สามก๊ก นิทานเวรกรรมข้ามภพชาติ ตอนที่ 1


สามก๊กอิ๋น (Cause Of The Three Kingdoms)

 

สามก๊กอิ๋น (三國因, Sānguó Yīn) เป็นนิทานเรื่องเล่าเกี่ยวกับกรรมเก่าของตัวละครในยุคไซ่ฮั่น ที่มีผลทำให้กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครในยุคสามก๊ก อาทิเช่น หานซิ่นกลายเป็นโจโฉ หยินโป้กลายเป็นซุนกวน แพอวดเป็นเล่าปี่ เล่าปังเกิดเป็นพระเจ้าเหี้ยนเต้ เซียงอวี่เกิดเป็นกวนอู  ฟัมแจ้งเป็นขงเบ้ง ฯลฯ มีที่มาที่ไปอย่างเป็นเหตุเป็นผลอ่านสนุกและเพลิดเพลิน

     เรื่องทั้งหมดเกิดจากตัวเอกชื่อ "สุมาตองสอง" (สุมาเหมา) นักปราชญ์หนุ่มได้ตำหนิความยุติธรรมของเง็กเซียนฮ่องเต้ และพระยายม เขาจึงถูกนำตัวไปทดสอบให้ตัดสินคดีความที่ยากที่สุดในยมโลก นั่นคือคดีในยุคไซ่ฮั่น  ซึ่งเป็นยุคที่บ้านเมืองโกลาหลไปทั่ว

     สุมาตองสองตัดสินคดีความต่าง ๆ ได้อย่างเฉียบขาดและเป็นธรรม เขาสั่งให้ผู้มีความผิดต้องกลับชาติไปเกิดเพื่อชดใช้กรรมเป็นตัวละครต่าง ๆ ในชาติต่อไป   เง็กเซียนฮ่องเต้ และพระยายม พึงพอใจมาก จึงตบรางวัลให้เขา ด้วยการได้ไปเกิดเป็น "สุมาอี้" ผู้ชนะตัวจริงแห่งยุคสามก๊ก

     "สามก๊กอิ๋น" อ่านเป็นสำเนียงแต้จิ๋วว่า "ซำกกอิง" จีนกลางว่า "ซัวกั๋วอิน" คำว่า อิ๋น อิง หรือ อิน ในที่นี้แปลว่า สาเหตุ มูลเหตุ เหตุปัจจัย หมายถึง บุพกรรมในอดีตชาติที่ส่งผลให้ตัวละครในเรื่องสามก๊กต้องมาเกิดใช้ชาติเสวยวิบากกรรมที่ตนก่อไว้

     เรื่องสามก๊กอิ๋นปรับปรุงและขยายความมาจากนิทานเรื่อง "สุมาเหมาพิพากษาคดีในยมโลก" (Sima Mao Disrupts Order in the Underworld and Sits in Judgement) ของเฝิงเมิ่งหลง นักประพันธ์เอกสมัยราชวงศ์หมิง ความคิดเรื่องตัวละครในไซ่ฮั่นมาเกิดใหม่ในเรื่องสามก๊กปรากฏครั้งแรกในหนังสือ "อู่ไต่สื่อผิงฮั่ว" ซึ่งเป็นบันทึกบทสำหรับเล่านิทานเรื่องประวัติศาสตร์ยุคห้าราชวงศ์ (พ.ศ.1450-1503) ต่อมาในสมัยปลายราชวงศ์ชิง จึงมีผู้ใช้นามปากกว่า "จุ้ยเย่ว์ซันเหริน" (醉月山人) แปลว่า "คนภูเขาเมาจันทร์" นำมาดัดแปลงเพิ่มเติมให้มีรายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้น เป็นสามก๊กอิ๋นที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

     ต้นฉบับเก่าที่สุดที่จีนมีอยู่ในปัจจุบันเป็นฉบับพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2449 ในรัชสมัยกวง ซึ่งเป็นฮ่องเต้หุ่นของพระนางซูสีไทเฮา แต่นิยายเรื่องนี้ต้องเคยพิมพ์เผยแพร่มาก่อนหน้านี้หลายปี เพราะฉบับภาษาไทยแปลตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2428 (ไม่ทราบชื่อผู้แปล)

     เรื่องสามก๊กอิ๋น ที่คัดลอกมาให้ชมกันนี้ได้มาจากเว็บไซต์วิกิซอร์ซ ที่มีผู้เมตตาพิมพ์แจกไว้ เห็นว่าสำคัญ สนุก และหาอ่านยาก จึงมานำมาบันทึกไว้เพื่อให้ทุกท่านได้ชมกันด้วยครับ

  สามก๊กอิ๋น 

     ณ วัน ๔ ๙ฯ ปีระกา สัปตศก จุลศักราช ๑๒๔๗ ได้แปลในเรื่องนิทานจีนใจความว่า เมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าห้วนเต้ได้เสวยราชสมบัติอยู่นั้น มีชายผู้หนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่แขวงเมืองซอกกุ๋น เป็นที่ซิวจ๋าย แซ่ สุมา ชื่อ เบี๊ยว ชื่อครูตั้ง ตองสอง เมื่อเยาว์อายุได้ประมาณแปดขวบ ประกอบด้วยปัญญาอันว่องไว จับพู่กันเข้าแล้วอาจเขียนเป็นคำโคลงได้รวดเร็วจนชาวบ้านสรรเสริญว่า ประดุจดังเทพบุตร
      อยู่มาจนถึงคราวไล่หนังสือ สุมาตองสองจึงเข้าไปในที่สำหรับไล่หนังสือ ปรารถนาจะไล่เอาที่ขุนนางให้โตใหญ่ขึ้นไป แต่พากเพียรไปหลายครั้งหลายคราวก็มิได้สมความปรารถนา ด้วยคราวนั้นเป็นคราวขุนนางกังฉินมีอำนาจ ถ้าผู้ใดอยากเป็นขุนนางก็ต้องเสียเงินซื้อเอาจึงจะได้สมปรารถนา แต่สุมาตองสองไม่มีเงินเสียให้แก่ผู้ไล่หนังสือ จึงไม่ได้สมความปรารถนา ก็มีความโกรธแค้นเป็นอันมาก จึงทำให้คำโคลงว่า

