พ่อของข้าพเจ้ามีเพื่อนเป็นนักสะสมของเก่าอยู่หลายคนมีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนนักค้าของเก่าของพ่อคนหนึ่งที่ไม่ได้พบกันมานานหลายสิบปีได้มาเยี่ยมพ่อที่บ้าน

 หลังจากที่ได้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันพอสมควรแล้ว พ่อได้นำเอาของโบราณที่สะสมไว้ออกมาให้ชม พ่อเริ่มจากหินโบราณสีเหลืองอำพันก้อนหนึ่ง ยาวประมาณ ๔ นิ้วที่หาซื้อมาได้จากทิเบตเมื่อหลายปีก่อน เพื่อนพ่อถามว่า ราคาเท่าไหร่ ? เพื่อนของพ่อกล่าว ดูตรงนี้สิ ท่อนบนมีรอยร้าว ส่วนท่อนล่างเนื้อหินก็ไม่บริสุทธิ์ จะมีแต่เพียงช่วงกลางนิดเดียวเท่านั้นที่ดูจะสมบูรณ์ที่สุด อะไรกัน พ่อพูด ชิ้นนี้ผมซื้อมาราคาแพงมากนะ พ่อโก่งเสียงสูงลิ่วเหมือนราคาที่ได้จ่ายเงินไป เพื่อนพ่อพูดว่าฟังผมพูดให้จบก่อน ถ้าหากคุณยอมตัดส่วนบนและส่วนล่างทิ้งไป เหลือส่วนกลางไว้ราคาของมันจะสูงกว่านี้อีกหลายเท่าตัวนะ

 พลันสายตาของเขาก็กวาดไปเห็นโถลายครามใบหนึ่ง ซึ่งเป็นมรดกตกทอดประจำตระกูลของข้าพเจ้า เขาจึงหยิบมันขึ้นมาแล้วหันมาพูดกับพ่อว่า อย่างใบนี้ก็เช่นกัน ฝาของมันสมควรจะโยนทิ้งไปได้ตั้งนานแล้ว ยังไม่ทันที่พ่อจะมีโอกาสได้ถาม เขาก็พูดต่อไปอีกว่่า ถ้าไม่มีฝาจะขายก็ง่าย และราคาก็ยังดีกว่าเสียอีก ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ พ่อเริ่มงงเป็นไก่ตาแตก มีฝากลับสู้ราคาไม่มีฝาไม่ได้

 เหตุผลง่ายมาก เพราะที่ฝานั่นมีตำหนิ คุณลองคิดดูสิว่า หากคนซื้อมองเห็นรอยบิ่นบนฝา เขาจะยอมจ่ายเงินซื้อในราคาสูงอย่างนี้อีกหรือ ทันทีที่พูดจบ เขาก็เอาฝาวางลงบนโต๊ะ แต่หากเป็นเช่นนี้ เขาพูดพร้อมกับยื่นแต่ตัวโถมาตรงหน้าของพ่อ จะมีสักกี่คนเล่าที่รู้ว่ามันเคยมีฝา? เมื่อนั้นในสายตาของคนซื้อก็จะเห็นแต่ว่า มันช่างเป็นโถลายครามที่สวยงามไร้ที่ติ และเมื่อถึงตอนนั้น เกรงว่าจะชอบมันจนวางไม่ลงเสียอีก

 ด้วยเหตุผลเดียวกัน เขาพูดต่อพร้อมกับชี้ไปที่หินโบราณที่เหลืองอำพัน หินนั่นหากได้ตัดเอาส่วนที่ไม่ดีออกไป ทุกคนก็เห็นแต่ว่ามันเป็นหินโบราณล้ำค่าที่สมบูรณ์และหาได้ยากก้อนหนึ่ง จะมีใครอีกนอกจากคุณ เพื่อนของพ่อกล่าว นอกจากคุณที่รู้ว่าแต่เดิมมันก้อนใหญ่กว่านี้หลายเท่านัก

 ทำไมคนเราจึงมักที่จะมองเห็นแต่ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ แล้วกลับมองข้ามความดีงามส่วนใหญ่ไป?

 ทำไมจึงยินยอมที่จะถูกหลอก แต่กลับไม่ยอมรับกับข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อยที่มีอยู่?