อาจารย์อดิศร   ในแง่บทบาทความเป็นครู  เราจะช่วยกันพากันเดินสู่หนทางข้างหน้าได้อย่างไรบ้าง   และเมื่อเราพูดเรื่องความท้าทายนั้น  ทุกวันนี้มีความท้าทายคนเป็นครูอยู่มากมายหลายเรื่อง  แต่ละท่านเห็นว่าเราจะก้าวข้ามความท้าทายนั้นอย่างไรดี

 

อาจารย์ศรวณีย์  เมื่อ นศ. เข้ามาเรียน ทุกคนอยากจบ  อยากได้เกรดดีๆ  ทำอย่างไรที่เขาจะได้สิ่งที่เขาฝัน  เกิดกระบวนการเรียนรู้  เกิดสุข  อยากได้ความรู้  อยากเรียนรู้  และในขณะที่เขาใช้ชีวิตกับเรา เราจะเป็นนางฟ้าใจดีที่ช่วยให้ความฝันของเขาเป็นจริง เป็นนางฟ้าที่ส่งคลื่นพลังงานบวกออกไปให้เขาจะเกิดการเรียนรู้อย่างจริงจังและมีความสุขได้อย่างไร  ดิฉันใช้เวลาเตรียมการสอนเยอะมาก  ชั่วโมงแรกสำคัญมาก  ดิฉันอาจจะมีความเป็นแม่มด ดิฉันจะบอกกับ นศ. ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และเราจะไปด้วยกันอย่างไร   

 

สำหรับดิฉัน การละครคือวิถีจิตวิญญาณที่สมบูรณ์  ความเป็นมนุษย์คือความศักดิ์สิทธิ์  ๓๐ % ในชั้นเรียนจะเป็นการทำงานร่วมกันกับคนอื่น  เด็ก ๕ คนในกลุ่มที่มีความถนัดต่างกันจะได้ทำในสิ่งที่เขาชอบ  นศ.รู้สึกดีที่จะได้ทำงานกลุ่ม และทำกระบวนการละครด้วยกัน 

 

ใน ๔๕ ชั่วโมงที่มีอยู่เราจะสอนอะไรให้  การสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เขาออกไปค้นหาสิ่งที่เขาอยากเรียนรู้จากภายนอก และนำเข้ามาประมวลผล เชื่อมโยงกันในห้องเรียนโดยใช้กระบวนการละครมาสร้างอะไรก็ได้  แล้วให้เขาไปชักชวนเพื่อนเข้ามาทำงานละครด้วยกัน ข้ามทะลุกรอบทุกอย่าง เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน 

 

ที่ภาคภาษาอังกฤษ เราจะมีการทำละครของ English Club  ที่ นศ.อยากทำ และมีครูเข้ามาช่วยแนะนำ ให้ตัว นศ.ออกแบบเอง คิดเอง ทำงานเอง  สิ่งที่ภาคภูมิใจของครูคือ นศ. ก้าวผ่านการได้เกรด  เขาเข้ามาด้วยความยินดี โดยไม่สนใจว่าจะได้เกรดอะไร

 

อาจารย์จุมพล  จะก้าวข้ามความท้าทายต้องเปลี่ยนตั้งแต่ความเชื่อ และเริ่มจากการรู้จักตนเอง  ครูอาจารย์รู้จักตนเองหรือยัง  Who am I ?  Who are you? หรือมีแต่ภาระการสอนตามหน้าที่  เคยถามไหมว่ามิติด้านในของตัวเอง คือใคร มาจากไหน ต้องการอะไร  เราเข้าใจบริบทของตนเองไหม  เช่น การที่เราบ้าคลั่งทางวิชาการแล้วยัดเยียดให้กับลูกศิษย์นั้น  ถ้าดูจากบริบทของเราแล้วมันควรจะบ้าคลั่งต่อไปหรือเปล่า?   ดูความเชื่อมโยงกับทุกสิ่ง  

 

