มรภ.นครราชสีมา เสริมสร้างบัณฑิต : สำนึกดี  มีความรู้ พร้อมสู้งาน

          อัตลักษณ์ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา คือ สำนึกดี มีความรู้ พร้อมสู้งาน โดยการจัดกิจกรรมพัฒนานักศึกษาของคณะครุศาสตร์ ได้ดำเนินการตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับศึกษา (TQF) ซึ่งขึ้นอยู่กับมาตรฐานผลการเรียนรู้ของบัณฑิตแต่ละระดับคุณวุฒิ (Learning Outcome) โดยเป้าหมาย LO ของบัณฑิตปริญญาตรี คือ มีความรู้ ทักษะพื้นฐานในการประกอบอาชีพหลังจากสำเร็จการศึกษา บัณฑิตต้องใฝ่รู้และพัฒนาความรู้ตนเอง จัดระบบความคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์งาน เป็นผู้ที่สามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม สามารถทำงานเป็นทีมและมีคุณธรรมในการประกอบอาชีพ

          ปรัชญาของคณะครุศาสตร์ โดยมุ่งเน้นที่การส่งเสริมพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม และสำนึกความเป็นไทยเพื่อให้เกิดคุณภาพมากที่สุด ในด้านนี้เป็นการพัฒนาคุณลักษณะนิสัยของบัณฑิตไทย ประพฤติดี มีความรับผิดชอบต่อตนเองแลส่วนรวม สามารถปรับวิถีชีวิตอย่างเหมาะสมในสถานการณ์ความขัดแย้งของสังคม มีหลักคิดเชิงคุณธรรม จะเห็นได้ว่าในสังคมไทยปัจจุบันขาดบุคคลซึ่งเปี่ยมด้วยความมีคุณธรรม จริยธรรม เพราะความเสื่อมถอยของสังคม ความเหลื่อมล้ำทางวัตถุนิยมเห็นคุณค่าจากสิ่งของภายนอกมากกว่าคุณค่าภายในจิตใจ ความดี ความงาม และความถูกต้องที่เราควรพึงประพฤติปฏิบัติให้ต่อเนื่องจนติดเป็นนิสัยที่ดี สร้างความเคยชินการสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี และมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมไทยและการทำงานที่ยุติธรรม ลดการโกงกิน ลักทรัพย์ไม่ว่าทางปัญญาหรือทางทรัพย์สิน ล้วนเป็นคุณสมบัติที่เราต้องหล่อหลอมให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งนี้เพื่อเติบโตไปได้ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมไทย เพราะถ้าย้อนมามองว่าครู อาจารย์สอนกันมาอย่างไร คนที่เจ็บปวดที่สุดก็คงเป็นผู้สอนมากกว่า ว่าเราผลิตบัณฑิตแบบนี้ออกไปได้อย่างไรจบไปแล้วไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ประกอบอาชีพให้กับตนเองได้ยังไม่เท่ากับจบไปแล้วไปสร้างความเดือดร้อนใจ เดือดร้อนการกลับคืนสู่สังคมให้หายนะยิ่งกว่าเดิมเหมือนเราปล่อยน้ำเน่าเสียออกไปแล้วไม่สามารถชะล้างให้สะอาดได้เสียที หรือคงต้องใช้เวลาในการปล่อยน้ำสะอาดเพิ่มเข้าไปจนขุ่นให้ถุงที่สุดแล้วนำเสียจึงจะกลับมาใสดั่งเดิมอีกครั้ง การเปลี่ยนผันของความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมยังไม่ร้ายแรงเท่ากับการเปลี่ยนผันทางความคิด ความขัดแย้งที่ถูกตีกรอบสร้างขึ้นโดยขาดการชี้นำและบ่มเพาะอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้เขาเหล่านั้นได้เกิดการเรียนรู้ และมากกว่าการเรียนรู้การสร้างจิตสำนึกที่ดีในทุกเรื่อง เริ่มตั้งแต่จิตสำนึกระดับ standard เสียก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่ม level ลงไปทีละเล็กละน้อยตาสม่ำเสมอไม่ขาดตอน การจะสร้างคนต้องใช้เวลาบ่มเพาะเกือบทั้งชีวิตเพราะความรู้เกิดขึ้นได้ แต่จิตสำนึกต้องปลูกฝังต้องต่อเติมสานต่ออย่าหยุดเพราะถ้าเราหยุดเมื่อใดนั่นหมายความว่าจิตสำนึกก็ไม่ได้รับการส่งเสริม ขาดการชักนำให้ทำในสิ่งที่ดีที่ควร และรังสรรค์ที่จะนำไปสู่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ดังนั้น การปลูกจิตสำนึกที่ดีเป็นหน้าที่ของเราครู อาจารย์ และนักศึกษาต้องร่วมด้วยช่วยกันสร้างและสานต่อให้เห็นจากนามธรรมเป็นรูปธรรมที่ค่อย ๆ ชัดเจนและสามารถสัมผัสได้โดยสังเกตจากการประพฤติปฏิบัติจากภายในสู่ภายนอกจนคุ้นชิน เมื่อได้เห็นสำนึกที่ดี ความรักและภาคภูมิใจในตนเองย่อมมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณและสามารถสร้างแนวคิดใหม่ของตนเองออกไปสู่สังคมภายนอกอย่างมีจุดยืนที่ยึดมั่นความดี ความงามเป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์สังคม ประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตน นึกถึงคนอื่นมากเข้าไว้เสียก่อนค่อยนึกถึงตนเองทีหลัง เห็นได้จากการสั่งสมอุดมการณ์ของใครหลายคนที่นานวันเข้าย่อมล้นเปี่ยมจนไม่สามารถที่จะละทิ้งสิ่งเหล่านั้นได้ เมื่อถึงเวลาต้องหาทางดีดตัวเองออกมาจากระบบความเป็นทุนนิยม สร้างความเชื่อมั่นชัดเจนในแนวทางการดำเนินงาน การดำเนินชีวิตตามครรลองคลองธรรมอย่างหาที่เปรียบเปรยมิได้ เป็นบุคคลที่เหมาะกับการเป็นปูชนียบุคคลมากเสียกว่าบุคคลที่มีชีวิต มีอำนาจ บารมีที่เราล้วนต้องโค้งคำนับแบบกล้ำกลืนฝืนทนด้วยความหวาดกลัว เกราอำนาจบารมีในขณะที่เขายังดำรงตำแหน่งอยู่จนทำให้บุคคลทั้งหลายเริ่มขาดความเชื่อมั่นในแนวคิด และจิตใจใฝ่ดีของตนเอง ทำให้ถึงกับละทิ้งความมุ่งมั่นในการทำสิ่งดี ๆแต่เดินออกนอกกรอบบ้างคงไม่เห็นจะสะเทือนถึงใคร แต่หากจะกระทบบ้างก็ของให้ยิงนัดเดียวแต่สะเทือนถึงดวงดาวไปเลยคงดีเสียกว่า

