2.2 การใส่วาทกรรมแนวคิดเรื่อง “ความเป็นไทย” ขึ้นมาอยู่เหนือ “ประชาธิปไตย”

สืบเนื่องจากที่กล่าวไปในหัวข้อที่แล้ว ด้วยความหวาดระแวงต่อเนื้อหาบางประการของประชาธิปไตย กลุ่มชนชั้นในระบอบเก่าจึงได้ออกมากระตุ้นให้สังคมการเมืองไทยรับรู้อยู่เสมอว่า “ประชาธิปไตย” นั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีงามเท่าไรนัก เพราะฉะนั้น “ประชาธิปไตย” จึงไม่ควรจะเป็นสาระแก่นกลางของระบอบการเมืองไทย ดังนั้นเพื่อประกอบสร้างสาระแก่นกลางของระบอบการเมืองไทยชนชั้นนำหลายกลุ่มได้พร้อมใจกันนำเสนอสิ่งที่เรียกว่าแบบแผน “ความเป็นไทย” ที่เชื่อว่าเหมาะสมกับเอกลักษณ์ของชาติมากกว่า จากแนวคิดเหล่านี้หากจะมี “ประชาธิปไตย” ก็ควรจะเปลี่ยนให้เป็น “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” คือเนื้อหาสาระของประชาธิปไตยต้องสอดคล้องเชื่องต่อ “ความเป็นไทย” อันเป็นอุดมการณ์หลักของชาติ กระบวนการสถาปนา หรือการวาง“ความเป็นไทย” สู่ความรับรู้ของสังคมการเมืองไทยนั้น เริ่มขึ้นอย่างเป็นการเป็นงานในช่วงที่ชนชั้นนำทั้งหมดเห็นพ้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ผู้เผด็จการในขณะนั้น

ในกระบวนการปลูกสร้างแนวคิด “ความเป็นไทย” ปัญญาชนเด่นๆ หลายคนเข้าร่วมช่วยผลิตวาทกรรม คำอธิบาย และสนับสนุนความชอบธรรมให้แก่แนวทางดังกล่าว ในเรื่องนี้ผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้สถาปนา “ความเป็นไทยกระแสหลัก”  ที่ยังคงทรงพลังอยู่ในความรับรู้ วิธีคิดของคนในสังคมจวบจนทุกวันนี้ คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (โปรดดู เกษียร เตชะพีระ.เมืองไทยในเงาคึกฤทธิ์. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1275041998&catid=02

)

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมชย์ อธิบายว่าแต่ไหนแต่ไรมาประเทศเรามีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครหรือที่เรียกว่า “ความเป็นไทย” ต้องมีลักษณะดังนี้

ความสัมพันธ์ของคนในสังคม : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นให้เห็นว่าสังคมที่รู้จัก "ที่สูง - ที่ต่ำ" เป็นสังคมที่ดี เพราะแต่ละคนทำตามหน้าที่ของตนเอง ไม่เกิดความวุ่นวายขึ้น แม้จะมีความแตกต่างทางชนชั้น แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสงบสุข เพราะมีระบบอุปถัมภ์ผู้ที่อยู่ในชนชั้นต่ำกว่า จากแนวคิดเรื่องระบบอุปถัมภ์ทำให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ได้นำมาสู่การปกครองแบบไทยว่า การปกครองแบบไทยเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีสำหรับไทย และเหนือการปกครองแบบประชาธิปไตยตะวันตก หลักการปกครองแบบไทยที่สำคัญต้องการเน้นที่อำนาจเด็ดขาดของผู้นำ แต่ขณะเดียวกัน ผู้นำในรูปแบบนี้ก็มีศีลธรรมพระพุทธศาสนากำกับ ทำให้ประชาชนไม่ได้รับการกดขี่ การปกครองแบบนี้ให้สิทธิการเข้าร่วมการปกครองตามชั้นทางสังคม ผู้ที่อยู่ในระดับล่างไม่มีสิทธิเข้าร่วมการปกครองเนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีความรู้ หากให้ร่วมใช้อำนาจด้วยก็จะเกิดความวุ่นวายในสังคมขึ้นได้ อย่างไรก็ตามทั้งในส่วนของผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครองนั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ได้นำศีลธรรมในพุทธศาสนามากำกับ  ลักษณะของศีลธรรมในพุทธศาสนานั้นเป็นศีลธรรมแบบโลกียธรรม พร้อมทั้งได้เน้นว่าผู้นำแบบไทยเป็นผู้นำที่ดีเพราะมีพระพุทธศาสนากำกับ ในส่วนของประชาชนทั่วไป ยังเน้นความสำคัญของ "กรรม" เพื่อให้ประชาชนยอมรับสถานะของตัวเองและให้การสนับสนุนผู้นำแบบไทยซึ่งเป็นผู้ที่มี "กรรม" เก่าที่ดีกว่า ในอุดมคติของคึกฤทธิ์นั้น “คนไทย” ทุกคนไม่ได้มีสิทธิ์มีส่วนร่วมในการถือครองอำนาจปกครองประเทศ เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม แต่ควรจะมีผู้นำรวมถึงคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นคนเก่ง คนดี มีความเป็นไทยสูงกว่าคนทั่วไปมาคอยดูแลบ้านเมือง เพราะคนเหล่านี้รู้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่เหมาะสมดีงามกับเอกลักษณ์ของประเทศ ซึ่งในเรื่องนี้ คึกฤทธิ์ได้เสนอว่า แต่ไหนแต่ไรมาพระมหากษัตริย์ทรงเป็นต้นแบบอันดีงามของผู้นำ และเป็นตัวอย่างของความเป็นไทยโดยเฉพาะรัชกาลปัจจุบันที่ทรงมีบุญญาธิการเหนือล้ำกว่าพระองค์อื่นที่ผ่านมา ดังนั้นการเมืองการปกครองที่ดีคือการปกครองที่อยู่ภายใต้พระเนตรของพระมหากษัตริย์