ผมสรุปสั้นๆ จากหนังสือ กล้าที่จะสอน (Courage to teach) ว่าต้อง “กล้าที่จะไม่สอน”  เพราะคำว่า “สอน” ในความหมายเดิมนั้น ผมกล้าที่จะไม่สอน  แต่ถ้า “สอน” ในความหมายใหม่ คือ “การเรียนรู้”  ซึ่งสำหรับผม ไม่ใช่การเรียน ไม่ใช่การรู้ ที่เป็นการนำเอาคำ ๒ คำ มารวมกัน  ในระบบของเรา มีผู้ถูกทำให้เรียน แต่ไม่มีผู้เรียนรู้  เรามีผู้สอนและผู้ถูกทำให้สอน แต่เราไม่มีการหยุดตั้งคำถามว่ามีผู้เรียนรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นไหม

 

ในระบบของเรา เรามีผู้สอบ กับผู้ถูกสอบ และระบบนี้ทำให้เกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นหรือไม่ การเรียนรู้คืออะไร ใครคือผู้เรียนรู้  ผู้เรียนรู้คือ ครูและนักเรียนที่เรียนรู้ไปพร้อมกัน เป้าหมายสูงสุดของการศึกษา ต้องทำให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง ฐานความคิดความเชื่อนี้ มาจาก assumption ไม่กี่ข้อคือ  สรรพสิ่งล้วนศักดิ์สิทธิ์  ทุกสิ่งที่ปรากฎในจักรวาลนี้มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ศักดิ์สิทธิ์  ถ้าเรามองว่า นศ.เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราคงปฏิบัติต่อเขาต่างออกไปจากเดิม  คุณจะเคารพเขาต่างไปจากเดิม และควรจะทำให้ผู้เรียน ปิ๊งแว๊บด้วยว่าครูอาจารย์ก็โคตรศักดิ์สิทธิ์ด้วย   assumption ข้อแรกคือ เราเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

 

การเรียนรู้ที่แท้จริงของผม คือการปิ๊งแว๊บเป็นระยะๆ  เกิดการตรัสรู้ชั่วคราว ทุกคนเรียนรู้และพัฒนาได้ เคารพในความไม่เหมือนและความแตกต่าง  จะผิดบ้างถูกบ้างก็ตามแต่ขอให้ปิ๊งแว๊บๆ เป็นระยะๆ  ต้องเคารพในความแตกต่างของมนุษย์ 

 

อีกข้อคือ การเรียนรู้เกิดจากความเข้าใจในความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง  เราเชื่อในความเป็นองค์รวม  ในความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง  จิตวิญญาณก็เป็นองค์รวม  เมื่อสรรพสิ่งมารวมกันก็จะเกิดสิ่งใหม่ เกิดความสัมพันธ์ใหม่  แล้วความเป็นองค์รวมก็จะขยายออกไปเรื่อยๆ   หากแยกเมื่อไหร่ก็ไร้จิตวิญญาณ  เหมือนน้ำเกิดที่เกิดจาก H กับ O มารวมกันในความสัมพันธ์หนึ่ง ซึ่งหากแยกออกมาก็ไม่ใช่น้ำ ถึงแม้ว่าองค์ประกอบสำคัญจะยังอยู่อย่างครบถ้วน  แต่ถ้าสัมพันธ์กันอย่างพอเหมาะเมื่อไหร่จึงจะเกิดเป็นน้ำ

 

การเรียนรู้ที่แท้จริงเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียนรู้  เพราะฉะนั้นสอนไม่ได้  เพราะมันเป็นเรื่องภายในแต่ละคน  เพราะฉะนั้นคุณหมดสิทธิ์สอน แต่หน้าที่ของอาจารย์คือ เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ภายในตนเอง เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่ใช่การบอกให้จด  ครูไม่ใช่คนที่รู้มากกว่า แต่ครูรู้บางอย่างและไม่รู้บางอย่าง  ในขณะที่ผู้เรียนก็รู้บางเรื่อง  ก็มาร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยมีเงื่อนไข มีสถานการณ์ให้ได้เรียนรู้ ไม่ชี้นำจนเกินไป  แต่ขอให้ใช้วิธีการหรือกระบวนการอะไรก็ตามที่เอื้อให้ผู้เรียนเกิดการปิ๊งแว๊บ  อาจจะให้เขาอ่านหนังสือ ออกไปอยู่กับธรรมชาติ ฯลฯ เขาจะแสวงหาความรู้ การเรียนรู้ด้วยตนเอง  เราต้องทำให้เกิดการปิ๊งแว๊บทั้งผู้เรียนและผู้สอน และเรียกรวมกันใหม่ว่า ผู้เรียนรู้  

