พุทธกิจด้านการเมือง

 

ศาสนากับการเมืองและสังคมมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด “การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นในทางการเมืองและสังคมย่อมมีผลกระทบต่อศาสนา   และในทำนองเดียวกันการเปลี่ยนแปลงในศาสนาก็จะมีผลกระทบต่อการเมืองและสังคมเช่นเดียวกัน”[๑]ไม่มีศาสนาใดในโลกที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อสังคมและการเมือง ศาสนาจึงไม่อาจปลีกตัวเองออกจากการเมืองได้  พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกขุ) ได้กล่าวไว้ว่า “ธรรมะกับการเมืองเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้  แยกกันเมื่อไรการเมืองก็กลายเป็นเรื่องทำลายโลกขึ้นมาทันที” [๒]

พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในท่ามกลางของการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้าน  รวมถึงด้านการเมืองก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในสมัยพุทธกาล   สภาพทางการเมืองในสมัยพุทธกาลนั้น  แคว้นต่าง ๆ กำลังขยายดินแดนสู้รบกันเพื่อที่จะให้ประเทศของตนเป็นประเทศที่มีอาณาเขตที่กว้างใหญ่และเป็นมหาอำนาจเหนือรัฐอื่น ๆ แคว้นไหนมีอำนาจมากก็จะรวบเอาแคว้นอื่น ๆ ที่มีกำลังน้อยกว่าเข้ามาอยู่ในอาณาเขตของตน  โดยเฉพาะแคว้นที่มีการปกครองต่างระบบกัน คือ ระบบสามัคคีธรรม กับ ระบบราชาธิปไตย  ซึ่งมักจะต่อสู้แย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่กันเสมอๆ

ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าก็ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง  แต่พระองค์ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะที่เป็นครู  เข้าไปในฐานะช่วยขจัดทุกข์  พระองค์ทรงเป็นกลางทางการเมืองหรืออยู่เหนือการเมือง   เพราะฉะนั้นพระองค์จึงสามารถประกาศพระศาสนาไปได้ทุกประเทศ ทุกแว่นแคว้น  ไม่เลือกว่าแคว้นนั้น ๆ จะมีการปกครองในรูปแบบใด  พระพุทธศาสนามีความเกี่ยวข้องกับการเมืองในแง่ของหลักคำสอน   ในแง่ของการเสนอหลักการ หรือ รูปแบบการปกครองที่จะอำนวยประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนในรัฐนั้นๆ โดยการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนธรรมะให้เหมาะสมกับรูปแบบการปกครองของรัฐ  โดยไม่ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารหรือการปกครองภายในของรัฐแต่อย่างใด

การที่พระพุทธเจ้าทรงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองในฐานะผู้ชี้แนวทาง  ทำให้บทบาทของพระองค์เหมือนกับเป็นที่ปรึกษาเรื่องธรรมะของแผ่นดินหรือของผู้ปกครอง  พระองค์มิได้เข้าไปจัดการเงื่อนไขทางสังคม  พระองค์อยู่ในฐานะผู้ชี้ทางเท่านั้น   มิได้ทรงกำหนดผลว่าจะสำเร็จเพียงใด  เพียงแต่พระองค์เสนอรูปแบบที่ทรงเห็นว่าจะทำให้ประชาชนในรัฐสามารถมีความสุขได้  ส่วนการปฏิบัตินั้นมิใช่ภาระหน้าที่ของพระองค์  ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า  “ตุมฺเหหิ  กิจฺจํ  อาตปฺปํ  อกฺขาตาโร  ตถาคตา  ความเพียรเป็นกิจที่ท่านทั้งหลายจะต้องทำ (เอง) ตถาคตทั้งหลายเป็นเพียงผู้ชี้ทาง (เท่านั้น)”[๓]  

 