     เทพยดาเอ๋ย ซึ่งช่วยตบแต่งให้เราเกิดมา เหตุไรจึงใช้ไม่ได้ เป็นเทพยดาอยู่สูงเสียเปล่า จะใช้อันใดได้ เราเป็นคนไม่มีวาสนา จึงต้องนั่งกอดมืออยู่ฉะนี้ คนมั่งมีเปรียบเหมือนอยู่บนกลีบเมฆ เราเป็นคนจนก็ต้องยอมอยู่ต่ำ คนโกงกลับมาเบียดเบียนผู้สัตย์ซื่อ เหตุใดเทพยดาจึงไม่เห็นด้วย ดูเหมือนจะมาเข้ากับคนโกง ถ้าเราได้เป็นพระยายมราช จะได้จัดการเสียให้เรียบร้อย

     แล้วจึงเอาคำโคลงนั้นเผาไฟเสีย แล้วร้องประกาศด้วยเสียงอันดังว่า ตัวเราผู้ชื่อ สุมาตองสอง ในชาตินี้ได้ถือสัตย์สุจริตมิได้คิดโกงผู้ใด ถ้ามีผู้เอาเราไปไว้ในเมืองนรก จะจัดการเสียให้เที่ยงธรรม แต่ร้องอยู่ดังนี้เป็นนิจเนือง ๆ

    ฝ่ายเทพบุตรซึ่งลงมาตรวจโลกที่ในเมืองมนุษย์ ครั้นได้ยินถ้อยคำอันนี้ ก็เก็บเอาเนื้อความไปทูลกับเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นก็โกรธ จึงรับสั่งกับเทพบุตรกิมแซใช้ให้ไปเอาตัวมาจะทำโทษ เทพบุตรกิมแซจึงกราบทูลว่า สุมาตองสองเป็นคนมีสติปัญญา ซึ่งจะทำโทษนั้นของดไว้ก่อน เอาตัวส่งไปในเมืองนรกชำระความดูก่อน เง็กเซียนฮ่องเต้เห็นชอบด้วย  จึงรับสั่งให้เทพบุตรกิมแซให้ลงไปยังเมืองนรก ให้สุมาตองสองชำระความในคืนหนึ่งให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จก็ให้ไว้เมืองนรก พระยายมได้แจ้งข้อรับสั่งดังนั้นจึงใช้ทหารผีทั้งสองให้ไปเอาตัวสุมาตองสอง มาให้จงได้

     ฝ่ายสุมาตองสองในเวลาคืนวันนั้นนั่งอยู่แต่ผู้เดียว เหลือบไปเห็นทหารผีทั้งสองรูปร่างหน้าตาร้ายกาจ ก็สะดุ้งตกใจกลัว ขยับลุกขึ้นจะวิ่งหนี พอทหารผีคนหนึ่งเข้าจับชายเสื้อ คนหนึ่งก็จับสายรัดเอวพาวิ่งไป เท้านั้นมิได้จดดิน บัดเดี๋ยวใจก็ถึง จึงแลไปเห็นยี่ห้อที่บนบานประตูสามตัวว่า สิมโสเตียน ทหารทั้งสองก็ผลักสุมาตองสองเข้าไปในประตู จึงแลไปเห็นผู้หนึ่งสวมเสื้อหมวกอย่างเจ้านั่งอยู่ที่ชำระความ ทหารผีจึงบอกให้สุมาตองสองคุกเข่าลงคำนับ พระยายมจึงขู่ด้วยเสียงอันดังว่า มึงเป็นผู้เล่าเรียนในทางขนบธรรมเนียม เหตุใดจึงมาทำดูเหมือนบ้า มิได้รู้จักขนบธรรมเนียม มาติเตียนเรา สุมาตองสองจึงร้องตอบว่า ท่านก็ได้เป็นเจ้าเป็นใหญ่อยู่ในเมืองนรก การจะเป็นประการใด ท่านก็ทราบอยู่ในใจแล้ว ซึ่งจะเอาอำนาจมาข่มข้าพเจ้าซึ่งเป็นขุนนางจนถึงดังนี้ก็ไม่ควรเลย ขอท่านจงเอาแต่การยุติธรรมมาว่ากล่าวกันเถิด

     พระยายมจึงว่า เราเป็นเจ้าในเมืองนรก ก็ต้องทำตามรับสั่งเง็กเซียนฮ่องเต้ เหตุไรมนุษย์ทั้งหลายจึงจะรู้ว่าตัวเราดีและชั่ว จะมาแทนที่เรา นั่นเห็นควรแล้วฤๅ สุมาตองสองจึงว่า ธรรมดาฟ้าก็ย่อมมีความเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกจึงจะควร แต่บัดนี้ ท่านกลับมาบำรุงผู้อาสัตยธรรมให้บริบูรณ์ ผู้ที่ตั้งอยู่ในยุติธรรมกลับตกต่ำ ผู้มีทรัพย์กลับเบียดเบียนซึ่งผู้ยากจน ข้อหนึ่ง ขุนนางไม่มีความสัตย์ซื่อต่อเจ้าแผ่นดิน   ข้อสอง วงศานุวงศ์ไม่มีความปรองดองต่อกัน เห็นแก่ทรัพย์เป็นเบื้องต้น ประตูฟ้าอยู่สูงถึงเก้าชั้น เบื้องดินสิบตำแหน่งเป็นลำดับกัน ถ้ายากจนก็ย่อมมีโทษ ถ้ามั่งมีแล้วก็ปราศจากโทษ เปรียบเหมือนตัวข้าพเจ้าเป็นคนยากจนอยู่ฉะนี้ แต่อุตส่าห์เล่าเรียนพากเพียรถือสัตย์กตัญญูอยู่ดังนี้ การทั้งนี้ขอท่านจงตัดสินให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

