สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นนักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 2 วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์ซึ่งได้มีโอกาสไปทำจิตอาสา ตามคำแนะนำและชักชวน (แกมบังคับ) ของ อ.ดร.ศุภลักษณ์  เข็มทองหรือ อ.ป็อป ของพวกเรานั่นเองค่ะ ที่ๆดิฉันและเพื่อนๆได้ไปทำจิตอาสากันก็คือ มูลนิธิเด็ก บ้านสานรัก (Foundation for Children) อยู่ที่พุทธมณฑลสาย 4 จ.นครปฐม ช่วงเวลาที่ไปคือช่วง 13.30 เป็นช่วงที่น้องๆ ในมูลนิธิ กำลังเตรียมตัวที่จะรับประทานอาหารว่างที่มีพี่ๆ ผู้ใหญ่ใจบุญนำมาแจก พอพวกเราไปถึงก็ไม่รู้จะทำอะไรเพราะมีพี่ๆ ที่นำของว่างมากำลังจัดของว่างให้น้องๆ พวกเราเลยขอทำจิตอาสาแบบสุดเหวี่ยงด้วยการ เช็ดกระจกรอบๆห้องรับประทานอาหารซะเลย เพราะเห็นว่า กระจกนั้นมัวๆ อยากให้มูลนิธิสดใส น้องๆจะได้มองเห็นบรรยากาศธรรมชาติด้านนอกซึ่งเป็นบ่อน้ำและผืนหญ้าได้อย่างชัดเจนระหว่างที่อยู่ในห้องนี้ ก็เป็นอะไรที่ผ่อนคลายไปอีกแบบ

 

 

          หลังจากที่พวกเราทำภารกิจจิตอาสาอย่างแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณยายจิ๋มได้แนะนำพวกเราว่า "เอานิทานใหม่ๆพวกนี้ไปอ่านให้น้องๆ ฟังสิจ๊ะ น้องๆ ชอบมากเลยนะ"   ช่วงบ่ายหลังน้องๆ ได้รับประทานอาหารว่างนั้น น้องๆจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มๆ เพื่อไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ฟังนิทาน เล่นของเล่น วาดภาพระบายสี เป็นต้น พวกเราได้ไปเล่านิทานให้น้องๆฟัง ที่นี่จะเป็นเด็กเล็กอายุประมาณ 4 ปีขึ้นไปจนถึง 7 ปี อ่านหนังสือกันไม่ค่อยได้ น้องจึงค่อยข้างสนใจฟังนิทานกันมาก โดยดูภาพให้เราสอนออกเสียง สอนสะกดคำ แล้วน้องจะพูดตาม พอเล่าเรื่องนี้จบก็จะไปหยิบหนังสือนิทานจากส่วนกลางเล่มใหม่มายื่นให้ พร้อมกับพูดว่า "พี่ครับ/คะ อ่านเรื่องนี้ให้ฟังด้วย" พี่ๆ อย่างเราก็เล่านิทานให้น้องฟังกันจนน้ำลายแห้งกันเลยทีเดียว มองนาฬิกาอีกทีก็ อ้าว 17.00 แล้วหรือนี่ ก็คงใกล้จะได้เวลากลับของพวกเราแล้ว  ก็แอบรู้สึกเสียดายเหมือนกัน เพราะไม่มีโอกาสอ่านหนังสือให้เด็กๆฟังนานแล้ว รู้สึกสนุกและมีความสุขมาก การมอบความสนุกแฝงความรู้ให้กับน้องๆ ก็เหมือนเป็นการทำบุญในอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้ดิฉันและเพื่อนๆรู้สึกอิ่มเอมใจ

 

         

          สิ่งที่สังเกตได้จากการมาทำจิตอาสาครั้งนี้คือ เด็กๆ ที่นี่ไม่กลัวหรือระแวงคนแปลกหน้าเลย กลับดีใจด้วยซ้ำที่เห็น ที่เป็นอย่างนั้นอาจเป็นเพราะว่าเวลามีคนแปลกหน้าเข้ามา(ผู้ใจบุญท่านต่างๆ) เด็กๆ ก็จะได้ของเล่นใหม่ อาหารดีๆจึงทำให้เด็กๆ เหล่านี้ดีใจที่ได้เห็นพวกเรา น้องๆที่นี่จะโหยหาความรักมาก อยากให้อุ้ม ให้นั่งตัก ชอบให้กอดมากๆ น้องบางส่วนจะชอบให้เราสนใจเป็นพิเศษ น้องคนอื่นมายุ่งไม่ได้จะหวงพี่มาก จะบอกว่า "อย่ามายุ่งนะ พี่คนนี้เราจอง" แต่น้องบางส่วนก็มีน้ำใจต่อเพื่อน จะบอกเราว่า "พี่ครับๆ พออ่านนิทานเรื่องนี้จบ อ่านอีกเรื่องที่เพื่อนอยากฟังด้วยนะครับให้เพื่อนผมฟังด้วย"

 

         

           มองอีกด้านหนึ่งนั้นถึงแม้ว่ามูลนิธิเด็กจะมีผู้ใจบุญเข้าไปบ่อยๆ ก็ตาม แต่สภาพความเป็นอยู่และการให้ความรักความอบอุ่น หรือปัจจัยทางสภาพแวดล้อมภายนอกก็ย่อมไม่เหมือนกับการอยู่ครอบครัวแน่นอน เพราะจำนวนผู้ดูแลต่อจำนวนเด็ก (ประมาณ 1:20) ก็ย่อมไม่เพียงพอต่อการดูแลเอาใจใส่เด็กทุกคนได้แน่นอน ดิฉันไม่อยากให้แก้ปัญหากันที่ปลายเหตุ แต่อยากให้มองถึงสาเหตุของปัญหาที่ทำให้เด็กน้อยตาดำๆ ต้องถูกส่งตัวมาอยู่ที่มูลนิธินี้ เป็นเพราะปัญหาความไม่พร้อมต่อการเลี้ยงดูลูกของผู้ปกครอง ซึ่งอาจจะมีหลายสาเหตุ เช่น การเงิน วุฒิภาวะ ปัญหาด้านสังคม เป็นต้น จึงอยากให้คนรุ่นใหม่นั้นวางแผนครอบครัวและการใช้ชีวิต เพื่อที่จะได้ลดจำนวนเด็กที่จะต้องถูกส่งมาอยู่ในมูลนิธิเด็ก แน่นอนว่าการเลี้ยงดูนั้นส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรม อารมณ์ ทัศนคติ และความรู้คิดของเด็ก ให้เด็กๆ มีอ้อมกอดที่เป็นของเขาเองอย่างแท้จริง ที่สามารถได้รับไออุ่นที่แท้จริงจากครอบครัวดีกว่าให้เขาต้องโหยหาอ้อมกอดจากใครสักคนก็ได้ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะกลับมากอดเขาอีกครั้งมิใช่หรือ

 

 

ขอขอบคุณ : ยายจิ๋ม คุณยายของเด็กๆบ้านสานรัก