ทางที่ดินมีหนังสือนัดรังวัดที่ในวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ผมจึงต้องเดินทางกลับบ้าน อันที่จริงมีงานต้องทำค้างอยู่ แต่ก็ต้องกลับ เพราะแม่ต้องการให้ไปดำเนินการให้แล้วเสร็จ ทางเจ้าหน้าที่มาตรงเวลาคือ ๑๐.๐๐ น. ตามนัด ทำเอาผมแปลกใจทีเดียว มีปัญหากับต่อแดนนิดหน่อย อันที่จริงนั้นไม่ใช่ใครคือหลานของพ่อ หรือลูกของพี่สาวและพี่ชายซึ่งมีย่าคนเดียวกันกับผมนั่นเอง แต่ก็จบลงด้วยดี ปัญหาคือ พ่อ แม่ และย่าเป็นคนชี้เองว่า ที่ตรงไหนจะแบ่งให้ใคร ซึ่งไม่ได้ตรงกับโฉนดที่มีอยู่ในปัจจุบัน สุดท้าย จึงยึดตามโฉนด พ่อบอกว่า "ตายไปไม่ได้เห็นใครเอาไปได้สักคน ตอนมีชีวิตไม่รู้จะแย่งชิงอะไรนักหนา" (เรื่องนี้ผมอาจแย้งพ่อในใจ แต่ไม่ขอปริปากพูด เพราะเป็นสมบัติที่พ่อได้มา) ข้อความนั้นเป็นข้อความของคนเรียนจบป.๔ หลังจากวัดเสร็จ เราจึงเลี้ยงอาหารเจ้าหน้าที่ และก่อนกลับ พี่สาวคนโตบอกว่า เราควรให้ค่าน้ำชากาแฟแก่เจ้าหน้าที่รัฐบ้างเพื่อเป็นสินน้ำใจ ผมไม่ขัดและไม่ได้แย้งเรื่องนี้ เพียงแต่มีบางเรื่องอยู่ในใจเท่านั้น ผมและพี่สาวเดินไปส่งเจ้าหน้าที่รังวัด พร้อมกับยื่นเงินให้จำนวน ๑,๔๐๐ บาท และผมก็เอ่ยขึ้นว่า เป็นค่าเหนื่อยในวันนี้ ไม่ใช่เงินเดือน เจ้าหน้าที่รังวัดเหมือนจะไม่รับ แต่ก็รังไป ผมและพี่สาวกล่าวขอบคุณที่มาทำธุระให้ อย่างไรก็ตาม มีเอกสารอีกอันหนึ่งที่ต้องมีลายมือชื่อของนายก/ปลัดเทศบาล ทางเจ้าหน้าที่รังวัดบอกว่า หากให้เขาไปดำเนินการนั้นคงต้องรอเป็นเดือน ผมจึงยินดีรับเอกสารนั้นและบอกว่าจะเอาไปให้ปลัดฯลงลายมือชื่อเอง ไม่ทราบพี่อยู่ที่ที่ดินถึงเวลาเท่าไร เจ้าหน้าที่รังวัดแจ้งให้ทราบว่า วันนี้มีรายเดียวคือที่นี้ เดี๋ยวจะกลับไปที่ดิน และอยู่ประมาณ ๑๕.๓๐ น. ผมจึงบอกว่า เดี๋ยวผมจะนำเอกสารนี้ไปให้ที่ที่ดินเอง เจ้าหน้าที่รังวัดขับรถวีโก้สองตอนออกไป ผมกับหลานตัวอ้วยฉุก็เลยต้องรีบบิดจักรยานยนต์ไปเทศบาลตำบลบางหมาก และรีบนำหนังสือไปที่ดินซึ่งอยู่เลยสี่แยกปฐมพรไป แต่เจ้าหน้าที่รังวัดไม่มา จึงฝากให้เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งไว้ ผมรู้สึกได้ว่า คนที่รับฝากนั้นมีน้ำเสียงบางอย่างที่กำลังพูดกับชาวบ้านตาดำๆ มานึกอีกที นึกว่า ความสัมพันธ์แบบนี้ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านมันจะหมดไปแล้ว แต่ก็ยังเหลืออยู่บ้างนิดหน่อย
จบเรื่องการไปทำธุระที่บ้าน
มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากบันทึกไว้ กับที่ดินของลุง (พี่ของพ่อ) ที่ย่ามอบไว้ให้ ลุงนั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว ป้าของผมก็เลยรับไว้ แต่ไม่ยอมโอนให้ลูกจนสิ้นลม หลังจากผ่านงานศพไปไม่นาน จึงมีการแบ่งที่ดินกันให้พี่น้องทั้งหมด ๕ คน หญิง ๓ ชาย ๒ (หลานของพ่อทั้ง ๕ คน) ปัญหาคือ การเดินเรื่องแบ่งทรัพย์สินนั้น เดินเรื่องโดยลูกชายคนที่ ๓ ทุกคนได้รับมรดกที่ดินนี้ ยกเว้น ลูกชายคนที่ ๒ ไม่ได้รับรู้เรื่องนี้เลย รู้ก็เมื่อน้องสาวสุดท้องเอาเอกสารมาให้เซ็นต์ยินยอม ในวันมาให้เซ็นต์ยินยอมนั้น ลูกชายคนที่ ๓ ไม่กล้านำมาให้ จึงให้น้องสาวสุดท้องนำมาให้เซ็นต์ ลูกชายคนที่ ๒ นั้น เป็นคนที่ไม่ค่อยพูด หรือเป็นคนที่ได้ทุกอย่างสำหรับน้องๆ ครอบครัวของพ่อแม่ผม จะชื่นชมลูกชายคนที่ ๒ นี้มาก เพราะเป็นคนขยันทำงาน สร้างเนื้อสร้างตัว ดีกับทุกคน ไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่สิ่งที่ผมคิดคือ ทำไม? ผมได้ทราบเรื่องนี้จากคำของภรรยาของลูกชายคนที่สองนี้เอง (ปกติผมไม่เคยไปนั่งที่บ้านเขา เพียงแต่ชื่นชมในใจเสมอๆ)
อย่างไรก็ตาม ต้องชื่นชมว่า ครอบครัวนี้เป็นแบบอย่างที่ดี (ครอบครัวลูกชายคนที่สองของลุง) ครอบครัวนี้มีลูก ๒ คน คนโตเรียนจบเทคนิคการแพทย์ (ซึ่งละแวกบ้าน ไม่มีใครเคยจบแบบนี้มาก่อน) ม.๖ จากโรงเรียนศรียาภัย ตอนนี้จะไปเรียนแพทย์อะไรสักอย่าง ผมไม่ได้ถามรายละเอียดมากนัก ใช้เวลาประมาณ ๕ ปี ส่วนคนเล็กเรียนจบสิ่งแวดล้อม ของ ม.วลัยลักษณ์ กำลังจะเรียนจบปริญญาโทอีกเร็วๆนี้ คนนี้ผมเสียดายในใจเมื่อได้ฟังแม่ของเขาเล่าว่า เธอจบ ม.๖ โรงเรียนสอาดฯ ได้โควต้าเภสัชฯที่จุฬาฯ แต่พ่อและแม่ไม่มีทุน จึงคงส่งได้เฉพาะที่พอจะส่งได้ แต่ตอนนี้นั้น ลูกจะเรียนอะไรเพิ่มหรืออย่างไรนั้น ได้เสมอ เพราะมีทุนแล้ว สิ่งที่ผมบอกว่า เป็นแบบอย่างที่ดีคือ (๑) ไม่เคยทราบมาว่าพ่อแม่ครอบครัวนี้ทะเลาะกัน (๒) ไม่เคยทราบมาว่าลูกๆเกเร (๓) ลูกๆเป็นคนขยันเรียน และไม่เคยทราบว่าสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้พ่อแม่ (๔) พ่อแม่สร้างเนื้อสร้างตัวมาจากอาชีพสุจริต (รับเหมาโครงเหล็ก-ต่อเติม-สร้าง) จากจักรยานเสือภูเขาเป็นบ้านและทรัพย์สินอื่นๆ (๕) ไม่เคยเห็นลูกๆอยู่ในวงพนันใดๆก็ตาม ฯลฯ
ผมถามแม่ของเด็กว่า ทำไมไม่ให้เรียนเภสัชฯ สิ่งที่ได้รับฟังคือ ขาดทุนทรัพย์ และทำให้ผมคิดว่า นี้คือโอกาสที่หายไปของเด็กบางคน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมไม่ได้ทำ (น่าเสียดายเพราะกำลังวุ่นๆกับการรังวัดอยู่) คือ การยุให้แม่ส่งให้ลูกสาวเรียนต่อ ป.เอก ไม่ใช่เพราะคิดว่าการจบ ป.เอกคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วในชีวิตนี้ แต่เพราะคิดว่า "เด็กคนนี้ควรจะต้องเป็นแบบของชุมชน" ที่ผ่านมามีหลานชายของผม ๒ คนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาบ้า คนหนึ่งเสียชีวิตแล้ว ด้วยการผูกคอตายในบ้านตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๒๐ ด้วยเหตุที่ต้องเป็นสายให้ตำรวจเพื่อไปจับเพื่อนของตน ขณะที่เพื่อนของตนก็เกลียดตัวเองเพราะสงสัยว่าเป็นสายให้ตำรวจ หลานอีกคนหนึ่ง ผมก็คงเตือนได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่รู้เหมือนกันจะมีอนาคตหรือไม่ ชาวบ้านจำนวนหนึ่งหากมีเวลาว่างปุ๊ป จะไปนั่งเล่นไพ่ ผมเห็นสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้ก็ยังเห็นอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้คิดว่าไพ่เป็นสิ่งชั่วร้าย เพราะไพ่ทำให้สมองเราได้คิด แต่ถ้าเข้าไปยุ่งมันมาก จะกลายเป็นความชั่วร้ายต่อชีวิตเราและลูกหลานได้ เพราะการพนันนี่เอง บางคนถึงต้องขายทรัพย์สมบัติกัน
แบบอย่างที่ดีของชุมชน ต้องเกิดขึ้นเพื่อต่อสู้กับแบบอย่างที่ดูแล้วไม่น่าจะสร้างความเจริญงอกงามให้แก่ชีวิตและชุมชน เด็กสองคนและครอบครัวที่ผมกำลังกล่าวถึงนี้ เป็นแบบอย่างที่ดีที่ผมควรถือเป็นแบบได้
นอกจากเรื่องที่กล่าวถึงนี้ มีอีกเรื่องหนึ่งคือ การเมืองท้องถิ่น เมื่อหลายปีก่อน ๕๐๐ บาทต่อหัว แต่ตอนนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ทุกวันนี้เป็น ๒,๐๐๐ บาท/หนึ่งคะแนนเสียง คงหยุดกันไม่อยู่แล้ว เพราะมันจะกลายเป็น ถ้า นาย ก. ไม่ให้เงิน แม้นาย ก.จะดีหรือร้ายอย่างไร เราก็จะไม่เลือกนาย ก. เพราะท้ายที่สุดเมื่อนาย ก. ได้เป็นนักการเมืองท้องถิ่นแล้ว นาย ก. ก็ไม่ได้สนใจเราอยู่ดี นอกจากนั้น สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือ เป็นนักการเมืองท้องถิ่นเพื่ออะไร เพื่อพัฒนาท้องถิ่นหรือเพื่อเดินหมากอะไรอีก ดูเหมือนเส้นทางนี้ของบางคนที่ไต่ขึ้นระดับประเทศมีเลือดเข้ามาปะปน
หมายเหตุ : สองพันที่กล่าวถึงนี้ ไม่ใช่กรณีการเดินทางไปราชดำเนิน เพราะผมสอบถามมาแล้วว่า การเดินทางไปราชดำเนินนั้น เขาให้เงินหรือไม่ คำตอบคือ ไม่มีเรืองเงินมาเกี่ยว ทุกคนไปเพราะหมั่นไส้ ชิงชัง รับไม่ได้ ฯลฯ ไปชุมพรสองวัน เดินทางไปบ้านไหนก็จะได้ยินแต่เสียงการเมืองของประเทศที่มาทางกล่องรับสัญญาณดาวเทียม