     พระยายมจึงว่า ธรรมดาในธรรมจักรก็ย่อมวนเวียนอยู่เป็นอันมาก ซึ่งจะใช้ชาติกันนั้น บางทีก็เร็ว บางทีก็ไปได้ในชาติหน้า ผู้ซึ่งมั่งมีนั้นแต่ชาติก่อนได้ทำไว้แต่การดี มาชาตินี้จึงมีทรัพย์ ผู้ซึ่งยากจนนั้นแต่ชาติก่อนได้ทำบาปไว้ ครั้นมาชาตินี้จึงไม่มีทรัพย์ ถ้าผู้ใดทำบุญแลบาปนั้นก็ย่อมมีเงาติดตามตัวอยู่เป็นนิจ ท่านอย่าได้มีความสงสัยเลย

     สุมาตองสองจึงว่า ถ้าฟ้าดินมิได้มีความลำเอียงแล้ว เหตุไรชาวบ้านจึงต้องแก้สินบน และเผากระดาษเงินกระดาษทองกันเล่า พระยายมได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง จึงว่า ผู้เล่าเรียนโฉดเขลาเอง ซึ่งจะมาว่าเรานั้นไม่ถูก สุมาตองสองจึงว่า ถ้าบนกันไม่ได้แล้ว เหตุไรชาวบ้านจึงมีงิ้วและเซ่นวักตั๊กแตนกันเป็นนิจเล่า พระยายมจึงตอบว่า ธรรมดาบ้านเมืองถ้ามีความสุขก็ย่อมประพฤติกันตามนิยม ถ้าบนไม่ให้ตายได้แล้ว เจ้าแผ่นดินก็จะมีพระชนมพรรษาถึงหมื่นปี อันมนุษย์ทั้งหลายก็ย่อมโฉดเขลา จึงมานิยมในการเผากระดาษ ของเหล่านี้มิได้เป็นประโยชน์เลย สุมาตองสองจึงว่า ถ้าฟ้าแลดินเป็นสัตยธรรมแล้ว ผู้ซึ่งถือศีลแลทำทานแต่ผ้าก็ไม่มีจะนุ่งห่ม ข้าวก็ไม่มีจะบริโภคเลย ผู้ซึ่งเล่าเรียนถ้ายากจนแล้วจะไล่หนังสือก็ไม่ได้ การทั้งนี้ ถ้าท่านให้ข้าพเจ้าว่าราชการแทนแล้ว การซึ่งจะเบียดเบียนและคดโกงกันคงจะไม่มี

     พระยายมจึงว่า ดีแล้ว บัดนี้ เง็กเซียนฮ่องเต้ผู้เป็นเจ้ามีรับสั่งลงมาให้ท่านชำระความในคืนหนึ่งให้สำเร็จโดย ยุติธรรม ไปภายหน้าจะประทานยศศักดิ์ให้บริบูรณ์ ถ้าไม่สำเร็จในคืนหนึ่ง จะเอาตัวเป็นโทษ ไม่ให้กลับไปเมืองมนุษย์ สุมาตองสองได้ฟังดังนั้นก็ยินดีจึงตอบว่า ซึ่งมีรับสั่งมาทั้งนี้ก็สมคะเนนึกข้าพเจ้า


     ในขณะนั้น พระยายมก็พาสุมาตองสองเข้าไป ณ ที่สำหรับแต่งตัว จึงเอาหมวกแลเสื้อยศของตัวออกสวมใส่ให้สุมาตองสอง แล้วออกมาที่ว่าราชการ ตีกลองสัญญาขึ้น ในขณะนั้น มีทหารผีข้างที่สองคน คนหนึ่งศีรษะเป็นกระบือ คนหนึ่งเป็นม้า เข้ามาคำนับ แล้วก็ยืนอยู่ตามตำแหน่งพร้อมด้วยขุนนางทั้งหลาย ฝ่ายสุมาตองสองครั้นได้เห็นดังนั้นจึงนึกแต่ในใจว่า ในเมืองนรกนี้โตใหญ่เหลือที่ประมาณได้ มีสัตว์นรกเป็นอันมาก ซึ่งเง็กเซียนฮ่องเต้กำหนดมาให้เราชำระความแต่คืนเดียวเท่านั้น เห็นจะเหลือสติปัญญา ครั้นจะไม่รับว่าราชการ บุคคลทั้งหลายก็จะว่า เราเป็นคนไม่มีปัญญา คิดดังนั้นแล้วจึงเรียกขุนนางเจ้าพนักงานเข้ามาสั่งว่า ตัวเราได้รับว่าราชการกำหนดในคืนหนึ่งเป็นการจวนนัก ท่านจงเร่งคัดข้อความมาให้เราโดยเร็ว

     ฝ่ายขุนนางเจ้าพนักงานจึงยื่นคำฟ้องขึ้นแปดฉบับ ตั้งแต่ครั้งแผ่นดินไซห้านยังตกค้างอยู่จนบัดนี้ได้ประมาณสามร้อยปีเศษแล้ว ยังมิได้ชำระตัดสินให้สำเร็จ ขอท่านจงตรวจดูเถิด สุมาตองสนองจึงรับเอาคำฟ้องแปดฉบับมาพิจารณาดู

  • ข้อหนึ่ง เป็นความกดขี่ฆ่าคนสัตย์ซื่อ ฮั่นสิน ๑ แพอวด ๑ หยินโป ๑ เป็นโจทก์ เล่าปัง ๑ นางลิเฮา ๑ เป็นจำเลย 
  • ข้อสอง เป็นความแก่งแยงกันให้ตรอมใจตาย ฟำแจ้งเป็นโจทก์ ตันแผงเป็นจำเลย 
  • ข้อสาม ฆ่าผู้มีคุณ เตงก๋อง ๑ ฮวนโกย ๑ เป็นโจทก์ เล่าปังเป็นจำเลย 
  • ข้อสี่ ไม่ผิดแกล้งพาลเอาชีวิตกัน นางเซกซี ๑ นางลีซี ๑ นางอองซี ๑ ยู่อี ๑ เซียวเต้ ๑ ฮวนซันอ๋อง ๑ เป็นโจทก์ นางลิเฮาเป็นจำเลย 
  • ข้อห้า ฮังอี๋เป็นโจทก์ สิมาถอง ๑ อองอี ๑ เอียวเซียน ๑ ลีเซง ๑ ฮาก๋อง ๑ เอียวบู๊ ๑ เป็นจำเลย 
  • ข้อหก หาว่าใช้อุบายล่อลวงให้ถึงแก่ความตาย ลองโจ๋เป็นโจทก์ ห้านสินเป็นจำเลย 
  • ข้อเจ็ด หายอมสามิภักดิ์แล้วฆ่าเสีย เตียนก๋องเป็นโจทก์ ฮั่นสินเป็นจำเลย 
  • ข้อแปด หาแกล้งถอดวงศ์ญาติออกจากที่ขุนนางแล้วผลาญให้สิ้นชีวิต เล่าอิ๋ว ๑ เล่าโขย ๑ เป็นโจทก์ นางลิเฮา ๑ ลิสอก ๑ ลิซ้าน ๑ ลิฮับ ๑ เป็นจำเลย