แนวคิดเรื่อง “ความเป็นไทย” ที่กล่าวมานี้ ถูกใส่เข้าไปในวาทกรรมประชาธิปไตยเข้าไปอย่างเข้มข้นจนแทบจะกล่าวได้ว่าแนวคิดเรื่องนี้เป็นคล้ายแว่นตาที่คนในสังคมใช้ในการพิจารณาหรือรับรู้ความเป็นไปของสังคมการเมือง เห็นได้จากทัศนะของคนส่วนใหญ่ต่อปัญหาทางการเมืองว่าปัญหาสำคัญที่สุดของสังคมไทยคือ “แต่ละคนไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง”, “ไม่เคารพที่สูงที่ต่ำ”, “คนสมัยนี้ไม่รักวัฒนธรรมไทย”, “บ้านเมืองวุ่นวายเพราะคนไทยไม่รักสามัคคีกัน/ ขัดแย้งกัน/ ไม่รักพ่อ” ฯลฯ ซึ่งแท้จริงแล้วหากนำคำอธิบายเหล่านี้เทียบเคียงกับอุดมคติประชาธิปไตยสมบูรณ์ก็จะพบความขัดแย้งสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือในขณะที่ “ความเป็นไทย” เน้นเรื่องที่สูงที่ต่ำ, การปกครองภายใต้พระเนตรของพระมหากษัตริย์, ความสมานฉันท์สามัคคีเพื่อส่วนรวม, และวินัยหน้าที่ อุดมคติแบบประชาธิปไตยกลับเน้นเรื่อง ความเท่าเทียมตามหลักหนึ่งคนหนึ่งเสียง, รัฐบาลจากการเลือกตั้ง, ความขัดแย้งต่อสู้ทางอุดมการณ์/ ผลประโยชน์ส่วนตน, และสิทธิเสรีภาพของปัจเจก

อย่างไรก็ตามนับแต่ พ.ศ. 2501 เป็นต้นมา จากผลสำเร็จของกระบวนการการใส่วาทกรรมเรื่องข้อเสียของประชาธิปไตย และความจำเป็นของ “ความเป็นไทย”ประเทศไทยก็ได้เข้าสู่รูปแบบการปกครองที่มี “ความเป็นไทย” เป็นสาระแก่นกลางหลักของสังคมการเมือง และมี “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ที่เชื่องต่อชนชั้นนำผู้มีอำนาจบารมีนอกระบบ ซึ่งโดยทั่วไปเราจะรับรู้ถึงระบอบการเมืองรูปแบบดังกล่าวในชื่อว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

หนังสืออ้างอิง

Cr. ตะวัน มานะกุล. The Inception: ว่าด้วยการตัดต่อ “ประชาธิปไตย” ไทย. http://www.echoyouth.org/post/80/inception-democracy/