พระพุทธองค์ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสองระบบ    แต่การเข้าไปเกี่ยวข้องของพระองค์นั้นอย่างที่กล่าวแล้วในตอนต้นว่า  พระองค์ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะเป็นครู  ทรงเข้าไปในฐานะผู้ดับทุกข์หรือเป็นผู้แก้ปัญหา    ฐานะของพระองค์นั้นทรงอยู่เหนือการเมือง   ดังนั้น จึงทำให้พระองค์ทรงได้รับการยอมรับและเคารพนับถือจากประชาชนและเจ้าผู้ครองนครรัฐต่างๆ    อย่างสูงยิ่งจนตลอดพระชนชีพ  พุทธกิจด้านการเมืองของพระพุทธองค์นั้น  พระองค์มิได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการภายในของรัฐแต่อย่างใด  แต่ทรงเข้าไปช่วยแก้ปัญหาและเสนอแนะหลักในการปกครองที่จะช่วยทำให้รัฐมีความมั่นคงและสามารถปกครองให้ประชาชนมีความสงบสุข  อาจกล่าวได้ว่า  พระองค์ทรงเข้าไปเสนอแนะหลักรัฐศาสตร์หรือหลักการบริหารการปกครองรัฐตามแนวพุทธ   รัฐต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นมีหลายรัฐ  แต่รัฐที่มีความใกล้ชิดมากกว่ารัฐอื่น ๆ มีด้วยกัน ๓  รัฐ คือ

๑) รัฐมคธ  มีกษัตริย์ปกครองคือ พระเจ้าพิมพิสาร  พระองค์ทรงมีความคุ้นเคยกับพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ก่อนที่จะตรัสรู้    และเคยเสนอที่จะแบ่งพระราชสมบัติครึ่งหนึ่งแก่พระพุทธองค์ในตอนที่เสด็จออกผนวชใหม่ ๆ  แต่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ  เพราะเป้าหมายของพระพุทธองค์นั้นอยู่ที่การแสวงหาโมกขธรรม  มิได้มีพระประสงค์จะมีอำนาจทางการเมือง  พระเจ้าพิมพิสารทรงมีความเลื่อมใสและทูลขอพรไว้ว่า ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้วก็ขอให้เสด็จมาโปรด พระพุทธองค์ก็ทรงรับปฏิญญา และหลังจากตรัสรู้ธรรมแล้วก็ได้เสด็จมาโปรดจนทำให้พระเจ้าพิมพิสารได้มีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน พร้อมด้วยข้าราชบริพารและประชาชนอีกจำนวนมาก และได้ถวายวัดเวฬุวันให้เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา   ทรงให้การอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดียิ่ง   ทรงรักษาอุโบสถศีลและบริหารราชการแผ่นดินควบคู่กันไปด้วย    พระมหาจรรยา  สุทธิญาโณ  ได้ให้ความเห็นไว้ว่า

พระเจ้าพิมพิสารทรงใช้นโยบายพัฒนาข้าราชการโดยพระองค์เอง    ประทานความรู้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์  แล้วนำข้าราชการเหล่านี้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรมเป็นประจำ  ข้าราชการที่ถูกพัฒนาในลักษณะดังกล่าว  จะเพียบพร้อมไปด้วยความรู้และคุณธรรม๒๓

เนื่องจากแคว้นมคธปกครองด้วยระบบราชาธิปไตย  เมื่อกษัตริย์เป็นผู้มีคุณธรรมแล้ว ข้าราชการก็เป็นผู้มีคุณธรรมตามไปด้วย ประชาชนก็ย่อมมีความเป็นอยู่ที่สงบสุข  เพราะผู้ปกครองเป็นผู้ที่มีคุณธรรมบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนอย่างแท้จริง หลังจากพระเจ้าพิมพิสารถูกพระราชโอรสคือพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์ เพราะได้รับการยุยงจากพระเทวทัตทำให้เกิดความหลงผิด แต่ภายหลังก็รู้สึกพระองค์และหันมาทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก  ปรากฎว่าพระพุทธองค์ก็ทรงมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอชาตศัตรูในฐานะเป็นผู้ชี้แนวทาง  และทรงได้รับความเคารพนับถือจากพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นอย่างยิ่ง เมื่อทรงมีความทุกข์หรือประสบกับปัญหาที่ตัดสินพระทัยไม่ได้  ก็จะมาเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยพระองค์เองบ้าง ส่งคนมาเฝ้าเพื่อทูลถามปัญหาบ้าง เช่น ในคราวที่ทรงต้องการจะยกกองทัพไปรบกับแคว้นวัชชี๒๔  แต่ยังตัดสินพระทัยไม่ได้ว่าจะยกไปดีหรือไม่ เพราะขณะนั้นแคว้นวัชชีกำลังเข้มแข็ง ก็ทรงส่งวัสสการพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  เพื่อที่จะหยั่งดูว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสว่าอย่างไรบ้าง  พระพุทธองค์มิได้ทรงตรัสบอกว่าอย่างไรเพียงแต่หันไปตรัสกับพระอานนท์ว่า หากเจ้าลิจฉวีทั้งหลายยังคงปฏิบัติตามหลักอปริหานิยธรรมที่พระองค์เคยแสดงไว้อย่างมั่นคง ตราบใด   เจ้าลิจฉวีทั้งหลายก็จะมีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว   ไม่มีทางเสื่อมเลย   คล้าย ๆ กับเป็น

