เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวทีจิตตปัญญาเสวนา ครั้งที่ ๔๗ “กล้าที่จะสอน” บทท้าทายจิตวิญญาณความเป็นครูในสังคมร่วมสมัย ขึ้นที่ห้องคอนเวนชั่น สถานีไทยพีบีเอส ถนนวิภาวดีรังสิต ระหว่างเวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. วิทยากรในการเสวนา ประกอบด้วย ศาสตราจารย์กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ ราชบัณฑิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์จุมพล พูนภัทรชีวิน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรวณีย์ สุขุมวาท ดร.สรยุทธ์ รัตนพจนารถ และ คุณพฤหัส พหลกุลบุตร โดยมี ดร.อดิศร จันทรสุข และ ดิฉัน รับ รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ
เวทีในวันนี้ดำเนินไปอย่างอบอุ่น เมื่อจบการเสวนาผู้เข้าฟังสะท้อนว่า “บรรยากาศการเสวนาในวันนี้เต็มไปด้วยพลังชีวิตของคนที่มีหัวใจความเป็นครู”
“เป็นช่วงเวลาของการสร้างพลังบวก และกระแสของความเย็นด้วยจิตที่เป็นกุศลของทั้งคนพูดและคนฟัง ท่ามกลางความร้อนระอุของเหตุการณ์บ้านเมืองข้างนอก รู้สึกเหมือนอยู่ในโอเอซิสกลางทะเลทราย”
อาจารย์สุมน เริ่มต้นการเสวนาครั้งนี้ด้วยเรื่องของจิตวิญญาณของความเป็นครู
...คนมักเข้าใจว่า จิตวิญญาณเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชีวิต ถ้าไม่มีวิญญาณก็ไม่มีชีวิต จริงๆ แล้วจิตวิญญาณ คือ การเติบโตงอกงาม แสดงถึงสมดุลของจิตภายในกับพฤติกรรมภายนอก เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดิฉันเรียนรู้มาตั้งแต่สมัยจำความได้ เพราะดิฉันอยู่ในครอบครัวที่อบรมบ่มนิสัยมาก อยากจะขอพูดถึง พาล์มเมอร์ ที่เขียนหนังสือ นั้น มีความคล้ายคลึงกันกับครูสุมน คือ คลุกคลีกับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ครูสุมนสอนนักเรียนสามวัย สอน ป.๕ สาธิตจุฬาฯ สอนนิสิต ป.ตรี คณะครุศาสตร์และ ป.โท อีกหลายคอร์ส มีประสบการณ์การสอนคล้ายๆ กันกับ ศ.พาล์มเมอร์ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “กล้าที่จะสอน” ในจิตวิญญาณของความเป็นครูมีทั้งความกล้าและความกลัว และนอกจากนั้นยังมีทั้งกล้าๆ กลัวๆ อีกต่างหาก ความกล้าของคนหนึ่งอาจจะเป็นความกลัวของอีกคนหนึ่งก็ได้
ถ้าเราเป็นครูเฉย คือ เป็นครูเฉยๆ เราก็จะไม่กล้า และไม่กลัวที่จะทำอะไร หรือเราอาจกลัวที่จะมีภารกิจเพิ่มขึ้น กลัวสอนไม่เก่ง กลัวคนไม่ชอบเราสารพัด ถ้าเรากลัวเราก็จะไม่กล้าทำอะไร ดิฉันเป็นครูตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ มาจนบัดนี้ วิถีที่เราต้องสอนโลกชีวิตจริงและสอนโลกวิชา สอนโลกวิชามีคนสนใจมาก มีคนตามประเมินวัดผล แต่โลกชีวิตจริงนั้น ไม่มีใครติดตามวัดผล และเพิกเฉย ดิฉันขอคณบดีไปสอน ป.๕ วิชาศีลธรรม โดยไม่ใช้หนังสือเลย แต่ใช้วิธีเล่านิทานเรื่อง พลอยสีน้ำเงิน เด็กๆจะรอคอยฟังว่าวันนี้ พลอยสีน้ำเงินจะมีเรื่องตื่นเต้นอะไร ดิฉันสอน นร.ให้แผ่เมตตาให้ยุงนานาชนิด