     ฝ่ายสุมาตองสองครั้นได้เห็นแล้วก็ยิ้มอยู่จึงว่า การแต่เล็กน้อยเท่านี้ เหตุใดจึงชำระตัดสินไม่สำเร็จได้ เพราะคนที่ชำระการไม่เที่ยงธรรม เห็นแก่สินบน จึงชำระไปไม่สำเร็จได้ แล้วจึงเรียกผู้คุมให้ไปเอาโจทก์จำเลยมาให้พร้อมกัน ณ ที่ชำระความ

     จึงถามฮั่นสินว่า เมื่อครั้งตัวอยู่กับฮังอี๋เป็นคนถือทวน จะคิดอุบายพูดจาสิ่งอันใดฮังอี๋ก็ไม่นับถือ ตัวจึงได้หนีไปอยู่กับฮันอ๋อง ฮันอ๋องจึงได้ปลูกโรงพิธีตั้งเป็นแม่ทัพ แล้วมาภายหลังก็เลื่อนที่เป็นเจ๋อ๋อง เหตุใดจึงได้คิดกบฏ จนตัวตายยังจะฟ้องหาเจ้านายของตัวอีก ดังนี้ควรแล้วฤๅ

     ฮั่นสินจึงว่า การซึ่งฮันอ๋องชุบเลี้ยงนั้น ข้าพเจ้าก็ยังคิดถึงบุญคุณอยู่เป็นนิจ ครั้นทราบว่า สะพานจันโตไฟไหม้เสีย จึงได้ชักออกทางตันฉองมาเมืองสามจิ๋น แล้วปราบเองหยอง และจับงุยป้า ชิงเอาเมืองเตียวเป็นที่พัก แล้วจึงไปตีเมืองเอี๋ยน ตั้งเมืองเจ๋เจ็ดสิบหัวเมืองฝ่ายทิศตะวันออก ได้ปราบทหารหกนาย ให้ไปติดตามฌ้อปาอ๋องที่แม่น้ำออกัง ความชอบข้าพเจ้าก็มีเป็นอันมาก หมายใจว่า จะให้มีความสุขไปชั่วบุตรแลหลาน ไม่ได้นึกว่า ฮันอ๋องได้เมืองแล้วจะลบหลู่บุณคุณ ถอดออกจากที่อ๋อง ให้นางลิเฮากับเสียวโหคิดอุบายล่อลวงข้าพเจ้าไปที่บียองเก๋ง แล้วซุ่มทหารไว้มัดข้าพเจ้า ใส่โทษว่า เป็นกบฏ ให้ฆ่าเสียสามชั่วโคตร ได้ทนทุกข์สังเวชมาถึงสามร้อยปีเศษแล้ว ขอไต้อ๋องจนตัดสินให้ด้วยเถิด

     สุมาตองสองจึงว่า ท่านเป็นแม่ทัพ ใจองอาจ ปราศจากปัญญา ไม่มีผู้ช่วยคิดฤๅ จึงต้องให้เขาล่อลวงมัดเหมือนทารก ในขณะนี้จะมาโกรธแค้นผู้ใดได้ ฮั่นสินจึงว่า ข้าพเจ้ามีคนปรึกษาอยู่ผู้หนึ่งชื่อ กวยถอง แต่ไม่ตลอดต้นปลาย ละข้าพเจ้าเสีย จึงต้องอุบายสตรี สุมาตองสองจึงใช้ทหารผีไปเอาตัวกอยถองมาแล้วถามว่า ฮั่นสินว่า ท่านเป็นที่ปรึกษาไม่ตลอดปลายจริงฤๅ กวยถองจึงตอบว่า ซึ่งข้าพเจ้าไม่ตลอดต้นปลายนั้น เพราะฮั่นสินมิได้เชื่อฟังคำข้าพเจ้า ตัวจึงต้องตาย เมื่อตอนฮั่นสินตีเมืองเจ๋ได้แล้ว ข้าพเจ้ามีหนังสือไปกราบทูลขอที่เจ๋อ๋อง ปรารถนาจะระงับราษฎรในเมืองเจ๋ให้เรียบร้อย ฮันอ๋องโกรธจึงว่า ศึกเมืองฌ้อยังไม่สำเร็จ จะมาคิดเอาที่เจ๋อ๋อง ในขณะนั้น เตียวเหลียงกับตันเผงจึงเอามือสะกิดเท้าแล้วกระซิบว่า กำลังนี้ยังจะใช้คน การเล็กน้อยจะเป็นการใหญ่ ฮันอ๋องได้สติแล้วว่า เป็นชายชาติทหาร จะคิดอันใดก็ได้สำเร็จเถิด จึงให้เตียวเหลียงถือตราไปตั้งเป็นสามเจ๋อ๋อง เพราะฉะนั้น จึงเห็นว่า ฮันอ๋องจะมีความสงสัย ข้าพเจ้าจึงยุให้ฮั่นสินคิดกบฏ ฮั่นสินไม่เชื่อว่า ให้คิดกบฏ ข้าพเจ้ากลัวว่า จะมีโทษ จึงได้แกล้งทำเป็นเสียจริตแล้วหนีไป ภายหลังเกิดเหตุขึ้นที่บียองเก๋ง มิได้เกี่ยวข้องในตัวข้าพเจ้า