การตรัสเตือนห้ามทัพมิให้ไปรบกัน เพราะถ้าขืนรบไปก็จะมีแต่การเสียทั้งสองฝ่าย  ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูก็ไม่กล้ายกกองทัพไปจริง ๆ แต่ท้ายที่สุดแคว้นวัชชีก็ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของแคว้นมคธเพราะไม่ปฏิบัติตามหลักที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ คือเกิดแตกสามัคคีกัน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพุทธกิจด้านการเมืองของพระพุทธองค์ในแคว้นมคธนั้น  เป็นไปในลักษณะของการให้คำแนะนำปรึกษา  ให้หลักหรือแนวทางในการปกครองและการบริหารประเทศ  รวมทั้งเป็นศาสดาผู้สอนธรรมแก่เจ้าผู้ครองนคร และประชาชนในรัฐอีกด้วย

๒) รัฐโกศล  มีกษัตริย์ปกครองคือ พระเจ้าปเสนทิโกศล  พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงมีความเคารพในพระพุทธองค์มาก  ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าเป็นชาวศากยะ  ซึ่งในขณะนั้นตกอยู่ใต้อำนาจของรัฐโกศล  ดังมีหลักฐานในอัคคัญญสูตรที่พอจะยืนยันได้ คือ

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ  ก็พวกศากยตระกูลยังต้องเป็นผู้โดยเสด็จพระเจ้าปเสนทิโกศลอยู่ทุกๆ ขณะ และพวกเจ้าศากยะยังต้องทำการนอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมอันใดอยู่ในพระเจ้าปเสนทิโกศล    แต่ถึงกระนั้นกิริยาที่นอบน้อม ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมอันนั้น     พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงกระทำอยู่ในตถาคต    ด้วยทรงถือว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีชาติตระกูลสูง  เรามีชาติต่ำกว่า พระสมณโคดมเป็นพระผู้มีกำลังเรามีกำลังน้อยกว่า   พระสมณโคดมเป็นผู้ที่มีคุณน่าเลื่อมใส  เรามีคุณน่าเลื่อมใสน้อยกว่า  พระสมณโคดมเป็นผู้สูงศักดิ์เราเป็นผู้ต่ำศักดิ์กว่าดังนี้     แต่ที่แท้พระเจ้าปเสนทิโกศลที่ทรงสักการะ นอบน้อม ต้อนรับ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม ในตถาคตด้วยอาการอย่างนั้น  ก็เพราะทรงสักการะ นับถือ นอบน้อมพระธรรมนั่นเอง๒๕     

จากข้อความในพระสูตรนี้แสดงให้เห็นถึงว่ารัฐโกศลมีอำนาจเหนือรัฐศากยะ  แต่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงมีความเคารพในพระพุทธเจ้ามาก  หากว่าพระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ที่พระเชตวันในรัฐโกศลแล้ว  พระเจ้าปเสนทิโกศลจะเสด็จมาเฝ้าเกือบทุกวัน  และในการมาเฝ้าแต่ละครั้งพระองค์จะมีพระราชปุจฉาทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้า  ทั้งในเรื่องส่วนพระองค์และเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารบ้านเมือง เช่นในคราวที่พระองค์ทรงเสวยพระกระยาหารแล้ว  อาหารไม่ย่อยทำให้พระองค์รู้สึกอึดอัดพระวรกาย  ก็เสด็จมาเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอคำแนะนำ  พระพุทธองค์ก็ทรงแนะนำให้พระองค์เสวยพระกระยาหารให้น้อยลง  ซึ่งก็ทำให้พระองค์รู้สึกสบายขึ้นเมื่อทรงปฏิบัติตามคำแนะนำของพระพุทธองค์๒๖   หรือในคราวที่ทรงปราชัยต่อพระเจ้าอชาตศัตรูในการรบกันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือดินแดนกาสิกคาม  จนทำให้เสวยไม่ได้บรรทมไม่หลับ พระพุทธองค์ทรงมีพระดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ในท่ามกลางสงฆ์ว่า “บุคคลชนะอยู่ ย่อมประสบซึ่งเวร บุคคลอันบุคคลอื่นให้แพ้แล้วย่อมนอนลำบาก   บุคคลผู้เข้าไปสงบแล้ว ละแล้ว ซึ่งความแพ้และความชนะ  ย่อมนอนสบาย” ๒๗

