"บัณฑิตแพทย์ต้องมีความไว (sensitivity) ต่อ ความทุกข์ ต่ออารมณ์ของคน" ให้ได้ และไม่เพียงแค่รับรู้เท่านั้น บัณฑิตแพทย์จะต้องฝึกฝนทัศนคติว่า "ความทุกข์ของคนเบื้องหน้า คือหน้าที่ของตนเอง"

Citizenship Development in Undergraduate

บทบาทและจิตสำนึกพลเมืองของว่าที่บัณฑิต

การศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้น เป็นการลงทุนระยะยาว ทั้งของผู้เรียนและของสถาบันการศึกษา หรือที่สุดแล้วก็คือของสังคมโดยรวม เนื่องจากรัฐมีหน้าที่ในการให้การสนับสนุนส่งเสริมทั้งด้านนโยบายและทรัพยากรทุกอย่างในการวางรากฐาน "ปัญญา" แก่สังคม สถาบันอุดมศึกษาเป็นหนึ่งมิติในหลายๆมิติของปัญญา ที่สุดแล้วจะต้องนำเอาปัญญาที่หลากหลายเหล่านี้มาบูรณาการกันให้เกิดเป็นสังคมสมุหปัญญา นำมาซึ่งชีวิตที่สงบสันติสุข มีภูมิคุ้มกันต่อความทุกข์ และใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา นำมาซึ่งบุคคลยุคใหม่ที่แข็งแรงขึ้น พัฒนาสูงขึ้น วิวิฒน์มากยิ่งขึ้น

บัณฑิตนั้น จะต้องถึงพร้อมซึ่ง

  1. ความรู้ ทักษะ และเจตนคติอันดีงามต่อศาสตร์ของตน
  2. มีการแสดงออกทางมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรมอันสง่างาม
  3. มีจิตสำนึกในหน้าที่ต่อตนเอง ครอบครัว และต่อสังคม

ทั้งสามประการนั้น ต้องผ่านการ "หล่อหลอม" ในเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ให้คุณค่าต่างๆค่อยๆ "ซึมลึก" ให้เข้าเนื้อเข้าตัว  เพราะเราไม่อยากจะให้คุณภาพเหล่านี้เป็นเพียงแค่ "เคลือบ" เปลือกน้อย แต่อยากจะให้เป็นคุณภาพของตัวตนที่แท้มากกว่า

ในทางทฤษฎีอาจจะมีคนแบ่ง citizenship เป็นสองแบบคือ liberal-individualistic กับแบบ Civic-republican ในที่นี้เนื่องจากเราจะพูดถึงข้อที่สาม คือจิตสำนึกในหน้าที่ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม จะขอใช้คำนี้ในบริบทแบบหลัง คือ Civic-republican

Citizenship status, under social contract theory, carries with it both rights and responsibilities. In this sense, citizenship was described as "a bundle of rights -- primarily, political participation in the life of the community, the right to vote, and the right to receive certain protection from the community, as well as obligations.
quoted from: Virginia Leary (2000). "Citizenship. Human rights, and Diversity". In Alan C. Cairns, John C. Courtney, Peter MacKinnon, Hans J. Michelmann, David E. Smith. Citizenship, Diversity, and Pluralism: Canadian and Comparative Perspectives. McGill-Queen's Press - MQUP. pp. 247–264.

ซึ่งพูดถึง สิทธิและหน้าที่ ของพลเมือง ไม่เพียงเฉพาะต่อตนเอง หากต่อสังคมด้วย จิตสำนึกด้านนี้มีความสำคัญมากที่จะต้องมีการพัฒนาไปเคียงคู่กับการพัฒนาตนเอง มีเส้นบางๆที่แบ่งระหว่างการหมกมุ่นในการทำ "ตนเอง" ให้มีความสุข กับการอยู่ในสังคมที่ตนเองมีหน้าที่ต่อสังคมนั้นๆ ทำสังคมนั้นๆให้เจริญ ให้สงบสันติ มีที่ยึดเหนี่ยวทั้งทางดำรงชีวิตตามอัตภาพและการยกระดับจิตใจให้สุขสงบได้

ทุกวันนี้ "ว่าที่บัณฑิต" (นักเรียน undergraduate หรือการศึกษาระดับก่อนจบปริญญาตรี) ถูกหลักสูตรการเรียนการสอน เน้นไปที่การพัฒนา "ตนเอง"​เป็นหลัก เพื่อให้ตนเองเก่งขึ้น ดีขึ้น และอยู่ได้ แต่ว่ากำลังทอดทิ้งมิติที่ "ตนเองเชื่อมโยงกับสังคม" ออกไป จนบางครั้งความฉลาดเฉลียวที่บ่มเพาะในการศึกษากลับสร้างโทษสมบัติในความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนอย่างมาก มองไม่เห็นหน้าที่ของตนเองต่อครอบครัวและต่อสังคม

