ก่อนอื่นขอชี้แจงว่าผมตั้งใจใช้คำว่า “คนทำนา” แทนคำว่า “ชาวนา” เพราะว่าอยากจะแยกระหว่าง “คนทำนา” ที่อยากทำนากับคนที่เน้นปลูกข้าวเพื่อเอาไปขายหรือไม่มีทางเลือกที่จะทำอาชีพอย่างอื่นจึงต้องเป็น “ชาวนา”

สำหรับคนอยากทำนาแล้วการทำนานำความเพลิดเพลินมาให้ตามเวลาที่ผ่านไปตั้งแต่เตรียมดิน เตรียมเมล็ดพันธุ์ ข้าวเริ่มงอก เติบโต แตกกอ ตั้งท้อง ออกรวง เก็บเกี่ยว แปรรูปจนกระทั่งนำข้าวมาหุงหรือแบ่งขายส่วนที่เหลือ แต่ละช่วงเวลาที่กล่าวไปนั้นจะให้บรรยากาศ สิ่งท้าทายและการเรียนรู้ที่แตกต่างกันโดยเฉพาะการทำนาปีหรือนาหน้าฝนที่สภาพอากาศแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างช่วงการเจริญเติบโตของต้นข้าวกับช่วงการออกรวงและเก็บเกี่ยว การได้ทำนาเองกับมือทุกกระบวนการทำให้ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่ทุกวัน สำหรับบางคนอาจจะถือโอกาสปฏิบัติธรรมไปในตัว เช่นฝึกความอดทน ลดความอยากได้อยากมี และฝึกปล่อยวาง เป็นต้น ความสุขเบื้องต้นที่สำคัญที่สุดในความคิดของผมคือความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นเพราะมีความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้คนทำนาบางคนยังคิดหากระบวนการทำนาแบบต่าง ๆ ที่จะตอบสนองสภาพพื้นที่ของตนเองได้ดีที่สุด อาจจะมีการลองผิดลองถูกก่อนที่จะได้แบบที่เหมาะสม เช่นการทำนาในวงคอนกรีต นาโยน การทำนาเหยาะ การทำนาข้างบริเวณบ้านโดยใช้ผ้าใบพลาสติกรองพื้น การดำนาด้วยกล้าต้นเดียว เป็นต้น ส่วนด้านการแปรรูปนั้นคนทำนาบางคนสามารถเพิ่มมูลค่าของข้าวที่ผลิตได้ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เกิดธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ปลูก แปรรูปและจำหน่ายเองทำให้มีรายได้สร้างงานสร้างอาชีพให้กับทั้งตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้คนทำนามีสิทธิ์เลือกเองว่าจะเน้นทำกิจกรรมอะไรบ้างที่ตนเองสนใจ

ขณะเดียวกันสำหรับ “ชาวนา” จำนวนมากในยุคสมัยที่ข้าวกลายเป็นสินค้าที่รัฐบาลเข้ามาจัดการด้วยโครงการรับจำนำข้าวตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมาทำให้เกิดการขาดทุนมากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีและได้ชื่อว่าเป็นโครงการเดียวที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติมากที่สุดตั้งแต่ตั้งประเทศไทยขึ้นมาและยังจะเสียหายมากขึ้นไปอีกเมื่อรัฐบาลยังคงเข็นโครงการนี้ให้เดินหน้าต่อไปนั้น ผมยังไม่เห็นว่าจะมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจสำหรับชาวนารายย่อยขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากแม้ว่าราคารับจำนำข้าวจะสูงกว่าราคาตลาดแต่ต้นทุนต่าง ๆ สูงขึ้นตามไปด้วย บางฤดูกาลยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ได้เช่น น้ำท่วม ฝนแล้งหรือศัตรูพืชทำลาย เป็นต้น ผมรู้จากปากชาวนาคนหนึ่งที่ทำนาบนที่ดินของตนเองมีพื้นที่เกือบ 50 ไร่และมีรถไถใหญ่ขนาด 66 แรงม้าของตนเอง แต่เนื่องจากขาดน้ำในฤดูกาลหนึ่งทำให้ขาดทุนถึง 200,000 บาท อีกประการหนึ่ง ในโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้สนใจตรวจสอบเรื่องสารเคมีปนเปื้อนในกระบวนการผลิตแต่อย่างใด ชาวนาจึงระดมใช้สรรพสารเคมีที่ทำให้ได้ผลผลิตจำนวนมากไปขายซึ่งสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสุขภาพของทั้งชาวนาและผู้บริโภค ขณะเดียวกันข้าวนอกโครงการรับจำนำกลับมีราคาต่ำกว่ากันถึง 5-6,000 บาทต่อเกวียน น่าเศร้าใจและประหลาดใจว่าทำไม่มันถึงได้แตกต่างกันมากเช่นนี้ แสดงว่ากลไกการตลาดบิดเบี้ยวไปแล้วเมื่อรัฐบาลอวดเก่งรับงานมาทำเอง แต่เมื่อมันไม่ได้ผลเช่นที่กำลังเป็นปัญหาอยู่นี้ ชาวนาก็ต้องเป็นผู้รับกรรม มีเสียงบ่นกระจองอแงจากเพื่อนบ้านในช่วงนี้ว่าเอาข้าวไปส่งที่ท่าข้าวหรือโรงสี รับใบประทวนมาถือไว้นานเป็นเดือนแล้วก็ยังไม่ได้รับเงินจากธนาคา ธกส. สักทีแล้วก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าเมื่อไรจึงจะได้เงินเสียที เงินต้นและดอกเบี้ยที่จะต้องนำส่ง ธกส. หรือนายทุนที่ขายปัจจัยการผลิตพอกพูน จะทำนารอบใหม่ก็ยังไม่มีทุนของตนเอง จำเป็นก็ต้องไปกู้นายทุนเพิ่ม หนี้นอกระบบดอกเบี้ยแพงบานเบอะไปอีก ถ้าโครงการรับจำนำข้าวจำเป็นต้องยกเลิกไปเพราะตามที่ทราบจากสื่อสารมวลชนแขนงต่าง ๆ ว่ามีการทุจริตในทุกขั้นตอนของโครงการนี้และรัฐบาลไม่สามารถหาเงินมาอุดหนุนได้ต่อไปแล้วนั้นชาวนาจะขาดทุนจากการทำนาไปอย่างไรบ้าง ดูท่าทางอนาคตจะมืดมนเสียจริง ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ในระยะยาวยังคิดไม่ออกว่าชาวนาจะหาความสุขจากการทำนาได้ยังไง

ต้อขออภัยที่ความเห็นในตอนท้ายมันช่างตรงกันข้ามกับชื่อเรื่อง ผมอาจจะมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อยทั้งที่ผมเองปรารถนาที่จะเห็นความสุขความอบอุ่นในครอบครัวชาวนา ไม่ทราบว่าท่านที่กำลังวางแผนว่าหลังจากออกจากงานแล้วจะกลับไปทำนาที่บ้านเกิดมีความสนใจที่จะทำนาแบบไหนครับ