ผมไม่อยู่หลายวัน
แต่ทำตัวเสมือนอยู่ เพราะโรคติดบล็อก
เลยเขียนสต๊อกทิ้งไว้
ยินดีกับอาจารย์สมลักษณ์
วงศ์สมาโนดน์ และบอย สหเวชฯ ที่กำลังจะซู่ซ่า
(SUSA)
ขอบคุณ
ที่ติดตามอ่านและบอกว่า ชอบ ชอบ ชอบ
ขอบคุณชาวบล็อกทุกคนที่เข้ามาอ่าน
หากมีอะไรที่จะติติง เสนอแนะ ขอเชิญเลยนะครับ
ยินดีครับ ยินดี
สำหรับชายขอบ
ที่ขอให้ผมเพิ่มเติมการนำทฤษฎีหมวกสมมติ 6 ใบ (Six
Hats) ของ De Bono
ไปใช้จริงให้เห็นภาพด้วยนั้น ขอสนองครับ
ส่วนจะได้แค่ไหนช่วยบอกหลังจากอ่านแล้วด้วยครับ
Six Thinking
Hats หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ ของ Edward de Bono นั้น เป็นหมวกสมมติ
เป็นหมวกในจิตนาการของการบริหาร โดยกำหนดว่า
หมวกแต่ละสีเป็นตัวแทนของความคิดในมุมมองต่างๆ
ซึ่งคนในองค์กรเดียวกันอาจมองเรื่องเดียวกัน
ด้วยความคิดที่แตกต่างกัน โดย Edward de
Bono ยกตัวอย่างว่า คนสี่คนยืนดูบ้านหลังเดียวกัน
คนหนึ่งอยู่หน้าบ้าน คนหนึ่งอยู่หลังบ้าน
อีกสองคนอยู่ด้านซ้ายและขวาของตัวบ้าน
คนทั้งสี่จะเถียงกันว่ามุมที่ตัวเองเห็นคือลักษณะที่แท้จริงของบ้านนั้น
ดังนั้น ถ้าใช้วิธีคิดแบบคู่ขนานให้พวกเขาเดินไปรอบๆ บ้าน
ทุกคนก็จะเห็นบ้านทุกด้านเหมือนๆ กัน
การประชุมเพื่อหาข้อสรุปในเรื่องใดๆ
จึงใช้หมวกแต่ละสี เป็นการกำหนดทิศทางในการคิด
เพื่อทุกคนจะได้คิดและมองไปในทิศทางเดียวกัน
ในขณะเดียวกัน โดยประหยัดเวลา ขจัดอัตตา
และไม่สับสน โดยใช้สัญลักษณ์สีของหมวก หมวกแดง
หมวกดำ หมวกเหลือง หมวกเขียว หมวกขาว
และหมวกฟ้า เป็นตัวแทนความคิด
แนวคิดข้างต้นเป็นการใช้หมวก 6
ใบ 6 สี ในการบริหาร แต่หากผู้บริหารจะนำมาประยุกต์
ก็จะได้มุมมองในการวิเคราะห์ผู้ร่วมงานที่ความคิดแตกต่างกัน
แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วคนไม่ได้คิดแค่ 6 แบบ
โดยเป็นแบบใดแบบหนึ่งโดยสิ้นเชิง (Absolutely)
ดังนั้น หากนำคนที่คิดแต่ละแบบไปผสมกับการคิดแบบอื่นอีก 5
แบบ ก็จะได้แบบความคิดเพิ่มขึ้นอีก 15 แบบ
หากผสมแบบความคิดไปเรื่อยๆ
และกำหนดส่วนผสมมากบ้านน้อยบ้างด้วยก็จะได้ลักษณะการคิดของคนเป็นแสนเป็นล้านแบบ
คนที่คิดจนติดเป็นนิสัย Peter M Senge
ใช้คำว่า archetype คือมีลักษณะเฉพาะตัว
(typical)
ซึ่งคนในโลกนี้อาจคิดไม่เหมือนกันเลยสักคนก็ได้
การนำทฤษฎีหมวก 6 ใบ
ไปใช้ในการบริหารก็จะได้ผลข้างต้น
หากนำไปประยุกต์ใช้จริงสำหรับตนเองคือ
วิเคราะห์ตนเองว่าความคิดของเราเอียงไปทางหมวกใบใด
เป็นความคิดที่มีประโยชน์หรือมีอคติ
ควรเปลี่ยนแปลงหรือไม่
เพื่อประโยชน์ทั้งตนเองและผู้เกี่ยวข้อง ก็ปรับความคิด
ปรับพฤติกรรม เปลี่ยนมุมมองนั้นเสีย
และพัฒนาความคิดตนเองอย่างสม่ำเสมอ
จนเปลี่ยนความคิดหรือเปลี่ยนนิสัยได้
การนำทฤษฎีหมวก 6 ใบ
