เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา กศน.อำเภอสิชล ประกอบด้วยครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียนและครูศูนย์การเรียนชุมชนในฐานะของคุณอำนวยโครงการจัดการความรู้แก้จนเมืองนคร รวม 7 คน ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการถอดบทเรียน ที่ กศน.อำเภอเมืองฯที่ผมทำงานอยู่ครับ

                 จากการสอบถามคณะที่มา ทำให้ผมทราบว่าคณะที่มานี้เห็นความสำคัญของการถอดบทเรียนเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าคืออะไร จะต้องทำอย่างไร และมีข้อสงสัยอีกหลายประการ จึงได้ตัดสินใจขออนุญาตผู้อำนวยศูนย์ฯ กศน.อำเภอสิชล ในฐานะของคุณเอื้อมา ซึ่งคุณอื้อได้หนุนเสริมคุณอำนวยเต็มที่ อนุญาตให้มาทำกิจกรรมนี้ได้ในที่สุด คุณเอื้อกับคุณอำนวยมันต้องอย่างนี้ ก็ปลาตัวเดียวกันนี่ จะให้ว่ายไปกันคนละทางได้อย่างไร

                  ผมเองมีความรู้สึกดีมากๆต่อการร่วมไม้ร่วมมือของทีมคุณเอื้อและคุณอำนวยของอำเภอสิชลในครั้งนี้ครับ ผมเห็นว่าในสถานการณ์ที่ไม่รู้อะไรเป็นอะไรทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อจะต้องทำอะไรบางอย่าง ในที่นี้คือการที่จะต้องเรียนรู้และถอดบทเรียนให้ได้ ความรู้สึกที่ดี ใจเปิด ใจพร้อมที่จะเรียนรู้กับสิ่งนั้น มันประเสริฐที่สุดเลย สำคัญกว่าองค์ความรู้เสียอีก ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าองค์ความรู้ไม่มีความสำคัญนะครับ สำคัญในตัวอยู่แล้ว แต่ในระยะเริ่มต้น การอึดใจนับหนึ่งให้ได้ในภาวะสับสนวุ่นวายนั้น มันต้องมีความรู้สึกร่วมกันเสียก่อน ในที่นี้คืออยากที่จะเรียนรู้เรื่องการถอดบทเรียน ซึ่งเมื่อมีความรู้สึกที่ดีเกิดขึ้นแล้ว ความรู้ก็จะเกิดตามมาในที่สุด

                  กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันนั้นก็เป็นไปอย่างกันเอง ล้อมวงเอางานที่ทำมาให้ดูและขอความเห็นกันและกัน แบบเพื่อนเรียนรู้ learning buddy ไม่ใช่มามือเปล่านะครับ ทุกคนถืองานของตนมาในมือด้วย ผมทำหน้าที่คุณอำนวยที่ประชุมก็ให้แต่ละคนเล่าวิธีคิดและวิธีทำเพิ่มเติมจากที่มีในเอกสาร ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนคงได้ความรู้ประสบการณ์เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน กระจ่างขึ้นไม่มากก็น้อย คลายวิตกจริตไปได้เยอะทีเดียว สังเกตจากสีหน้าแววตา ไม่ใช่เพราะใครเก่งกว่าใคร หรือรับความรู้จากใครคนใดคนหนึ่ง แต่เพราะทุกคนในวงเรียนรู้ได้พูดออกมาจากใจ ใจที่จะแบ่งปันให้กันและกัน เวลามีน้อยพูดคุยกันในวงเรียนรู้ไม่พอ ในที่สุดเราก็แลกเอกสารกลับไปอ่านต่อที่บ้านที่ทำงาน ตั้งวงเรียนรู้วิพากษ์วิจารณ์งานกันต่อไป มีโอกาสคงจะได้นัดพบปะกันอีก .........เสียดายที่ฝ่าย กศน.เมืองมีกิจกรรมอื่นอยู่ด้วย ทำให้ครูอาสาฯร่วมวงไม่ได้ มีแต่ อ.สำราญ เฟื่องฟ้า หรือครูราญเมืองคอน คนนอกระบบ อยู่คนเดียว ไม่งั้นแล้ว ก็คงจะเป็นกิจกรรมแบบเพื่อนช่วยเพื่อน แบบทีมเหย้า ทีมเยือน peer assist ไปแล้วอย่างแน่นอน

                คนคอเดียวกันแบบนี้คงเพิ่มพื้นที่ไปอำเภออื่นเรื่อยๆ และเพิ่มเนื้อหาไปด้วยตามสถานการณ์เช่นกัน สถานการณ์ใดจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องใดก็หยิบยกขึ้นมาเรียนรู้ได้อยู่แล้ว กระบวนการเรียนรู้นี้ซึมลึกเข้าไปในคน ในงาน ในองค์กรได้อย่างกลมกลืน แนบเนียนเมื่อไร สังคมเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องฝันอีกต่อไป

                บันทึกมาเพื่อบอกว่ามีกำลังใจที่จะหาคนคอเดียวกันต่อไป