     สุมาตองสองจึงถามฮั่นสินว่า เหตุใดท่านจึงไม่เชื่อกวยถอง ฮั่นสินตอบว่า เมื่อเดิมมีหมอดูผู้หนึ่งชื่อ ฆ้อฮอก ได้ดูลักษณะข้าพเจ้าว่า อายุเพียงเจ็ดสิบสอง จึงมิได้คิดกบฏ ไม่รู้ว่า อายุแต่สามสิบสอง สุมาตองสองจึงเรียกตัวฆ้อฮอกเข้ามาแล้วถามว่า ฮั่นสินมีอายุสามสิบสอง เหตุใดท่านจึงว่ามีอายุถึงเจ็ดสิบสองนั้นไม่สมควรเลย แค่ว่าปีนี้แลปีหน้าก็พอควรอยู่แล้ว เหตุใดจึงดูล้วงหน้าไปจนเหลือเกินดังนี้เล่า

     ฆ้อฮอกจึงว่า ธรรมดาเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งจะประกอบการที่เจริญอายุและถอยอายุก็มี ฮั่นสินนี้ควรจะมีอายุถึงเจ็ดสิบสอง ข้าพเจ้าดูไม่ผิดเลย แต่ฮั่นสินไม่รู้จักทางจะไปเมืองโปต๋ง พบคนตัดฟืนที่กลางทางจึงถามว่า จะไปเมืองโปต๋งทางไหน คนตัดฟืนก็ชี้บอกทางให้ ฮั่นสินเกรงจะมีทหารติดตามมา ความจะรู้แพร่งพรายไป จึงฆ่าคนตัดฟืน ปรารถนาจะให้ความสูญ ก็ถอยอายุไปอีกสิบปี เมื่อเสียวโหช่วยเสนอความชอบให้แล้ว ฮันอ๋องปลูกโรงพิธีให้ฮั่นสินขึ้นอยู่ที่สูงนั้น ฮันอ๋องก็ไหว้ฮั่นสิน ฮั่นสินไว้ยศทำเฉยเสีย จึงถอยอายุอีกสิบปี เมื่อครั้งฮันอ๋องใช้ลี้เสงไปเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองเจ๋ให้มาสวามิภักดิ์ เจ๋อ๋องโกรธลี้เสงว่า มาล่อลวง จึงใช้ทหารจับลี้เสงทอดน้ำมันเสีย จึงได้ถอยอายุอีกสิบปี แล้วเมื่อฮั่นสินคิดกลอุบายจัดทัพซุ่มทหารไปสิบกองเป็นกระบวนค่ายชื่อ จวดกีติน ฆ่าทหารเมืองฌ้อเสียร้อยหมื่น ทหารเอกพันคน อสุภซ้อนกันดังภูเขา จึงถอยอายุไปอีกสิบปี

     ฝ่ายสุมาตองสองจึงว่า ท่านก็รู้การณ์ล่วงหน้าแล้ว เหตุใดท่านจึงไม่ตัดเตือนฮั่นสินให้คิดอ่านรักษาตัวจงดีเล่า ฆ้อฮอกได้ฟังดังนั้นก็มิได้ตอบประการใด ฝ่ายฮั่นสินจึงว่า เดิมเสียวโหได้เสนอความชอบให้เป็นแม่ทัพ ครั้นภายหลังมาคิดให้โทษ ได้ดีแลชั่วก็เพราะเสียวโห ข้าพเจ้ายังแค้นอยู่ สุมาตองสองจึงเรียกเสียวโหเข้ามาถามว่า เหตุใดท่านจึงเป็นคนกลับกลอก ได้อุปถัมภ์เขาแล้วภายหลังกลับให้โทษเขาฉะนี้ เห็นควรแล้วหรือ เสียวโหจึงว่า เมื่อฮั่นสินเข้าสวามิภักดิ์อยู่ฮันอ๋องแล้วหนีไปครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าตามไปในเวลากลางคืนเอาตัวกลับมา ครั้นภายหลังฮั่นสินคบคิดกับตันฮี้กบฏ เมื่อจะยกทัพไปปราบตันฮี้นั้นได้สั่งนางลิเฮาให้เอาใจใส่ในราชการ นางลิเฮาจึงเรียกข้าพเจ้าไปในพระราชวังปรึกษาราชการจะกำจัดฮั่นสิน ข้าพเจ้าได้ช่วยทูลว่า ฮั่นสินมีความชอบเป็นอันมาก การซึ่งเป็นกบฏยังมิได้จะแจ้งเลย ขอท่านอย่าเพ่อทำโทษก่อน ด้วยผู้คนในบ้านจะแกล้งฮั่นสินประการใดไม่ทราบ นางลิเฮาโกรธว่า ข้าพเจ้าเป็นใจกับฮั่นสิน จะทำโทษ ก็เป็นที่จนใจ ภายหลังทัพตันฮี้แตกแล้ว เมื่อฮั่นสินเข้าไปในพระราชวังถูกอุบายนั้นเป็นความคิดของนางลิเฮา ข้าพเจ้าไม่ทราบ ฮั่นสินได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า เมื่อเขาเอาญาติพี่น้องของเราไปฆ่าสามชั่วโคตร ท่านช่างไม่มีความเมตตาบ้างเลย เสียวโหได้ฟังก็นิ่งอยู่มิได้ตอบประการใด