พระเจ้าปเสนทิโกศลคงจะได้รับทราบพระพุทธดำรัสนี้จากพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง   หรือจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะปรากฎว่าหลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงสมานไมตรีกับพระเจ้าอชาตศัตรู  ยุติการสู้รบกัน  โดยพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยกพระธิดาชื่อว่า  วชิรากุมารี  ให้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าอชาตศัตรู  ซึ่งก็ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกปลอดโปร่งและสบายพระทัยที่ไม่ต้องทำศึกสงครามอีกต่อไป     และปรากฎว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้นโดยปกติแล้วมักจะปกครองหรือบริหารงานของรัฐตามพุทธธรรมที่พระองค์ได้สดับมาจากพระศาสดา    ทรงปกครองข้าราชบริพารด้วยความยุติธรรม เที่ยงตรง  ไม่มีอคติ  ทรงยกย่องคนดีและลงโทษผู้ที่กระทำทุจริตคิดมิชอบ   ประชาชนภายในรัฐของพระองค์จึงมีเสรีภาพ  ประกอบอาชีพอย่างสงบสุข๒๘  ดังนั้นจึงทำให้ประชาชนในรัฐโกศลเป็นคนที่มีความขยันขันแข็งและมีความไฝ่ธรรมเป็นอย่างยิ่ง

๓) รัฐวัชชี  รัฐนี้ปกครองด้วยระบบสามัคคีธรรม  ในการปกครองแบบสามัคคีธรรมนั้นกษัตริย์หรือผู้ปกครองมิได้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงผู้เดียว   แต่ใช้วิธีที่ว่ามีชนชั้นปกครองจำนวนหนึ่ง  ซึ่งมากทีเดียวอาจถึง  ๗,๗๐๗ องค์  หมุนเวียนกันขึ้นมาปกครอง๒๙  เหตุที่ปกครองด้วยระบบนี้อาจจะมีสาเหตุเนื่องจากว่า  มีราชวงศ์ที่มีอำนาจอยู่มากมายหลายราชวงศ์  การที่จะสถาปนาราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่งขึ้นเป็นกษัตริย์นั้นไม่สามารถที่จะทำได้   เพราะจะทำให้ราชวงศ์อื่น ๆ ไม่พอพระทัยและจะทำการแย่งชิงอำนาจกัน  ราชวงศ์ที่เป็นกษัตริย์ก็จะมัวแต่ปกป้องอำนาจอยู่จนไม่มีเวลาไปบริหารราชการแผ่นดิน  ดังนั้นการปกครองแบบสามัคคีธรรมที่เปิดโอกาสให้กษัตริย์ทุกราชวงศ์เข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศร่วมกัน  ก็จะก่อให้เกิดความสมดุลทางอำนาจขึ้น

พระพุทธเจ้าเสด็จมายังแคว้นวัชชีครั้งแรก    โดยการที่สภาแห่งรัฐวัชชีได้มีมติให้กษัตริย์อาวุโสของวัชชีชื่อว่า มหาลิ  เป็นผู้มาอาราธนานิมนต์ในขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่รัฐมคธ  เมื่อพระองค์เสด็จมาแล้วก็ได้ทรงแสดงธรรมชื่อ  รัตนสูตร   ซึ่งเป็นสูตรที่กล่าวถึงคุณค่าของพระรัตนตรัย  อันเป็นพื้นฐานของผู้นับถือพระพุทธศาสนา  และทรงแสดงหลักรัฐศาสตร์หรือหลักในการปกครองตามแนวพุทธสำหรับการปกครองแบบสามัคคีธรรม  ซึ่งเรียกว่า “หลักอปริหานิยธรรม”  ซึ่งจากการที่ทรงแสดงหลักธรรมสำหรับการปกครองให้เจ้าลิจฉวีนำไปปฏิบัตินี้   ปรากฎว่าในช่วงแรกเจ้าลิจฉวีได้นำไปปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด   ทำให้รัฐวัชชีมีความเข้มแข็ง มีความเจริญรุ่งเรืองในด้านต่าง ๆ อย่างมากมาย  

ทุกครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จมายังแคว้นวัชชี  กษัตริย์ลิจฉวีทั้งหมดจะนิมนต์พระองค์ให้ทรงแสดงธรรมในรัฐสภาวัชชี  เมื่อกษัตริย์อาวุโสสิ้นสุดการฟังธรรมแล้ว  ยุวกษัตริย์ที่อยู่ในวัยศึกษาศิลปวิทยา  ก็จะมาเฝ้าเพื่อฟังธรรมต่อไป  “ด้วยการอบรมอย่างใกล้ชิดทั้งในด้านรัฐกิจและด้านคุณธรรมมาตั้งแต่เยาว์วัย   กษัตริย์ลิจฉวีจึงเพียบพร้อมด้วยคุณภาพและคุณธรรม  บริหารรัฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ”๓๐   แต่ในตอนหลังถูกพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งรัฐมคธ  ส่งวัสสการพราหมณ์เข้ามายุแหย่จนเกิดแตกสามัคคีกัน    ทำให้รัฐวัชชีถึงกับล่มสลายไปในที่สุด

พุทธกิจด้านการเมืองของพระพุทธองค์  นอกจากการที่ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ครองนครรัฐต่าง ๆ โดยการแนะนำสั่งสอนและเสนอแนะหลักการในการปกครองประเทศแล้ว  ยังปรากฏว่าพระองค์ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยอีกด้วย  คือ  ในคราวที่เสด็จไประงับความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์แห่งเมืองศากยะ และ เมืองโกลิยะ ซึ่งกำลังจะทำสงครามกัน  แต่เมื่อพระองค์เสด็จไปถึงความคิดที่จะทำสงครามก็เป็นอันยุติ   อันที่จริงแล้วเมืองทั้งสองนั้นต่างก็เป็นพระญาติของพระพุทธองค์ทั้งสองฝ่าย   และทั้งสองเมืองต่างก็มีความสัมพันธ์อันดีสืบเนื่องกันมาตั้งแต่อดีต   สาเหตุของการขัดแย้งนั้นเริ่มต้นจากการแย่งน้ำกันระหว่างประชาชน   โดยที่ชาวเมืองทั้งสองต่างก็ตั้งถิ่นฐานอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำโรหิณี  และได้อาศัยน้ำในแม่น้ำทำการเกษตร  ราชวงศ์และประชาชนทั้งสองเมืองต่างก็มีความสามัคคีกลมเกลียวกันดี   แต่ต่อมาน้ำในแม่น้ำเกิดมีไม่เพียงพอสำหรับทำเพาะปลูกทั้งสองเมือง   ชาวเมืองโกลิยะคนหนึ่งก็เสนอว่าให้ปล่อยน้ำทั้งหมดเข้าในเมืองโกลิยะ    ตามคัมภีร์มิได้บอกไว้ว่าชาวโกลิยะเสนอที่จะแบ่งผลผลิตจากการทำไร่นาให้แก่ชาวศากยะเพื่อเป็นการตอบแทนหรือไม่  แต่ตามรูปการณ์น่าจะเป็นอย่างนั้น   ฝ่ายชาวเมืองศากยะก็ไม่ยินยอม  ต่างฝ่ายต่างก็ตกลงกันไม่ได้ การเจรจาถึงขั้นหมดทางประนีประนอม   มีการปะทุอารมณ์จนถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน  ข้อความในพระไตรปิฏกมีว่า  “ครั้นพูดกันมากๆ ขึ้นอย่างนี้   กรรมกรคนหนึ่งก็ลุกขึ้นตีเอาคนหนึ่งเข้า แม้คนที่ถูกตีนั้นก็ตีคนอื่น ๆ ต่อไป ต่างฝ่ายต่างตีกันอย่างนี้  ก็เกิดการทะเลาะ  กระทบชาติแห่งราชตระกูล”๓๑