 

ผมสอนวิชาวิจัยอนาคต ระดับ ป.เอก ดดยใช้กระบวนการสุนทรียสนทนา  โดยเฉพาะการทำ learning reflection นั้นสนุกมาก  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันตลอดเวลา การเขียน journal  เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว  นศ.จะเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวามีความสุข ทั้งผู้เรียนผู้สอนจะมาตรงเวลา เลิกหลังเวลา เป็นบรรยากาศของการเรียนรู้ที่แท้จริง  เมื่อได้อ่านงานของ นศ. ทำให้ผมได้รู้ว่าทุกคนสมควรได้รับ A ในความหมายใหม่   เมื่อผู้เรียนและผู้สอนรวมกันเรียกว่าผู้เรียนรู้  จุดยืนของผมคือ เลิกสอนในแบบเดิมได้ไหม  แต่มาเริ่มด้วยการเรียนรู้

 

คุณพฤหัส  จริงๆ แล้วเรามีครูดีๆ มีอยู่มากมาย  แต่ถูกกดทับอยู่ภายใต้กรอบบางอย่าง  คำถามคือ เราควรทำอย่างไร จะปล่อยให้ระบบ และ กรอบนี้ล่มสลายไปเองหรือว่าทำอย่างไร  เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน และจะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีก  จากการที่ผมอ่านเล่มนี้เร็วๆ  แค่บทนำ ก็ทำให้ผมได้คิดอย่างจริงจัง  คือ การสอนและตัวตนที่แท้  การกล้าที่จะสอน คือ กล้าที่จะเผชิญความอ่อนแอ เปราะบางและความล้มเหลว  เพราะในอีกมิติหนึ่งมนุษย์เรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ด้วย ถ้าเรายอมรับได้  มันอาจจะช่วยให้เราค้นพบคำตอบที่ถูกต้องได้เร็วกว่าด้วยซ้ำ ยิ่งค้นคว้าก็ยิ่งค้นพบ  ถ้าเราไม่จำกัดว่าเราสำเร็จแล้วในวันนี้ เราก็จะค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ  เราสอนเด็กให้เป็นนักอะไรต่างๆ แต่เราลืมสอนให้เด็กเป็นมนุษย์ เราทุกคนทำหน้าที่เหล่านี้อยู่ ทำไปเรื่อยๆ  ทำไปไม่หยุด เพื่อสร้างพลังของการเปลี่ยนแปลง  แล้วสักวันพลังของสิ่งเหล่านี้จะรวมกัน และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล  เราอยู่ในช่วงของการหาสมดุลของการรวมศูนย์ หรือ กระจายอำนาจ   อนุรักษ์ หรือ เสรี   โลกอุดมคติหรือโลกความจริง  สุดท้ายผมเห็นด้วยกับ อ.จุมพลว่า กล้าที่จะสอนคือ กล้าที่จะไม่สอน

 

อาจารย์เอเชีย   ผมให้นศ.อ่านหนังสือ อิสมาเอล แล้วให้เขาตั้งคำถามจากการอ่าน  มีอยู่ปีหนึ่งที่มีการชุมนุม  นศ.คนหนึ่งเรียนไป หูข้างหนึ่งก็ใส่หูฟัง ฟังวิทยุไป  จู่ๆ เขาตบโต๊ะดังปัง  แล้วบอกว่า “หนูต้องออกไปแล้ว มันรื้อเวทีแล้ว”   “อาม่าเรียกหนูแล้ว หนูต้องออกไป” ผมเอาเรื่องนี้มาคุยต่อ จนทุกคนเห็นว่า การเรียนเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบมากกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเพิกเฉยต่อปัญหา  เขาจึงตัดสินใจอยู่ต่อจนจบคลาส 

 