     สุมาตองสองจึงให้จดถ้อยคำไว้แล้วเรียกแพอวดซึ่งเป็นที่ไต้เหลียงอ๋อง เข้ามาถามว่า นางลิเฮาฆ่าท่านด้วยโทษสิ่งใด แพอวดจึงว่า ข้าพเจ้าได้ช่วยปราบปรามบ้านเมืองให้แก่ฮันอ๋องจนสำเร็จ ครั้นภายหลัง ฮันอ๋องไปปราบตันฮี้ นางลิเฮาบังเกิดความมักมากในทางประเวณี จึงถามขันทีว่า บรรดาข้าราชการรูปร่างผู้ใดจะสะอาด ขันทีจึงกราบทูลว่า แพอวดรูปร่างสะสวย นางลิเฮาจึงใช้ขันทีให้ไปทั้งกลางวันกลางคืนหาตัวข้าพเจ้าไปในพระราชวัง แล้วจึงจัดโต๊ะมาเลี้ยง ครั้นข้าพเจ้าเสพสุราได้ประมาณสามถ้วย นางลิเฮาก็มีใจกำเริบขึ้น จะทำการประเวณีกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถือสัตย์กตัญญูไม่ปลงใจด้วย ก็กริ้วโกรธ จึงใช้ขันทีให้เอากระบองอาญาสิทธิ์ตีข้าพเจ้าจนตาย แล้วจึงปรึกษากับนางลีกู๋ผู้น้องสาวคิดใส่โทษข้าพเจ้าว่า เป็นกบฏ ให้ฆ่าเสียสามชั่วโคตร แล้วเอาเนื้อไปทำเนื้อส้ม ห้ามมิให้ทำการฝังศพ

     ฝ่ายนางลิเฮาจึงว่า แพอวดพูดจาไม่จริง ขอท่านอย่าได้เชื่อฟัง ธรรมดาผู้ชายก็ย่อมเกี้ยวสตรี สตรีจะเกี้ยวผู้ชายนั้นผิดไป เมื่อท่านเข้าไปในพระราชวังเห็นชาววังรูปงดงามก็พูดจาเกี้ยว ด้วยธรรมเนียมเป็นขุนนางเกี้ยวภรรยาเจ้าโทษก็ต้องตัดศีรษะ ฝ่ายแพอวดจึงว่า เมื่อท่านตกอยู่ในกองทัพเมืองฌ้อ ได้ทำชู้กับเสียวโห ตัวข้าพเจ้าไม่มีความผิด มาใส่โทษว่า เป็นกบฏ ให้ฆ่าเสียสามชั่วโคตร ทำดังนี้เห็นดีแล้วหรือ นางลิเฮาได้ฟังดังนั้นก็มีสีหน้าซีดสลดลง ก็มิได้ตอบประการใด ก้มหน้านิ่งอยู่ สุมาตองสองจึงว่า ท่านไม่มีผิดจริง แต่เมื่อจะฆ่าท่านนั้น ไม่มีผู้แก้ไขฤๅ แพอวดจึงว่า ข้าพเจ้ามีที่ปรึกษาคนหนึ่งชื่อ ยงเทียด ทราบความแล้วก็กลัวตายหนีไป ทิ้งข้าพเจ้าไว้ ขอท่านช่วยชำระด้วยเถิด

     สุมาตองสองจึงเรียกยงเทียดเข้ามาถามว่า เหตุใดท่านจึงไม่ซื่อสัตย์ต่อเจ้านายแล้วหนีเอาตัวรอดทิ้งให้ตายด้วยมือ สตรี ดังนี้ควรแล้วฤๅ ยงเทียดจึงตอบว่า เมื่อนางลิเฮาจะประหารชีวิตฮั่นสินนั้น ข้าพเจ้าก็ทราบว่า การครั้งนี้คงจะถึงได้เหลียงอ๋อง ครั้นภายหลังกลางคืนก็เป็นที่สงสัย จึงเตือนสติไต้เหลียงอ๋อง ไต้เหลียงอ๋องก็ไม่เชื่อฟังคำของข้าพเจ้า ฝ่ายสุมาตองสองจึงว่า เมื่อไต้เหลียงอ๋องสิ้นชีวิตนั้น แต่คนนอกก็คิดสังเวช ท่านเป็นข้าราชการไม่ได้ตามเจ้าแต่จะอยู่ครอบครองครอบครัวของเจ้าไว้ก็ไม่ได้ ท่านนี้มีความผิดเป็นอันมาก แล้วให้เจ้าพนักงานจดถ้อยคำไว้


     จึงเรียกหยินโปซึ่งเป็นทีกิ๊วกังอ๋องเข้ามาแล้วให้การว่า ข้าพเจ้ากับฮั่นสิน แพอวด มีความชอบเสมอกัน มิได้คิดกบฏ แกล้งฆ่าเสีย ฮันอ๋องจึงตอบว่า ซึ่งห้ามสิ้น แพอวด ตาย เราก็มีความเสียดายอยู่ แต่อ้ายหน้าดำหยินโปนี้เป็นกบฏฆ่าผู้ถือรับสั่ง ดูกิริยาจะชิงเอาราชสมบัติ จึงได้ฆ่าเสีย ยังจะมาฟ้องกล่าวโทษกันอีกเล่า หยินโปจึงว่า ท่านอย่าพูดมากไป ข้าพเจ้าจะว่าให้ฟัง เมื่อครั้งข้าพเจ้าเสพสุราอยู่ที่เก๋งบอง กังเต๋งผู้ถือรับสั่งเอาเนื้อส้มมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงบริโภค ครั้นเห็นเล็บมือเข้าก็มีความสงสัย จึงถามผู้ถือรับสั่งว่า เนื้ออันใด ผู้ถือรับสั่งก็ไม่บอก ข้าพเจ้าจึงชักกระบี่ออกขู่ถาม ผู้ถือรับสั่งจึงบอกว่า เนื้อแพอวด ข้าพเจ้าจึงอาเจียนออกมา จึงได้ฆ่าผู้ถือรับสั่งเสีย ซึ่งฮันฮ๋องกล่าวโทษว่าเป็นกบฏนั้นมิจริง ขอท่านจงช่วยชำระให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

     ฝ่ายสุมาตองสองได้ฟังดังนั้นก็รู้ชักว่า แกล้งฆ่ากันจริง จึงว่า น่าสังเวช อ๋องทั้งสามนี้ไม่ควรจะตายเลย ซึ่งแผ่นดินฮั่นนี้ท่านทั้งสามได้ปราบปรามให้ ชาติหน้าจะแบ่งเป็นสามก๊ก ยกความช่วยเหลือให้เป็นบำเหน็จรางวัลกับท่าน แล้วให้จดหมายเป็นถ้อยคำไว้