ไปใช้ในการวิเคราะห์เพื่อนร่วมงาน
หรือแม้แต่ผู้บังคับบัญชาก็จะทำให้เราเข้าใจความคิดของคนเหล่านั้น
และสื่อความหมายได้ตรงขึ้น
หรือเพิ่มยุทธวิธีในการสื่อความคิด
เพื่อความเข้าใจตรงกันได้มากขึ้น
อ่านทฤษฎีแล้วต้องประยุกต์ใช้ครับ
แต่ทฤษฎีก็แค่บอกแนวคิด หากต้องการให้เกิดผล
ต้องทำครับ
ผมเป็นห่วงว่าการเขียนบล็อกยาวๆ
และหนักๆ อาจทำให้บรรยากาศชุมชนชาวบล็อกเสียไป (ผมคิดเอง)
ผมจึงสัญญาว่าจะเขียนเรื่องการบริหารในเชิงบทความทางวิชาการ
ลงใน web ของคณะศึกษาศาสตร์
ไม่รู้จะทำตามสัญญาได้เมื่อไหร่ ? บอกตรงๆ ว่าที่เขียนลงบล็อกนี่ก็เข็นตัวเองน่าดู แต่อยากให้
“การบริหาร ไม่ยากอย่างที่คิด” ครับ
ผมขอร่วมแจมด้วยคน ผมเป็นคนไม่ชอบทฤษฎี แต่ชอบปฏิบัติ ในเรื่องมุมมองในการบริหาร (จะเรียกว่าหมวกหรืออะไรก็ตาม) มันจะเกี่ยวกับ 2 สิ่งที่สำคัญ คือ 1. วัตถุสิ่งของที่จะมอง 2. ผู้มองและมุมมอง ทำให้เกิดมุมมองได้ตั้งเป็น10 เป็นร้อย เพื่อให้ตัดสินใจง่ายเข้า จึงต้องเลือกตุ๊กตามา 1 ตัว แล้วให้ที่ประชุมช่วยกันปรับแต่งตุ๊กตาตัวนี้ ให้เป็นที่พอใจของคนหมู่มาก แล้วจึงเริ่มปฏิบัติตามแผนที่ตุ๊กตา เราก็จะได้งานที่ออกมาเป็นที่พอใจของคนส่วนใหญ่ และเป็นงานที่ทุกคนมีส่วนร่วม แล้วเราก็จะมีความสุขกับการทำงานครับ
ถ้าเราทำให้ทุกคนช่วยกันทำงานได้ และสนุกด้วย การบริหาร ก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะผู้บริหารทำหน้าที่เป็นคุณอำนวยครับ..
ขอบคุณอาจารย์มากนะครับที่ใหความกระจ่าง เพราะผมเอาจากที่เคยบันทึกไว้ (สมุด) มาลงไว้ที่ ทฤษฎีหมวก 6 ใบ …กลยุทธ์เพื่อการตัดสินใจ แต่ด้วยเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ ก็เลยเชื่อมโยงไม่ถึงว่าถ้าจะนำมาใช้กับการบริหารยังไง (ไม่เคยลิ้มชิมรสดูที ฮา…)
มาลองคิดดูอย่างละเอียด ถี่ถ้วน ตอนบ่ายรีบ ๆ (กลัวลืมที่จะเขียน blog ตัวเองจากที่ได้มาตอนกลางวัน ฮา...) ตอนนี้ก็เลยได้ว่าหลายรูปแบบ (ความคิด) ก็จะได้สิ่งที่ดีที่สุดเมื่อเป็นผลึกแล้ว จำนวนแบบตามที่ De Bono คาดไว้ก็น่าจะเป็น 6! x n, n คือ คนที่เข้ามามีส่วนร่วมคิด ต่อนะครับ... งั้นผู้บริหารก็ปวดหัวแย่สิครับ ถ้า n ยิ่งเยอะ อย่างนี้การแบ่งลำดับชั้นในสายบริหาร (ปลัดฯ อธิบดี ผอ.กอง/สำนัก ...) ก็เลยจำเป็นใช่ไหมครับ ต่ออีกครับ... พอแบ่งหลาย ๆ ชั้นเข้า ก็ต้องรอการตกผลึก ทำให้ช้าก็เลยใช้วิธีสั่งการลงมา Top-down แรก ๆ ไม่เป็นไร ต่อมา...ที่นี้เมื่อด้านล่างคิดเองเป็นมากขึ้น (การศึกษาที่ให้เกิดปัญญาขึ้น) ก็เกิดปัญหาขัดแย้ง ก็ต้องมอบอำนาจตัดสินใจเป็นเรื่อง ๆ ที่เป็นปัญหา แต่ก็แก้ได้ไม่หมด... ทุกวันนี้ก็เลยพยายามกลับหัวใหม่ แต่การตัดสินใจเรื่องหนัก ๆ ยังอยู่ที่เดิม
ผมคิดมากไปแล้วมั้งครับ