วิชาชีพแพทย์ เป็นวิชาชีพเพื่อสุขภาวะของประชาชน แพทย์จะเข้าไปรับฟังปัญหาหรือความทุกข์ของคน และค้นหาคำวินิจฉัยและวิธีการบรรเทาทุกข์นั้นๆ การจะทำให้บัณฑิตมีคุณสมบัติพื้นฐานเหล่านี้ จำเป็นต้องมีกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องความสนใจ มองเห็นคุณค่าของการเห็นประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นอันดับหนึ่ง สามารถนำเอาการปฏิบัติเพื่อปรัชญาแนวคิดนี้ มาเป็นต้นทุนของความสุขของตนเองให้ได้ นั่นคือ "บัณฑิตแพทย์ต้องมีความไว (sensitivity) ต่อ ความทุกข์ ต่ออารมณ์ของคน" ให้ได้ และไม่เพียงแค่รับรู้เท่านั้น บัณฑิตแพทย์จะต้องฝึกฝนทัศนคติว่า "ความทุกข์ของคนเบื้องหน้า คือหน้าที่ของตนเอง"

การเรียนที่มีวัตถุประสงค์แบบนี้ จึงเรียนแค่ในห้องเรียน ห้องบรรยาย หรือห้องทดลองไม่ได้ วิชาแพทยศาสตร์ จึงใช้เวลามากในชั้น "คลินิก" (Clinic) ที่ว่าที่บัณฑิตเหล่านี้ต้องไปคลุกคลีกับคนไข้จริงๆ ลองมีปฏิสัมพันธ์จริงๆ รับรู้ความทุกข์จริงๆในภาษาจริงๆของคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์นั้นๆ สัมผัสกับความรู้สึก อารมณ์ ของจริงเหล่านี้จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงคุณค่าของวิชาชีพแพทย์ได้

Real World Events จึงมีพลังในการศึกษาอย่างมาก เพราะเหตุการณ์สำคัญในชีวิตจริงจะทำให้ศาสตร์ความรู้ต่างๆเกิดความชัดเจนมากขึ้นว่า เราจะเรียนไปทำไม เพื่ออะไร และมีผลกระทบต่อใครบ้าง ผลกระทบหลายเรื่องมีวงกว้างและหลายมิติมาก ไม่สามารถจะจำลองให้เกิดขึ้นในห้องเรียนธรรมดาๆได้ การมีโอกาสใช้ real world event เป็นอุปกรณ์หรือบริบทของประสบการณ์การเรียนรู้ จะเป็ยโอกาสทองสำหรับนักศึกษา รวมถึงของอาจารยผู้สอนเองด้วย

Read World Events in Education

ในการใช้ Real World Events นั้น ผู้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ จะต้องสำเนียกถึงปัจจัยหลายประการ ในด้านบวกได้แก่

  1. คนทุกคนพูดถึงเรื่องนี้ มีความเห็นที่หลากหลาย  perspective มุมมอง ทำให้เข้าใจถึงความซับซ้อน เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆมากขึ้น
  2. มีหลาย platform ในการแลกเปลี่ยนความคิดที่ไม่เหมือนกัน เป็นทักษะที่สำคัญในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร สื่อมากมายหลายชนิด social media, newspaper, TV, internet
  3. เห็น dynamic ของเหตุการณ์ ไม่ได้เห็นเฉพาะ cross-sectional หรือภาพตัดขวาง แต่เห็นผลกระทบแบบต่อเนื่อง
  4. เห็นปฏิสัมพันธ์ของวิชาชีพ สถานะต่างๆของประชาชน รวมทั้งของตนเอง
  5. ทุกๆความเห็นและการกระทำ เกิด repercussion กลับมาหาคนแสดง ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วและเป็นจริง
  6. เกิดความรู้ต่อยอดมากมาย

ในขณะเดียวกันก็มีปัจจัยด้านลบ หรือข้อจำกัด ได้แก่

  1. ควบคุม learning objectives ลำบาก เพราะมิติอันซับซ้อนของความเป็นจริง
  2. มีสื่อที่ bias จำนวนมาก ผู้เรียนจะต้องมีภูมิคุ้มกันในการเข้าหาสื่อเหล่านี้ไปก่อน
  3. เกิดผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกได้มาก เพราะความเป็นเสมือนจริง (หรือความจริง) ที่ปรากฏขึ้นนั้นไม่ได้เป็นแบบจำลอง
  4. ได้รับรู้ถึงข้อจำกัดว่า ไม่ได้มีทางแก้ที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง
  5. การสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้เรียนทุกคนที่มีเบื้องหลังอันหลากหลายไม่ใช่เรื่องง่าย หรือยากมาก หรือในบางกรณี เกิดความเสี่ยงขึ้น
  6. ความเสมือนจริงสามารถดึงดูดให้ "จม" ลงไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนเกิดความทุกข์ที่ยากแก่การแก้ไขหากทิ้งไว้นานๆ ดังนั้น กระบวนการ cool-down หรือดึงกลับเข้ามาสู่พื้นที่ปลอดภัยจะมีความสำคัญมาก

การเลือก real world events มาใช้ในการศึกษาเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับคนจัดการเรียนการสอน แต่ถ้าทำได้ดี วัตถุประสงค์ในการสร้างบัณฑิตที่เป็นพลเมืองดี ก็จะเป็นรางวัลตอบแทนอันคุ้มค่าในการเป็นสถาบันอุดมศึกษา