     ข้อสอง ฟำแจ้งเป็นโจทก์ ตันแผงเป็นจำเลย ฟำแจ้งให้การว่า เมื่อข้าพเจ้าอยู่กับฮังอี๋ก็ตั้งใจโดยสุจริตมิได้คิดเห็นแก่ชีวิต หมายใจว่า จะเอาชัยชนะเมืองฮั่นให้จงได้ ไม่ทราบว่า อ้ายกบฏตันแผงมันจะคิดกลอุบายให้ฌ้อปาอ๋องเกิดความระแวงสงสัยว่า ข้าพเจ้าไม่เป็นคนซื่อสัตย์ ฝ่ายตันแผงจึงตอบว่า ธรรมเนียมเป็นขุนนาง ต่างคนมีเจ้านาย ก็ต้องหาความชอบไว้บ้าง ฟำแจ้งจึงว่า เหตุใดจึงได้ทรยศหนีไปสามิภักดิ์อยู่กับฮันอ๋อง ดังนี้จะมิเป็นกบฏฤๅ ตันแผงได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่มิได้ตอบเป็นประการใด สุมาตองสองจึงว่า ของเน่าก็ย่อมมีหนอน คนมักสงสัยจึงได้เชื่อคำยุยง ถึงตันแผงจะทำกลอุบายประการใด ถ้าฮังอี๋ไม่สงสัยแล้ว ใครจะทำอันตรายท่านได้ ฟำแจ้งจึงตอบว่า ฮังอี๋เป็นคนมีสัตย์ งูจูอี๋เป็นคนสอพลอ แต่คนทั้งสองถ้าจะพูดจาสิ่งอันใดก็เชื่อฟังกัน ข้าพเจ้าได้ตักเตือนฮังอี๋เป็นหลายครั้ง จนถูกงูจูอี๋ผลักตกจากเก้าอี้ ถึงจะมีปัญญาก็ใช้ไม่ได้ มีทุกข์มิรู้ที่จะฟ้องกับผู้ใด จึงได้ลากลับไปปบ้าน ยังไม่ทันจะถึงบ้าน ก็บังเกิดความแค้นจนเป็นฝีขึ้นในท้องตาย

     ฝ่ายสุมาตองสองจึงว่า งูจูอี๋ทำให้ผู้มีสติปัญญาอับเฉา จึงได้เป็นทีให้ตันแผงทำกลอุบาย ถ้าฟำแจ้งยังอยู่ เมืองฌ้อก็ไม่เสีย แล้วให้จดถ้อยคำไว้

     ข้อสาม เตงก๋อง ฮวนโกย เป็นโจทก์ เล่าปังเป็นจำเลย เตงก๋องให้การว่า เมื่อครั้งฮันอ๋องต้องล้อมอยู่ที่เมืองเพงเสงนั้น ข้าพเจ้าเห็นฮันอ๋องมีลักษณะเหมือนมังกร ก็ให้มีความกรุณา จึงปล่อยเสีย ได้ช่วยชีวิตไว้เมื่อจวนตัว ไม่ทราบว่า ฮันอ๋องได้เป็นกษัตริย์ขึ้นแล้วจะประหารชีวิตข้าพเจ้าเสีย ฝ่ายฮันอ๋องจึงว่า เตงก๋องนี้เป็นทหารสนิทของฮังอี๋ ได้พบข้าศึกแล้วปล่อยเสีย ควรแล้วฤๅ เป็นคนทรยศต่อเจ้า จึงฆ่าเสีย ปรารถนาจะมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไปภายหน้า

     เตงก๋องจึงตอบว่า เมื่อเลี้ยงโต๊ะที่ฮองหมิงนั้น ห่างเปก ฮวนโกย ได้รำกระบี่กัน ท่านไว้ใจ ก็ไม่ซื่อตรงต่อฮังอี๋เหมือนกัน เหตุใดจึงไม่ฆ่าเสียเล่า กลับตั้งให้เป็นขุนนาง แต่ข้าพเจ้าผู้เดียวเหตุใดจึงได้ขัดเคืองนัก ฮันอ๋องได้ฟังดังนั้นก็มิได้โต้ตอบประการใด ก้มหน้านิ่งอยู่ สุมาตองสองจึงให้เจ้าพนักงานจดถ้อยคำไว้ แล้วจึงเรียกฮวนโกยเข้ามาถามว่า ฮันอ๋องฆ่าท่านด้วยโทษสิ่งใด ฮวนโกยให้การว่า เมื่อครั้งฌ้อปาอ๋องใช้อุบายให้หางจ๋องรำกระบี่ ข้าพเจ้าได้ป้องกันฮันอ๋องไว้มิได้คิดแก่ชีวิต ไม่ทราบว่า ฮันอ๋องจะคิดลบหลู่บุญคุณ ใช้ทหารให้ฆ่าข้าพเจ้าเสีย จึงเห็นว่า ฮันอ๋องเป็นคนไม่ดี แต่กีสิ้นตายที่ตำบลเองหยองยังทำเพิกเฉยเสีย ไม่ควรจะเป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองเลย ฮันอ๋องได้ฟังดังนั้นก็มิได้ตอบประการใด

     สุมาตองสองจึงว่า ฮันอ๋องนี้ไม่ดีจริง เป็นคนทรยศต่อผู้มีคุณสมคำที่เตงก๋อง ฮวนโกย กล่าว แล้วให้พนักงานจดเอาถ้อยคำไว้

     ข้อสี่ นางเซกซี นางลิซี นางอองซี ยูอี เซียวเต้ ฮวนซันอ๋อง เป็นโจทก์ นางลิเฮาเป็นจำเลย นางเซกซีให้การว่า เมื่อฮันอ๋องสวรรคตแล้ว นางลิเฮาอุบายเรียกข้าพเจ้าแม่ลูกเข้าไปในพระราชวัง เอายาพิษกรอกยูอีจนสิ้นชีวิต แล้วให้สาวใช้เอาเข็มแทงตาข้าพเจ้า แล้วตัดมือเท้าข้าพเจ้า เอาไปทิ้งที่ถ่ายอุจจาระ ข้าพเจ้าแม่ลูกมีโทษทัณฑ์ประการใดจึงทำถึงสาหัสดังนี้