ก่อนปิดคลาสเรียนผมมีแบบฝึกหัดให้เขาสะท้อน ๙ ข้อ ข้อสุดท้ายคือ “หากฉันต้องเขียนอธิบายคลาสนี้ให้กับคนบางคน (ระบุ)  ฉันจะเขียนบอกเขาใน ๓ หน้าว่าอะไร”

 

อ่านงานเขียนของ นศ.คนหนึ่งที่จะเขียนบอกแม่ว่า “.... คลาสนี้ไม่ได้ฟังเสียงคนเก่งเท่านั้น แต่ฟังเสียงทุกคนและฟังเสียงของธรรมชาติด้วย  แม่อาจจะคิดว่ามันเป็นอุดมคติ  ถ้าแม่คิดอย่างนั้นมันก็จะเป็นอย่างนั้น   แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่หนูมาพบในคลาสนี้เองว่า ความจริง ดี งามมันมีอยู่แล้วในธรรมชาติ...”

 

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง  มันมีเรื่องให้เราทำได้เต็มไปหมดในโลกนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ในระบบหรือนอกระบบ  หนังสือเล่มนี้ มีเรื่อง การสอนหลังประตูที่ถูกปิด (อ่านข้อความบางตอนจากหนังสือ)  ซึ่งที่มหิดลทำแล้ว มีการสร้างกลุ่มเพื่อนครูมหิดลแล้วมีการไปเยี่ยมชั้นเรียนของกันและกัน  ก่อนหน้านี้ไม่มีใครยอมเพราะกลัวว่าเดี๋ยวเขารู้หมดว่าเราไม่เก่ง  เดี๋ยวเขารู้ว่าเราอธิบายผิด  แต่เมื่อเราสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กันได้แล้ว  เราพบว่ามันเกิดประโยชน์มาก ทั้งคนที่มาเยี่ยมและคนที่ถูกเยี่ยม  เขานำบางส่วนไปปรับใช้ แต่ไม่มีใคร copy ของใครเลย เพราะมัน copy กันไม่ได้  ทุกคนสอนตามสิ่งตัวตนเราเป็น  ผมอยากเชิญให้เรากลับไปใช้สามัญสำนึกของเรา ไม่จำเป็นต้องเชื่อตำราฝรั่ง  กล้าที่จะกลับไปเชื่อตัวเอง กล้าที่จะอยู่กับคนตรงหน้าแล้วดูว่าเขาเป็นอย่างไร  เราทุกคนจะสามารถเข้าถึงความรู้ที่มันสอดคล้องและเชื่อมโยงกับตนเองได้

 

 

อาจารย์สุมน   อาจารย์เอเชียเขาอินมาก และได้พบว่าตนเองได้พัฒนาขึ้นอย่างมาก  หนังสือกล้าที่จะสอนของปาล์มเมอร์เล่มนี้ ให้ความรู้ และให้ข้อคิดมาก สิ่งที่ทำให้คิดมากคือ ความสมดุล ระหว่างมโนนิยม กับ พฤติกรรมนิยม  โดยเฉพาะในการศึกษาไทยที่เคี่ยวเข็ญอย่างมาก ให้ทุกคนเขียนตัวชี้วัดเชิงพฤติกรรม แต่ละเลยมโนธรรม หรือการเปลี่ยนแปลงภายใน เพราะมันวัดยาก  ในการศึกษาของเรา มีทั้ง hard science และ soft science ศาสตร์แข็งมันลอยสูง กลายเป็นตัวชี้วัดของคนเก่ง   ภาษาเป็นทั้ง hard science และ soft science  ในขณะที่ ศิลปะ ดนตรี กีฬา ถูกกดทับให้เป็นเรื่องของคนไม่เก่ง  แต่ทั้งนิสิต นักศึกษา และครูมีวิญญาณขบถในตัวทุกคน  ตอนดิฉันสอนช่วง ๑๔ ตุลา มีนักศึกษาบางคนมาบอกว่าผมขอไปธรรมศาสตร์ เพราะมีอภิปรายดีมาก  ดิฉันปล่อยให้ไปเลย  แต่บอกเขาว่าให้กลับมาเล่าให้ฟังด้วยว่าเธอได้เรียนรู้อะไรกลับมา 

 

 