          ในฐานะครู อาจารย์ แน่นอนว่าต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมอบให้ลูกศิษย์ของตนเอง เพื่อให้เขาได้เรียนรู้และแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ เอาไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ซึ่งรั้วภายนอกนั้นน่ากลัวเสียยิ่งกว่า หากรู้แต่วิชาแต่ขาดทักษะและประสบการณ์ก็ไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใดต้องรู้เขารู้เรา รู้และเข้าใจตนเองก่อนเพื่อที่จะเกิดความรักและเข้าใจผู้อื่นจนถึงสรรพสิ่งในโลกนี้ ยอมรับว่าทุกสิ่งเป็นสัจธรรม ความดี ความเลว สิ่งใดควรหรือไม่ควรเห็นทีเราต้องเริ่มปรับแนวคิดพื้นฐานกันเสียใหม่ หากเราสอนแบบเดิมมุ่งเน้นวิชาการมากเกินไปจนลืมปลูกฝังจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงแล้วก็คงหมดความหมายหากมีชีวิตอยู่เพื่อกระหายหาทรัพย์สินเงินทองเพียงอย่างเดียว ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่ทุกสิ่งของทั้งชีวิต ถ้าเราสอนให้เขาเรียนรู้จนเข้าใจถึงปรัชญาของชีวิตทุกขณะจิตเขาคงมองเห็นและยอมรับที่จะเรียนรู้อย่างเข้าใจโดยมิต้องรอให้ระบบใดมากลากจูงเข้าไปอบรมคุณธรรม จริยธรรมแต่เปลือกนอกเพียงไม่กี่วันก็หลงลืมละเลยขาดความเอาใจใส่อย่างจริงจังไม่ได้รับการสอนต่อสิ้นสุดลงเพียงโครงการหนึ่ง ๆ เท่านั้นที่ได้รับรู้ แต่ไม่ได้รับฟังจากเบื้องลึกของจิตใต้สำนึกกันเสียที ไม่ว่าใครก็เลือกที่จะเรียนรู้ และหาแนวทางปฏิบัติได้ด้วยตนเอง เลือกที่จะรับรู้ข้อมูลและสร้างสำนึกแห่งความดีต่อไป

                                                                             ผู้เขียน อาจารย์สิริรัตน์ นาคิน

                                                                 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา