ในช่วง 2 ปีมานี้ เรา ๆ ท่าน ๆ คงจะคุ้นเคยกันดีกับการรณรงค์ขององค์กรต่าง ๆ เรื่อง "เมาไม่ขับ"  และเป็นนโยบายที่สำคัญประการหนึ่งของรัฐบาลในการที่จะลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับ ทั้งนี้เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งในยามปกติและช่วงเทศกาล  แต่ก็ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ เข้าทำนองคำกล่าวที่ว่า "ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา"  ลองมาติดตามอุทาหรณ์เรื่องนี้กันดีกว่า ว่า "โลงศพ"  ที่เห็นนั้นมันเป็นอย่างไร

     เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาดึกของคืนวันหนึ่ง เมื่อนายมนตรี  คงกระพัน  แกได้ไปเที่ยวยามราตรีและดื่มสุราจนมึนเมา หลังจากนั้นแกได้ขับรถยนต์เพื่อกลับบ้านพัก แต่ระหว่างทางปรากฏว่าพบด่านตรวจของเจ้าพนักงานตำรวจตั้งอยู่ และด้วยสติสัมปชัญญะที่ยังพอมีอยู่บ้าง ทำให้แกนึกถึงมาตรการ "เมาไม่ขับ"  ขึ้นมาได้  และรู้สึกดีว่าถ้าหากถูกตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด แกคงไม่รอดแน่ ดังนั้นพอเห็นเจ้าพนักงานตำรวจให้สัญญาณให้หยุดรถ แกจึงเร่งความเร็วของรถฝ่าด่านไปทันที แต่เจ้าพนักงานตำรวจก็ติดตามไปสกัดรถของแกเอาไว้ได้ และจะเข้าไปจับกุม แต่แทนที่นายมนตรี แกจะยอมให้จับกุมแต่โดยดี แกกลับใช้เท้าถีบเจ้าพนักงานตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อีก

     อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแกก็ถูกจับกุมมาดำเนินคดีในหลายข้อหาและศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้เรียงกระทงลงโทษฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน  ฐานขับรถโดยประมาทน่าหวาดเสียว  รวมแล้วให้จำคุก  4  เดือน  ปรับ   1,000  บาท  แต่เนื่องจากนายมนตรี แกให้การรับสารภาพจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง  คงจำคุก 2 เดือน ปรับ 500 บาท  พอรู้ว่าต้องติดคุก นายมนตรีแกยื่นอุธรณ์ว่า ความผิดของแกเท่านี้ ศาลน่าจะรอการลงโทษจำคุกก็จะทำให้เสียอนาคต แต่ศาลอุธรณ์ภาค 1 ก็พิพากษายืนนายมนตรีจึงยื่นฎีกา

     ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว วินิจฉัยว่า การที่นายมนตรีมีความรู้ถึงระดับปริญญาตรีนั้น นายมนตรีควรจะรู้จักผิดชอบเป็นอย่างดี แต่นายมนตรีกลับดื่มสุราจนมึนเมา แล้วขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง ด้วยความประมาท และน่าหวาดเสียวอันเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์ โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอื่น และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุม ก็ขับรถฝ่าด่านและใช้เท้าถีบเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกระทำการตามหน้าที่ด้วย  จากพฤติการณ์ของนายมนตรีดังกล่าวนี้ จึงเห็นว่า ไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก  แต่เมื่อไม่ปรากฏว่านายมนตรีเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่.........

     นี่คงเป็นบทเรียนสอนนายมนตรีแกไปอีกนานแสนนานว่า เรื่องของการศึกษานั้นใช่จะเป็นเหตุบรรเทาโทษเสมอไป บางทีรู้ดีแล้วยังทำก็ระกำอย่างนี้ คราวหลังท่องไว้ให้ขึ้นใจนะว่า  "เมาไม่ขับ"