การสอนระดับอุดมศึกษา  นศ.จำเนื้อหาอะไรไม่ได้เลย แต่เขาจำบริบทได้  จำปัจจัย และเหตุ และผลที่ตามมาได้  เมื่อเขาได้ปริญญาบัตรนั้นไปแล้ว  เขาจะเอาปริญญานั้นไปทำอะไร นอกจากเอาไปสมัครงาน  แต่ทุกวันนี้ปริญญาบัตรไม่ได้รับประกันว่าจะได้งาน   แต่สิ่งที่เหลือคือต้นทุนที่อยู่ในสมอง สองมือ และหัวใจของเรา  ดิฉันบอกนิสิตเสมอว่า อยู่มหาวิทยาลัย ๔ - ๕ ปีให้สะสมต้นทุนเอาไว้  เพื่อจะได้ออกไปทำอะไรต่อไปได้อีกมาก สิ่งที่จะเหลืออยู่ในตัวคุณคือความสามารถที่มีและคุณธรรมที่มีอยู่  คนที่เป็นครูต้องกล้าคิดและกล้าแหวกออกนอกกรอบที่กดทับอยู่  คนเป็นครูมีความสำคัญ  ทุกครั้งที่ลูกศิษย์มาพบกัน  ดิฉันภูมิใจในตัวเขาแต่ละคนไม่ว่าเขาจะเป็นสีอะไรก็ตาม  และเรามีความสุขเมื่อได้เจอกัน

 

 

ปาล์มเมอร์ เล่าเรื่องความสุขของเขาในวงการศึกษา  ขอให้เราอย่าท้อถอย ขอให้เรามีความสุขที่ได้อยู่ในวงการศึกษา  เราจะเป็นขบถไม่ยอมจำนนต่อกรอบที่ครอบไว้  เราจะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง  เราจะเปลี่ยนจากความสามารถที่มี  จงเป็นตัวเราเองและทำตามความสามารถที่เรามี การที่ศูนย์จิตตปัญญาฯ เป็นปลาว่ายน้ำทวนกระแส  ขอให้เราว่ายต่อไป ยิ่งว่ายน้ำทวนกระแสเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น  จงว่ายน้ำต่อไป และเจริญๆ ยิ่งขึ้น 

 

 

อาจารย์อดิศร  เปิดพื้นที่สำหรับคำถาม หรือ การบอกเล่าความรู้สึกที่ได้จากการฟัง หรือการอยู่ร่วมกันตรงนี้ก็ได้ 

 

ผู้เข้าร่วม (ป้ามล - ทิชา ณ นคร)  นั่งฟังด้วยความประทับใจ  ได้เห็นพลังของอาจารย์แต่ละท่าน สาระที่มีความหมายต่อคนรุ่นต่อๆไป  มันไม่มีสูตรสำเร็จเลยสำหรับแต่ละคน  การที่เราจะเห็นสิ่งนี้ เราต้องมีกระบวนการที่ช่วยให้เขาก้าวข้ามหลายอย่าง และได้รู้ว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จ  เห็นด้วยกับที่อาจารย์บอกว่า เราต้องมีความศรัทธาในความเป็นมนุษย์  มีความเชื่ออย่างแท้จริง ตอนฟังทุกท่านก็คิดถึงเด็กบ้านกาญจนาฯ ว่าถ้าเราไม่มีความเชื่อนี้ เราคงไม่มีวันทำงานนี้ได้  แต่เพราะเรามีความเชื่อในตัวเขา ๑๐๐ % มันช่วยให้เขามีความหวัง เกิดพลัง เกิดแรงบันดาลใจอยากจะกลับมายืนอีกครั้งหนึ่ง    แล้วถามว่าถ้าจะมีความเชื่อปลอมๆ ได้ไหม  เด็กวัดได้ว่าเราจริงใจกับเขาหรือไม่  ถ้าเราไม่จริงใจกับเขา จะทำลายศรัทธาที่เขามีต่อคนอื่นๆ และความเชื่อที่มี   เราเคยเจอเด็กที่ออกไปขับวินฯ เราภูมิใจมากๆ ในตัวเขา  ไม่เคยคิดว่าเขาจะต้องออกไปยิ่งใหญ่อะไร  แต่การที่เขาได้มีที่ยืนอย่างมั่นคงในสังคมมันมีค่า    เรานึกถึงบทความ แม่ใจยักษ์ แม่ใจมาร ที่พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์  ที่เรานำมาให้เด็กเรียนรู้  เพราะมันเป็นเรื่องที่พูดได้ยาก  เราให้เด็กเห็นว่า ผู้หญิงคนนั้นเขาสะใจไหมที่ทิ้งลูก  หรือว่าดวงตาเขามีความเศร้า  เราให้เขาเขียนสะท้อนและเขียนไปบอกหนังสือพิมพ์ว่า จะเป็นไปได้ไหมที่จะถอดพาดหัว “แม่ใจยักษ์” ออกไป  เด็กเหล่านี้มีความเห็นใจผู้อื่น ในขณะที่เมื่อก่อนนี้เขาเป็นผู้กระทำผิด  รุมโทรมและฆาตกรรม แต่วันนี้เขาเปลี่ยนไป  เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความเป็นมนุษย์มากเพียงพอ ความเป็นมนุษย์อยู่เหนือศาสตร์ทุกศาสตร์

 

ผู้เข้าร่วม (ครูอาสาสถาบันอาศรมศิลป์) – อยากบอกเล่าความประทับใจจากการอ่านหนังสือเล่มนี้  หน้า ๓๓๕  หลักการสำคัญของทุกวิชาชีพ คือ การยืนยันโดยปริยายว่า พันธกิจของวิชาชีพจะต้องไม่สับสนกับโครงสร้างที่วิชาชีพนั้นทำงานอยู่  ข้อเท็จจริงที่ว่า เรามีโรงเรียน ไม่ได้หมายความว่า เรามีการศึกษา  เรามีศาลไม่ได้หมายความว่าเรามีความยุติธรรม  ฯลฯ  เราต้องการนักวิชาชีพที่อยู่ใน แต่ไม่ได้เป็นของ ....

 

ผู้เข้าร่วม ( นศ.มหิดล) – ผมมาเพื่อมาขอคำแนะนำจากอาจารย์ในที่นี้  ผมไปออกค่ายที่สวนโมกข์และที่พังงา  มีโรงเรียนนับร้อย ที่จะต้องถูกยุบ เพราะมีทุนและบุคลากรไม่พอ จำนวนนักเรียนไม่พอ  ในลิสต์ยังมีอีกหมื่นกว่าโรงเรียน ที่กำลังจะถูกยุบ  ครูฝากมาถามว่า จะช่วยเด็กนร.ในชุมชนหรือในหมู่บ้านนั้นได้อย่างไร   ตัวผมเองเป็นนศ.ที่กำลังจะต่อป.โท  ตัวผมเอง ก็ยังต้องหาทุนทรัพย์เพื่อที่จะไปเรียน เงื่อนไขผมตอนนี้ยังไม่สามารถจะไปช่วย นร.เหล่านั้นได้ แต่ผมมีเพื่อนและเครือข่ายที่น่าจะช่วยเด็กๆ เหล่านั้นได้   ผมเป็นขบถและคงจะเป็นต่อไปเรื่อยๆ  บางทีการเป็นขบถมันก็เหงาๆ และโดดเดี่ยว แต่วันนี้ผมได้มาเจออาจารย์ทุกท่านที่ทำให้รู้สึกเหมือนมาเจอครอบครัว 

 

อาจารย์สุมน   ปัญหาที่ฟังคุณเล่ามาแล้วแยกออกเป็น  หนึ่งคือ เรื่องการเรียนต่อซึ่งเป็นเรื่องภายในมหิดล  ส่วนกรณีที่ จ.พังงานั้น ต้องคุยกับหลายภาคส่วน  ปัจจุบันปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่จะถูกยุบไม่ได้มีจำนวนมากเท่านั้นแล้ว  เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว  ในกรณีโรงเรียนที่มี นร.ไม่ถึง ๒๐ คน อาจจะไปคุยกับ ผอ.เขตพื้นที่ได้  เพื่อให้เขาได้ยินได้ฟังปัญหา และอาจจะให้คำแนะนำได้  หรือหาทางแก้ไขได้ 