     สุมาตองสองได้ฟังดังนั้นก็กลั้นน้ำตามิได้ จึงให้พนักงานจดเอาถ้อยคำไว้ นางลิซีก็ให้การว่า พระเจ้าฮุยเต้นั้นไม่มีพระราชโอรส แต่นางลิเฮามีใจปรารถนาจะล้างผลาญแซ่เหลาเสีย จะยกแซ่ลี้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ยังเกรงขุนนางผู้ใหญ่อยู่ คิดอุบายใช้คนสนิทลอบไปหาหญิงราษฎรที่มีครรภ์เข้ามาปรนนิบัติ แล้วว่า ผู้ใดคลอดเป็นบุรุษจะได้ครองราชย์สมบัติ จึงเผอิญข้าพเจ้าคลอดเป็นบุรุษ นางลิเฮากลัวว่า ข้าพเจ้าจะได้เป็นใหญ่ จึงเรียกเข้าไปที่บียองเก๋ง เอาสุรายาพิษกรอกข้าพเจ้าจนถึงแก่ความตาย ครั้นภายหลัง พระเจ้าฮุยเต้สิ้นพระชนม์ บุตรข้าพเจ้าก็สมบัติทรงพระนาม พระเจ้าเซียวเต้ ครั้นพระเจ้าเซียวเต้เจริญวัยขึ้นก็ทราบความเดิมแล้วจึงได้เขียนรูป ข้าพเจ้าไว้บูชาที่เก๋ง นางลิเฮากลัวความจะแพร่งพราย จึงให้จับพระเจ้าเซียวเต้ขังจนตาย ทำทั้งนี้เป็นที่สังเวชนัก ขอท่านจงได้เมตตาด้วยเถิด

     สุมาตองสองได้ฟังก็โกรธจึงว่า นางลิเฮานี้เปรียบเหมือนไก่ตัวเมียขัน ทำให้เสียธรรมเนียม จะทำการสิ่งใดก็เอาแต่อำเภอใจ มิได้ปรึกษาหารือกับผู้ใด ดังนี้จะเป็นพระมเหสีเอกมิได้ นางลิเฮาก็มิได้ตอบประการใด นั่งนิ่งอยู่

     นางอองซีให้การว่า ข้าพเจ้ากับนางลิซีมาคราวเดียวกัน ข้าพเจ้ามีบุตรผู้หนึ่งชื่อ หวง เป็นที่ฮวนซันอ๋อง นางลิเฮาจะยกบุตรข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ก็เกรงว่า ราชสมบัติจะไม่ได้กับแซ่ลี้ แต่ยังเกรงขุนนางผู้ใหญ่อยู่ จึงจำใจยกบุตรข้าพเจ้าขึ้นครองราชสมบัติแทนพระเจ้าเซียวเต้ แล้วเอายาพิษมากรอกข้าพเจ้าจนตาย ครั้นภายหลัง บุตรข้าพเจ้าก็ทราบความอันนี้เข้า นางลิเฮาเกรงว่า ฮวนซันอ๋องจะคิดพยาบาท จึงใช้ให้จับฮวนซันอ๋องใส่ในกระสอบผ้าทุบเสียจนตาย แล้วให้ประกาศว่า ฮวนซันอ๋องเป็นโรคปัจจุบันตาย ตั้งแต่โบราณมาก็มิได้เห็นผู้ใดทำความชั่วดั่งนี้เลย ต่างคนก็กอดคอกันร้องไห้ สุมาตองสองจึงว่า ท่านทั้งหกแม่ลูกอย่ามีความโทมนัสน้อยใจ แล้วให้จดถ้อยคำไว้

     ข้อห้า ฮังอี๋เป็นโจทก์ สิมาถอง อองอี๋ เอียวเซียน ลีเซง ฮาก๋อง เอียวบู๊ เป็นจำเลย จึงถามฮังอี๋ว่า ผู้ที่ทำลายเมืองฌ้อนั้นคือฮั่นสิน เหตุใดมาฟ้องทหารทั้งหกเล่า ฮังอี๋ให้การว่า ข้าพเจ้ามีจักษุเสียเปล่า ไม่รู้จักคนดีคนชั่ว ซึ่งฮั่นสินละข้าพเจ้าไปสามิภักดิ์กับฮันอ๋องก็มิได้มีความโกรธนักเลย แต่พวกสิมาถองนั้น ข้าพเจ้าแค้นดังเพลิงลุกในอก เมื่อข้าพเจ้าแตกหนีไปไม่รู้จักทาง พบชาวนาจึงถามว่า ทางจะไปเมืองฌ้อทางไหนเล่า ชาวนาผู้นั้นชี้มือไปทางทิศตะวันตก ชาวนาผู้นั้นก็เป็นทหารของข้าพเจ้าชื่อ ฮาก๋อง ไม่ทราบว่า จะหลอกให้เข้าไปในที่ล้อม ข้าพเจ้าผู้เดียวได้ตีกระบวนทัพซึ่งล้อมอยู่นั้นแตกถึงสามครั้ง จึงหนีออกจากที่ล้อมไปได้ พบบินจูที่แม่น้ำออกังเอาเรือมาคอยรับจะให้ข้าพเจ้าหนีไปเมืองฌ้อ ข้าพเจ้าจึงเหลียวหลังดูเห็นกองทัพใกล้เข้ามา แล้วเห็นทหารซึ่งตามมานั้นเป็นสิมาถอง ก็หมายใจว่า จะมาช่วยชีวิต ไม่ทราบว่า จะมาเร่งรัดให้เชือดคอตาย แล้วตัดศีรษะไปเอาความชอบ ทำดังนี้ควรฤๅ

     ฝ่ายพวกสิมาถองจึงร้องขึ้นพร้อมกันว่า เมื่อครั้งท่านเผาพระราชวัง แล้วขุดพระศพพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เอาเงินทองมาเป็นอาณาประโยชน์ตัวเอง แล้วฆ่าพระเจ้างีเต้กับจูเองเต้เสีย ตั้งตัวเป็นไซฌ้อปาอ๋อง ทำการดังนี้คนทั้งหลายจึงเอาใจออกหาก

หมายเลขบันทึก: 553861เขียนเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2013 02:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2013 07:25 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี