เริ่มต้นผมอยากพูดถึงเรื่องที่คนทั่วไปทำได้ดีกว่าผม...แต่หลายคนก็ได้แต่เพียงอยากทำ

ผมลองอ่านดูแล้ว เห็นด้วยกับทั้งครูอ้อยและอาจารย์จันทวรรณจริง ๆ ครับ

ผมเลยแก้ไขใหม่...เชิญครับ 

การเข้าถึงใจลูก...

ในความหมาย(ที่คิดว่าอธิบายได้ใกล้เคียงที่สุด)ของผมคือ...การเรียนรู้ถึงความเป็นไปของลูกตั้งแต่เริ่มต้น...ท่ามกลาง...และบั้นปลาย...

แล้วพยายามสื่อสารถึงกัน(เพื่อตรวจสอบว่าเข้าใจตรงกันจริง ๆ นะ... 555)

บางช่วงลงไปคลุก(กิจกรรม)ด้วยกัน...บางช่วงโดดออกมาร่วมวิจารณ์สิ่งที่ทำและเกิดขึ้นด้วยมุมมองรอบด้าน(ประเด็นนี้ผมอยากวิจารณ์เชื่อมโยงกับ Keyword ยอดฮิต"สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ"...ในโอกาสต่อไปครับ)

ที่สำคัญคือ ความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาเด็ก-จิตวิทยาพัฒนาการ(ซึ่งผมบังเอิญมีโอกาสได้เรียนมาแบบงูๆปลาๆ)....นั่นเป็นภาคทฤษฎีครับ(และนี่คือภาคปฏิบัติ)...

จริง ๆ แล้วพอรู้ตัวว่าจะเป็น"พ่อคน" ครั้งแรกในชีวิต...มันทำให้ผมปั่นป่วนทั้งร่างกายและจิตใจ(ยังไม่นับรวมกับการที่ถูกเรียกว่า"พ่อ" ครั้งแรก...มันครั่นเนื้อครั่นตัว...วูบวาบหวิวไหว...ทำตัวไม่ถูกจริงๆครับ)

แต่นั่นก็เป็นจุดหักมุมของผม...เรากำลังจะมีลูก(เว้ยยย)... 555

ผมเริ่มกลับไปทบทวนเรื่องจิตวิทยาเด็ก-จิตวิทยาพัฒนาการ(ซึ่งไม่เคยกล่าวถึง จิตวิทยาปฏิสนธิเลย...อิอิ)...

ผมพบว่าเรื่องที่ผมอยากรู้(ว่าก่อนที่ลูกจะออกมาลืมตาดูโลกเป็นอย่างไร)และคาดหวัง(ว่าผมสามารถเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด)...กำลังจะอุบัติขึ้นมาในไม่ช้าแล้ว...

คำบอกเล่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะโบราณคร่ำครึ...หรือทันสมัยสุดโต่ง ก็ประเดประดังเข้ามาหาผมและภรรยา ประดุจพายุและเมฆฝนที่โหมกระหน่ำจนเปียกปอนแทบจับไข้(ว่าไปนั่น...ไม่ต้องบอกว่าสำนวนของ " คนที่คุณก็รู้ว่าใคร"... 555)

พอตั้งสติได้ก็พบหนังสือ"กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว" ที่ภรรยาผมเอามาวางไว้ตรงหน้า...

แล้วผมก็ได้พบคำตอบบางประการ หลังจากที่จำใจอ่าน(เพราะเอาใจภรรยา)... "ก่อนจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว"ที่แปลโดยคุณพรอนงค์ นิยมค้า น่ะครับ...

ผมเห็นความคิดของมิสเตอร์ซูซูกิแล้วก็ทึ่งสุด ๆ คนอะไรคิดเพื่อประเทศญี่ปุ่นได้มากขนาดนั้น(ไม่เห็นเหมือนคนรวย ๆ ในเมืองไทยเลยนะ... 555)

ผนวกเข้ากับเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับพลังจิต(ซึ่งผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนัก...เพราะมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้)

  ประสบการณ์ที่น่าพิศวงคือ ผมทดลองใช้พลังจิตส่งถึงลูกชายคนโต กับลูกสาวคนเล็ก...

โดยดูรูปเด็กแม้วสวมหมวกสำหรับส่งพลังจิตถึงลูกชาย(ไม่ใช้แม้วอดีตนายกนะครับ... 555... ตอนนั้นท่านยังไม่มีใครรู้จักหรอก...อิอิ)

และรูปนางฟ้าติดปีกตัวเล็กสำหรับลูกสาวคนเล็ก....ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ทั้งสองคนหน้าตาดีเป็นดาราได้เลยแหละ... 5555

ส่วนลูกชายคนกลาง...ผมไม่ได้ส่งพลังจิตใด ๆ ให้เขา...เชื่อหรือไม่ว่าหน้าตาเขาถอดพิมพ์มาจากปู่ชัด ๆ จนย่าเชื่อว่าเป็นปู่มาเกิดใหม่แน่ ๆ .... 5555

ผมสื่อสารถึงลูกด้วยการสัมผัสเขาตั้งแต่อยู่ในท้อง และคิดว่า ขณะที่เขาอยู่ในท้องเขาควรจะมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร...

เขารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยเมื่ออยู่ในท้องแม่ ผมก็ทำให้เขารู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่ายังมีความอบอุ่นปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง ที่ส่งผ่านจากการสัมผัสนอกท้อง...

และที่สำคัญผ่านความรู้สึกที่แม่เขาได้รับจากผมด้วย...

เมื่อเขาเริ่มออกจากท้องแม่...สิ่งแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนไปประสาทรับรู้เขาเริ่มถูกกระตุ้นเพิ่มอีกหลายช่องทาง...

ซึ่งผสมผสานไปกับความกลัวและหวาดระแวง... เริ่มจากสัมผัส(ผิวหนัง) ปาก ตา หู จมูก

ผมใช้ความรัก ให้ความอบอุ่นและเชื่อมั่นเป็นเครื่องมือกระตุ้นประสาทรับรู้ของเขา....

เมื่อประสาทรับรู้ทั้งหมดเปิดแล้ว(พร้อมกับความมั่นใจในความอบอุ่นปลอดภัย...ที่ผมสังเกตุและรู้สึก)

ประตูแห่งการเรียนรู้ก็เปิดกว้างแล้วสำหรับเขา....

ผมใช้การทำความเข้าใจเขา(เข้าถึงใจลูก)เปิดเส้นทางแห่งการเรียนรู้  โดยเชื่อว่า 3 เดือนแรกน่าจะพอเพียงกับการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมภายในบ้าน

การกระตุ้นให้เขาใช้พลังกาย(เช่นคว่ำได้เอง คลานได้เอง เดินได้เอง...และทุกครั้งผมจะบอกว่าเขาเก่งมาก...เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของเขา)

ลูกชายคนโตของผมไม่เคยหัดเดิน...เพราะลุกขึ้นยืนครั้งแรก เขาก็วิ่งเลย(เพราะตัวถลำไปข้างหน้า) ซึ่งเขาก็ล้มอยู่ 3 ครั้ง(โดยไม่ร้องไห้...เพราะผมไม่ตกใจ...และโชคดีไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยเลย... 555)

ช่วงที่เขาเริ่มคลานเขาอยู่ชั้นบน คลานมาที่บันได...ผมอยู่ชั้นล่าง เห็นชัดว่าเขาต้องตกลงมาแน่นอน...ผมได้แต่รอให้เขาตกไถลลงบันไดกว่า 10 ขั้น โดยเอามือรองรับศรีษะเขาไว้เท่านั้น(โชคดีที่รับได้... 555) ไม่มีการร้องให้...ไม่มีอาการตกใจจากผม...มีแต่สายตาส่งประกายสงสัยระคนอยากรู้อยากเห็นจากเขา

เราคงพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกันแล้วนะ....ลูกชาย... 5555555

ในช่วงแรกของการเรียนรู้สำหรับลูก(โดยเฉพาะลูกชายคนโต) ผมพยายามหากลยุทธ์การเปิดโลกแห่งการเรียนรู้(ที่จุดระเบิดหัวเทียนให้เครื่องยนต์ทำงาน... หลังจากนั้นเขาน่าจะขับเคลื่อนได้เอง...ผมคิด)

ผมอ่านพบแนวคิดเรื่องปรัชญาพิจารณ์ในรีดเดอร์ไดเจสภาคภาษาไทยของครูชาวสก็อตคนหนึ่ง..ผมเลยเกิดไอเดีย เอามาทดสอบกับลูก ๆ และเด็กเพื่อนบ้าน(ตามทฤษฎีที่เขาว่า...น่าจะอายุ 6-8 ขวบ)โดยใช้เวลาวันเสาร์-อาทิตย์ ประมาณ 3 เดือน(รายละเ.ยดแต่ละขั้นตอนและเคล็ดลับ...ขออนุญาตไว้ภายหลังนะครับ......555)

หลังจากนั้นผมได้ใช้กระบวนการหาคำตอบจากโจย์ ไปสู่การตั้งคำถามเพื่อให้คนตอบ(เคล็ดลับการตั้งคำถามแบบนี้ผมใช้กระตุ้นลูก ๆ เวลาอยู่บนรถ...)

ผมเคยตั้งคำถามแบบได้ประโยชน์ 2 ชั้น(ยังไม่ถึงขั้นตั้งคำถามที่ผู้ตอบต้องแพ้แน่นอนแบบแดจังกึมถามพระพันปี...555)

ผมถามว่า...มีอะไรบ้างที่เติ้ล(ลูกชายคนกลาง)มีแต่คนอื่นในบ้านไม่มี... ???...

แล้วให้พวกเขาตั้ง 20 คำถาม(ที่ตอบว่าใช่หรือไม่) ปรากฎว่าเขา(ลูกชายคนกลางสามารถหาคำตอบได้(แบบที่ผมเองก็ไม่อยากเชื่อ...

เพราะขณะที่ตั้งคำถามผมคิดว่าไม่มีใครตอบถูกแน่)เมื่อเขาถามผ่านไป 5-6 คำถาม... เขาตอบว่า เขามีพ่อแม่พี่น้อง(ผม-ลูกชายคนเล็กไม่มีน้อง/แม่เขา-ลูกสาวคนโต ไม่มีพี่/ พี่ชายเขา ไม่มีพี่ /น้องสาวเขา ไม่มีน้อง) ...

ผลพลอยได้จากคำถามนี้คือ เป็นการกระตุ้นศักยภาพเขา(ดูจากสายตาที่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจ)

การเล่นคำผวน...การตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบจากป้าย-สิ่งต่าง ๆ ที่รถวิ่งผ่านไป...กำลังจะผ่าน...และน่าจะผ่านในอีก 5 นาทีข้างหน้า....เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการเสวนาบนรถ...

เมื่อเวียนกันตั้งคำถามแล้ว...เราก็ช่วยกันหาคำตอบอย่างสนุกสนานครื้นเครงจนถึงที่หมาย(เล่าแล้วชวนให้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ ครับ...อิอิ...)

คงยาวมากพอแล้วนะครับ ผมคงขอเก็บเรื่องราวของผม...เป็นของขวัญสำหรับวันแรกที่ลูก ๆ ของผมมีลูก...555