เมื่อมีการด่าทอกระทบถึงราชตระกูลของกันและกัน  การทะเลาะกันของชาวเมืองก็ได้ลุกลามมาถึงข้าราชการและถึงราชวงศ์ของทั้งสองฝ่าย  ซึ่งต่างก็มีความหยิ่งและรักศักดิ์ศรีมีขัตติยมานะไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นได้  เมื่อมาถึงขั้นนี้ปัญหาของความขัดแย้งมิได้อยู่ที่เรื่องของน้ำแล้ว  แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีหรือเรื่องของอัตตามานะทิฎฐิ  ของแต่ละฝ่ายที่ไม่มีใครยอมใคร ต่างก็ต้องการที่จะแสดงกำลังของตนให้ประจักษ์   โดยตระเตรียมกองทัพเพื่อเตรียมรบไว้พร้อมแล้วทั้งสองฝ่าย       พระพุทธองค์ทรงใคร่ครวญว่า  ถ้าหากพระองค์ไม่เสด็จไประงับเหตุ  ผลเสียก็จะเกิดขึ้นแก่กษัตริย์และประชาชนทั้งสองเมืองอย่างแน่นอน  ดังนั้นพระองค์จึงได้เสด็จไปยังสถานที่เกิดเหตุ   ทันทีที่พระองค์เสด็จไปถึงพวกเจ้าศากยะและกษัตริย์เมืองโกลิยะต่างก็มีความละอายพระทัย   ได้พากันทิ้งอาวุธด้วยความดำริว่า

พระญาติผู้ประเสริฐของพวกเราเสด็จมาแล้ว ชะรอยพระองค์คงจะได้ทรงทราบว่าพวกเรากระทำการทะเลาะวิวาทกัน  จึงพากันวางอาวุธ เครื่องอาวุธเสีย ด้วยตกลงพระทัยว่า  ก็เมื่อพระศาสดาเสด็จมาแล้ว  พวกเราไม่อาจที่จะให้ อาวุธตกต้องร่างกายของผู้อื่นได้  พวกชาวเมืองโกลิยะจะฆ่าจะแกงพวกเรา เสียก็ตามทีเถิด แม้พวกกษัตริย์ชาวเมืองโกลิยะก็คิดและกระทำการอย่างนั้น เหมือนกัน๓๒

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงก็ตรัสถามกษัตริย์ทั้งสองเมืองว่า  ทะเลาะกันเรื่องอะไร  กษัตริย์ทั้งสองเมืองก็กราบทูลว่าไม่ทราบ  แต่เสนาบดีคงทราบ  เสนาบดีก็กราบทูลว่าไม่ทราบแต่อุปราชคงทราบ  ต่างก็ซัดทอดกันเรื่อยไปจนถึงทาสและกรรมกร   พวกทาสและกรรมกรจึงกราบทูลว่า  ทะเลาะกันเรื่องน้ำ   พระศาสดาก็ได้ตรัสถามเหล่ากษัตริย์ถึงผลที่จะเกิดขึ้นแก่สังคม  และทรงขอให้พวกกษัตริย์พิจารณาให้เห็นถึงสิ่งที่ควรยึดถือให้ถ่องแท้  โดยทรงตรัสถามกษัตริย์เหล่านั้นว่า

 “น้ำตีราคาเท่าไร  มหาบพิตร ?”     “มีราคาน้อย  พระเจ้าข้า”

          “กษัตริย์ทั้งหลายมีราคาเท่าไร ?”

          “ ขึ้นชื่อว่ากษัตริย์ทั้งหลาย  หาค่ามิได้พระเจ้าข้า”

          “ก็การที่ท่านทั้งหลายจะทำกษัตริย์ซึ่งหาค่ามิได้  ให้ฉิบหายเพียงเพราะเรื่องน้ำมีประมาณน้อย  ควรแล้วหรือ๓๓

บรรดากษัตริย์เหล่านั้นนิ่งเงียบ  ลำดับนั้นพระศาสดาตรัสเตือนพระญาติเหล่านั้นแล้วตรัสว่า 

 มหาบพิตร   เพราะเหตุไรพวกท่านจึงกระทำกรรมถึงปานนี้      เมื่อเราไม่มีอยู่ ในวันนี้แม่น้ำคือโลหิตจักไหลนอง   ท่านทั้งหลายทำกรรมไม่สมควรแล้ว ท่าน ทั้งหลายเป็นผู้มีเวรด้วยเวรห้าอยู่     ท่านทั้งหลายเป็นผู้มีความเดือดร้อนด้วย  กิเลสอยู่  เราไม่มีความเดือดร้อนอยู่๓๔

กษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดได้สดับพุทธดำรัสเตือนสติและได้สดับพระธรรมเทศนาที่พระพุทธองค์ทรงแสดง   ก็บังเกิดความเลื่อมใสและมีความสำนึกผิด   ต่างก็ได้ปรึกษาหารือกันว่า  “ถ้าหากว่าพระศาสดาไม่เสด็จมา  พวกเราก็จักฆ่าฟันซึ่งกันและกันจนเลือดไหลนองเป็นแม่น้ำ พวกเราชื่อว่าได้ชีวิตเพราะอาศัยพระศาสดา”๓๕

จากการที่พระพุทธองค์ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องหรือแก้ไขข้อพิพาทระหว่างกษัตริย์ทั้งสองเมืองนั้น   ทำให้มองเห็นถึงหลักรัฐศาสตร์สำหรับนักปกครองในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งได้หลายประการ  คือ

๑) ทรงรู้จักระยะเวลาที่เหมาะสม  ในช่วงระยะเวลาที่พระพุทธองค์เสด็จไปนั้นเหตุการณ์กำลังอยู่ในขั้นวิกฤติ  ความรุนแรงกำลังจะปะทุ  การที่พระพุทธองค์ทรงเข้าไปมีบทบาททันเวลา  ได้ช่วยแก้ไขสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างน่าอัศจรรย์   เพราะมิฉะนั้นแล้วความสัมพันธ์อันดีระหว่างแคว้นศากยะและแคว้นโกลิยะ ซึ่งมีมาหลายชั่วอายุคนก็จะสิ้นสุดลงทันที  และจะก่อให้เกิดความพินาศแก่บ้านเมือง  ความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั้งสองฝ่ายที่จะต้องพากันบาดเจ็บล้มตายจากการทำสงครามอย่างแน่นอน

๒)  ความเป็นผู้ทรงธรรม  จะเห็นได้ว่าทันทีที่บรรดากษัตริย์ทั้งสองเมืองทอดพระเนตรเห็นพระพุทธองค์  ต่างก็ทิ้งอาวุธและล้มเลิกความคิดที่จะทำสงครามกันทันที   ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามีความเคารพในพระพุทธองค์  แม้บรรดากษัตริย์เหล่านั้นจะมีกำลังกองทัพอันยิ่งใหญ่  แต่พระพุทธองค์กลับมีอานุภาพมากกว่า  อำนาจนั้นก็คือ  ธรรมะ นั่นเอง

๓)  ความเป็นกลา พระพุทธองค์นั้นทรงเป็นชาวศากยะ  ซึ่งมาระงับข้อขัดแย้งระหว่างชาวศากยะและชาวโกลิยะ  แต่กลับไม่มีผู้ใดคลางแคลงใจในความเป็นกลางของพระองค์  เพราะพระองค์นั้นทรงมีฐานะที่อยู่เหนือการเมือง   การที่พระองค์ทรงเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยนั้น   พระองค์มิได้ถือว่าเป็นชาวศากยะหรือชาวโกลิยะ   แต่ด้วยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อสัตว์โลกเสมอเหมือนกัน  ซึ่งพระคุณสมบัติข้อนี้จำเป็นอย่างมากสำหรับนักปกครองที่จะทำหน้าที่ในการไกล่เกลี่ย  หรือระงับข้อขัดแย้งภายในองค์กร

๔) ไม่ทรงทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิด  ทั้ง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงทราบว่า  สาเหตุของการขัดแย้งที่แท้จริงนั้น  เป็นเรื่องของการยึดถือในเรื่องของอัตตามานะทิฏฐิ   ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นราชวงศ์  แต่พระองค์ไม่ทรงยกประเด็นนี้ขึ้นมาตรัสถาม  เพราะจะทำให้กษัตริย์เหล่านั้นเสียพระพักตร์  แต่พระองค์ทรงนำเอาความขัดแย้งนั้นมาเป็นอุปกรณ์ในการสอนธรรมะ  ทรงให้บรรดากษัตริย์เหล่านั้นรู้ถึงผลเสียของการวิวาทบาดหมางโดยไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิด  แต่ทรงตั้งคำถามที่จะให้บรรดากษัตริย์เหล่านั้นรู้ถึงผลเสียของการทะเลาะวิวาทด้วยตัวเอง    ทรงเตือนสติมากกว่าที่จะเป็นการตัดสินว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิด  

หลักการเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระสงฆ์สามารถนำมาเป็นต้นแบบในการวางตัวทางการเมืองได้เป็นอย่างดี   โดยเฉพาะกับสภาพการเมืองไทยในสมัยปัจจุบัน    ที่เกิดความขัดแย้งกันในทางการเมือง  จนเป็นที่หวั่นวิตกว่าเราจะหาทางออกให้กับประเทศไทยของเราได้อย่างไร   นักการเมืองทั้งสองฝ่ายส่วนใหญ่ก็เป็นชาวพุทธด้วยกัน    ถ้าพระสงฆ์เราไปเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมสร้างความไม่พอใจให้เกิดกับอีกฝ่ายหนึ่งแน่นอน และทั้งสองฝ่ายล้วนแล้วแต่เป็นชาวพุทธด้วยกันทั้งนั้น     

สิ่งที่พระสงฆ์ควรทำในสถานการณ์อย่างนี้  ก็คือการชี้แนะทางออก ชี้แนะหลักการ  โดยไม่ยิดติดกับบุคคลหรือฝักฝ่าย   ต้องชี้บอกให้ประชาชนทราบถึงผลเสียของการแตกแยกว่าจะก่อให้เกิดผลเสียแก่บ้านเมืองอย่างไร  โดยไม่ไปตำหนิตัวบุคคลว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนผิด  แต่ต้องชี้ให้เห็นถึงความถูกความผิดตามหลักการ  และต้องชี้ให้เห็นว่า ถ้ามีความขัดแย้งและมีการเผชิญหน้ากันแล้ว ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายชนะก็ตามที  แต่ผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชน ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายชนะก็ตาม  ก็เป็นการชนะที่ไร้ความหมายเพราะชนะบนซากปรักหักพังของบ้านเมือง   ตามพระดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๓๕     ทำให้เหตุการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีอย่างฉับพลัน    ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลักการที่พระองค์ทรงนำมาใช้ในเหตุการณ์ครั้งนั้น    สอดคล้องกับหลักการทีพระพุทธองค์ทรงดำเนินมาทุกประการ

 

[๑]สมบูรณ์  สุขสำราญ , พุทธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม 
(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ๒๕๒๗) , หน้า ๑.

[๒]ไพโรจน์  อยู่มณเฑียร , วาทะท่านพุทธทาส (กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์ , ๒๕๓๓ ) , หน้า ๑๐๓.

[๓] ขุ.ธ.  ๒๕ / ๓๐ / ๓๖.

๒๓ พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ , รัฐธรรม (กรุงเทพฯ : ธรรมสภา , ๒๕๔๑) , หน้า ๕.

๒๔ ที.ม. ๑๐ / ๖๗ - ๗๐ / ๖๕ - ๖๘ ; องฺ.สตฺตก.  ๒๓ / ๒๐ / ๑๘ - ๒๒.

๒๕ ที.ปา. ๑๑ / ๕๔ / ๖๔.

๒๖ สามเณรอุทิศ  ศิริวรรณ , ธรรมบทภาค ๖ แปลโดยพยัญชนะ  ( กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเซียง , ๒๕๓๑ ) , หน้า ๑๓๒ - ๑๓๔.

๒๗ เรื่องเดียวกัน หน้า ๑๒๘.

๒๘ พระมหาจรรยา  สุทธิญาโณ  อ้างแล้วเชิงอรรถที่ ๒๓ หน้า ๖.

๒๙พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) , จาริกบุญ - จาริกธรรม  พิมพ์ครั้งที่ ๒
(กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สหธรรมิก , ๒๕๓๙) , หน้า ๕.

๓๐พระมหาจรรยา  สุทธิญาโณ  อ้างแล้วเชิงอรรถที่ ๒๒  หน้า ๘.

๓๑พระสูตรและอรรถกถาแปล  ๖๒ / ๕๓๖ .

๓๒ พระสูตรและอรรถกถาแปล  ๖๒ / ๕๓๘ - ๕๓๙.

๓๓ พระสูตรและอรรถกถาแปล  ๔๒ / ๓๖๔.

๓๔ พระสูตรและอรรถกถาแปล  ๔๒ / ๓๖๔ - ๓๖๕.

๓๕ พระสูตรและอรรถกถาแปล  ๖๒ / ๕๔๐.