 

ผู้เข้าร่วม  กฎข้อบังคับในการเรียนต่อนั้น บางครั้งมีข้อจำกัดมาก  ผมเลิกเรียนต่อป.โท เพราะผมเขียนงานของผมเองไม่ได้  ต้องอ้างอิงคนอื่นตลอดเวลา  ผมคิดว่า ถ้ามีคนคิดอยู่แล้ว เราจะไปเขียนซ้ำอีกทำไม  มันก็ไม่มีการคิดใหม่ๆ ออกมา  ผมจึงเรียนเลิกไป 

 

ผมเคยเตรียมแผนการเรียนการสอนมาอย่างดี แต่หลายครั้งพบว่าแผนมันเป็นไปไม่ได้  ก็ปล่อยให้การเรียนรู้มันเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ  และพบว่ามันเกิดผลมากกว่าการทำไปตามแผนเสียอีก  แบบประเมินของโรงเรียนผมใช้การเขียนแบบบรรยาย  คนมาประเมินบอกว่า มันวัดเป็นคะแนนไม่ได้  ผมตอบเขาว่า การประเมินของคุณทำให้โรงเรียนเราล้าสมัย  แต่อย่างไรก็ตามผมปรับให้มีการประเมินสองแบบ  ผมเปิดโรงเรียนทางเลือก เสริมสร้างทักษะชีวิต  ผมอยากจะเรียนถามว่า ในขณะที่ยังมีครูในระบบกระแสหลัก  ครูจะมีทางออกอย่างไร เพราะยังมีข้อบังคับในการประเมินแบบตัวเลข 

 

อาจารย์จุมพล  ผมอยู่ในวงการประเมินมานานพอควร  เขายังอยากได้ตัวเลขกันอยู่ จึงขอแนะนำว่า ไม่ยากเลย ให้แปลงสิ่งที่เราได้จากอัตนัย เป็นตัวเลขให้เขาไป  เพื่อให้เขาสบายใจ

ในการศึกษาระบบอุดมฯ นั้น เหตุที่ต้องอ้างอิงอยู่เสมอนั้น เหตุผลเบื้องหลังก็คือเป็นการบอกให้รู้ว่าคุณได้ศึกษาเรื่องนั้นมามากพอแล้ว ซึ่งการอ้างอิงนั้นอาจจะเป็นไปเพื่อหักล้าง หรือยืนยันสนับสนุนในเรื่องนั้นต่อไปก็ได้ 

 

อาจารย์ศรวณีย์   มีประเด็นหนึ่งคือที่อยากแลกเปลี่ยนคือ ทุกวันนี้เราอยู่ในระบอบการศึกษาแบบตะวันตก เพราะเขามีความชำนาญในการจัดระบบ  ดิฉันเห็นว่ามีคำหนึ่งที่มีอยู่ดั้งเดิมตั้งแต่ปู่ย่าตายาย คือคำว่า อ่านออกเขียนได้  การมีชีวิตที่เชื่อมโยงกับสังคม ที่เรารู้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างสลับซับซ้อน  การอ่านไม่ใช่อ่านหนังสือ แต่อ่านใจ อ่านตา อ่านเกม อ่านทุกสิ่ง  การเขียนไม่ใช่เขียนหนังสือ แต่คือการแสดงออกถึงทุกสิ่งที่เราได้เรียนรู้ออกมาอย่างสร้างสรรค์  

 

พวกเราในฐานะคนทำงาน ต้องกลับมาสู่ราก ภูมิปัญญา  ดินฟ้าอากาศ ที่ปู่ย่าตายายได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างงดงาม เลือกบทเรียนที่มีสุนทรีย์ ที่มีทุกสิ่งที่อย่างอยู่ในวิถี จิตวิญญาณ มนุษยสัมผัส  ภาษาไทยงดงามและเปี่ยมภูมิปัญญา ศักดิ์สิทธิ์ เพราะภาษาออกมาจากจิต จิตที่กำหนดภาษา เป็นจิตที่ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหมดในจักรวาลและอยู่ในคำ

 

ขอขอบคุณ คุณอธิษฐาน์  คงทรัพย์ ผู้จดบันทึกหลัก