทิ้งประเด็นว่า

  • “...  ปีหน้าควรหารือกันก่อน   ไม่จำเป็นไม่อยากให้ต้องมาหารือกันในวันสัมภาษณ์  เพราะอาจหมายถึงการเบียดบังเวลาของนิสิตที่มารอการสัมภาษณ์...”


แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังเป็นที่น่ายินดี  เพราะถึงแม้ไม่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังคลังความรู้เดิมๆ ได้อย่างที่ควรจะเป็น  แต่คณะกรรมการก็ยังพอมองเห็นภาพการตั้งเกณฑ์ที่จะพิจารณากันได้  เพราะมีการหยิบยกเวทีการพิจารณาทุนล่าสุดมาเป็นตัวอย่างว่าฐานคิดของการให้คะแนนเป็นอย่างไร  และมีข้อเด่นข้อด้อยอย่างไร นั่นเอง





ในทำนองเดียวกันนี้  กระบวนการสัมภาษณ์ทุนการศึกษาในวันดังกล่าว  พบจุดแข็งที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิ  มีนิสิตมาสมัครในจำนวนที่น่าพึงพอใจ  ซึ่งนั่นอาจหมายถึงประสิทธิภาพของการประชาสัมพันธ์  หรือเพราะเป็นวัฒนธรรมที่นิสิตรับรู้และรอคอยอยู่แล้วว่าเมื่อถึงห้วงเดือนเช่นนี้  คือฤดูกาลแห่งการรับสมัครทุนนักกิจกรรม  ยิ่งเป็นทุนที่เจาะจงกลุ่มอย่างชัดแจ้งเช่นนี้   ยิ่งง่ายต่อการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย  จึงพลอยให้นิสิต หรือบรรดาผู้นำนิสิตขยับมาสมัครทุนกันอย่างน่าชื่นใจ  รวมถึงมี “น้ำใจ”  บอกเล่าเก้าสิบให้เพื่อนๆ มาร่วมสมัครทุน โดยไม่คิดว่าเป็น “คู่แข่ง” กันและกัน

 

หรือแม้กระทั่งสิ่งที่น่าชื่นชมยินดีในกระบวนการสัมภาษณ์ทุนก็คือ  มีการปรับกระบวนการอยู่ตลอดเวลา  เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกัน  ดังจะเห็นได้จากการถามถึง "ทัศนคติของนิสิตที่มีต่อการทำกิจกรรม"   หรือแม้แต่การถามทักว่า  ”ได้เรียนรู้อะไรจากการเข้ามาสัมภาษณ์ทุน” (บ้าง) 

ครับ-  คำถามข้างต้น  เป็นเสมือนการประเมินผลการเรียนรู้ของนิสิตผ่านกิจกรรมและการสัมภาษณ์ทุนไปในตัว  แถมยังเปิดพื้นที่ให้นิสิตได้สะท้อนมุมมองความคิดของนิสิตที่มีต่อการจัดกระบวนการสัมภาษณ์ทุนอย่างแนบเนียนและเป็นธรรมชาติ   และกระบวนการตั้งคำถาม หรือการเชื้อเชิญให้นิสิตได้เสนอแนะแนวทางการสัมภาษณ์ทุนเช่นนั้น  ถือเป็นการเรียนรู้ผ่านหัวใจของการจัดการความรู้ (KM)  คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน (Knowledge Sharing)  และการแลกเปลี่ยนที่ว่านั้น  ก็เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ทำให้คณะกรรมการและนิสิตก่อเกิด "พลัง"  อย่างไม่ต้องกังขา  (Sharing Knowledge is Power)  

 

(๔)


และนี่คือ  ส่วนหนึ่งอันเป็นแนวคิด  ความรู้สึกของนิสิต (นักกิจกรรม) ที่สื่อสารออกมา

ทำกิจกรรมแล้วได้อะไร ?

  • ได้เพิ่มพูนประการณ์ชีวิต หรือทักษะชีวิตที่หลากหลายผ่านการลงมือทำจริง
  • ได้เห็นคุณค่าในตัวเองและมุมมองการใช้ชีวิตที่ดีงามโดยการทำประโยชน์กับสังคม
  • ได้ฝึกทักษะการเป็นนักจัดการที่ดี เช่น  การควบคุมตัวเอง  การบริหารเวลาทั้งการเรียนและกิจกรรม
  • ได้ฝึกทักษะการอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
  • ได้เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมของชุมชน
  • ได้เข้าใจในหลักปรัชญามหาวิทยาลัย,เอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัย,อัตลักษณ์นิสิต
  • ได้ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม
  • ได้ฝึกทักษะการบริหารจัดการโครงการ
  • ได้ฝึกความรับผิดชอบต่อตนเองและการเสียสละเพื่อส่วนรวม
  • ได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาชีวิต
  • ได้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่รุ่นนิสิตรุ่นน้อง

 

สัมภาษณ์ทุนแล้วได้อะไร ?

  • ได้ฝึกทักษะการสัมภาษณ์งาน
  • ได้ทบทวนกิจกรรมที่ทำมาว่ามีประโยชน์ต่อตนเองและสังคมอย่างไร
  • ได้เรียนรู้แนวคิดการจัดกิจกรรมขององค์กรอื่นๆ
  • ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำจากองค์กรอื่นๆ
  • ได้ฝึกทักษะการสื่อสารและการนำเสนอผลงาน 
  • ได้ฝึกทักษะการคิด การฟัง การพูด
  • ได้ฝึกความกล้าแสดงออกผ่านการตอบข้อซักถามของกรรมการ
  • ได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
  • ได้ฝึกความอดทนเพื่อรอการสอบสัมภาษณ์
  • ได้เห็นกระบวนการกลั่นกรองของคณะกรรมการ
  • ได้เห็นจุดมุ่งหมายของนิสิตแต่ละคนที่มาสัมภาษณ์ทุนการศึกษา เช่น  เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว และเป็นค่าใช้จ่ายในด้านการเล่าเรียน
  • ได้โอกาสเผยแพร่ผลงานของตนเองต่อเพื่อนนิสิตและคณะกรรมการกลั่นกรอง

 

(๕)


ครับ นี่คืออีกเวทีหนึ่งที่ผมถือว่าเป็นเวทีแห่งการจัดการความรู้ที่ "รื้อ-รุก-สะสาง-ต่อยอด-ริเริ่ม"  หรือ "เปิด-ปรับปรุง-เปลี่ยนแปลง"  อยู่ตลอดเวลา ใช้วิกฤต หรือสถานการณ์ตรงหน้าเป็นความท้าทายในการเรียนรู้และร่วมขับเคลื่อนร่วมกัน  จนทุกอย่างคลี่คลาย ภายใต้การประเมินสถานการณ์และปรับแต่งอย่างฉับไวในเวทีตรงนั้น  ซึ่งจะเป็นอานิสงส์อย่างมาก  หากแนวทางอันดีในเวทีครั้งนี้ถูกนำไปสู่การปรับใช้ในเวทีอื่นๆ ต่อไปในทันที หรือนำกลับไปใช้เป็นคลังความรู้ (Knowledge-based)  ของการทำงานโครงการนี้ในปีหน้าอีกครั้ง 

และยิ่งน่าชื่นใจเพราะในตอนท้ายได้สรุปประเมินผลถึงคุณสมบัติของนิสิตที่จะสมัครทุนนักกิจกรรมในปีหน้า ซึ่งกรรมการเห็นพ้องตรงกันว่า  ในบางทุนเมื่อได้รับแล้วก็ควรสงวนสิทธิ์ไม่ให้รับทุนซ้ำซ้อนอีก โดยเฉพาะทุนภูมิพล  เพราะถือว่าเป็นทุนการศึกษาสูงสุด  ไม่จำเป็นต้องมาขอรับสนับสนุนทุนนักกิจกรรมอีก เนื่องจากทุนภูมิพลเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติหลักแล้ว นั่นก็คือ "เรียนดี ประพฤติดี กิจกรรมเด่น" ..





๕  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๗
ห้องประชุม ๒ อาคารพัฒนานิสิต