เราจะรู้จักนร.และนิสิตที่เราสอนได้อย่างไร ถ้าเราจะรู้จักเขาเราต้องดู ลูกศิษย์เราทีละคน เราได้พบเขาตลอดเวลาเป็นปีๆ ถึง ๔ ปี ดิฉันจะรู้จักโดยให้เขาเขียนให้ฉันอ่าน พูดให้ฉันฟัง มานั่งคุยกัน ที่ห้องพักอาจารย์ดิฉันจะมีลูกศิษย์มาหาอยู่เสมอ บางคนมานั่งคุย บางคนมานั่งหมุนปากกาเล่น หมุนอยู่ ๒๐ นาทีโดยไม่พูดอะไร ทำให้ดิฉันต้องวางมือจากทุกอย่างที่ทำอยู่ และนั่งดูเขาไปเรื่อยๆ จนเขาพูดว่า ตอนนี้หนูสบายใจแล้วค่ะอาจารย์ แล้วก็เดินออกไป
การที่เราจะดึงโลกของ ศิษย์มาเชื่อมกับโลกของเรา เราดูได้ที่ตาของเขา สิ่งที่ครูต้องหัดเสมอคือ หัดฟัง อย่าพูดมาก แล้วเราจะพบความมหัศจรรย์ว่าลูกศิษย์มีอะไรจะบอกเราเยอะมาก และทำให้เราได้รู้จักเขา ในวิชาการศึกษากับสังคม ดิฉันสอนมากกว่า workload ที่มี ดิฉันจะพบนิสิต ๑๔๐ คน ในคอร์ส สัปดาห์ละ ๖ ชั่วโมง (พบทุกคนโดยแบ่งกลุ่มย่อยเข้ามาพบและพูดคุย) ในคอร์สของ อ.สุมน ทุกคนต้องทำงาน ออกไปพบสังคม ชุมชน แล้วมาพูดคุยกับดิฉัน ในสายวิชาและชีวิต เป็นถนนสองสายที่บางครั้งสวนทางกัน บางครั้งควบคู่ไปด้วยกัน คนเป็นครูเดินพร้อมไปกับศิษย์ จูงไปด้วยกัน บางทีเราก็เดินตามศิษย์และเรียนรู้จากเขาเยอะมาก ชีวิตคนไทยวันนี้ไม่มีวันเหมือนเดิมแล้ว โลกของหลานดิฉันเป็นคนละโลกกับดิฉันแล้ว เราอยู่ในทวิภพ รอบนี้ขอจบแค่นี้ก่อน
อาจารย์จุมพล ถ้าเราทำสิ่งที่เราเคยทำ เราก็จะได้อะไรที่เคยได้ แต่ถ้าเราทำในสิ่งที่เราไม่คุ้นชิน ก็จะเป็นโอกาสใหม่ให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เรายังไม่เคยได้ ผู้จัดถามมาในสิ่งที่เคยรู้ ก็จะตอบให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จะใช้วิธีเล่าเรื่องสั้นๆ โดยจะเชื่อมโยงกับหนังสือเล่มนี้ด้วย ผมจบคณิตศาสตร์ ป.ตรี ต่อป.โท ด้านจิตวิทยา เมื่อตัดสินใจมาเป็นอาจารย์ช่วงแรกผมกลัวที่จะสอน เพราะไม่รู้จะสอนอะไรอีท่าไหน เพราะกลัวที่จะสอน ทำให้ไม่กล้าที่จะสอนในแบบที่เราอยาก ตอนผมเรียน ป.ตรี คณิตศาสตร์ ผมถามอาจารย์ว่า เรียนไปเพื่ออะไร เรียนไปทำไม อาจารย์ตอบว่า “เอาไว้ไปเรียนต่อขั้นสูงต่อไป” ผมเจ็บปวดกับการเรียนคณิตศาสตร์มาก สอบแต่ละครั้งเพียงเพื่อให้แค่ผ่านไป เมื่อมาเรียน ป.โท ด้านจิตวิทยา อาจารย์ก็เน้นเรื่อง scientific methods, experimental science คือ ถ้าทำให้นักจิตวิทยาเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ จะสุดยอดมาก เมื่อผมผ่าน ป.โท และ ป.เอกมาแล้ว เราจะถูกฝึกว่า ในงานวิจัยของเราต้องมีคำจำกัดความที่แคบ เฉพาะเจาะจง สุดยอด แต่ตอนตีความนั้น เราตีความครอบจักรวาล ตอนนี้เมื่อเราได้มาใคร่ครวญกับสิ่งที่เราเรียนมา เราบอกกับตัวเองว่าถ้าเราเป็นอาจารย์เราจะไม่ทำแบบนั้นหรอก คือ ทำให้การศึกษามันศักดิ์สิทธิ์เกินความจริง และสร้างความเจ็บปวดให้ผู้เรียน
ตอนที่มาต่อ ป.เอก การสอนแบบเน้นความเป็นวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งเข้มข้นกว่าตอนป.โท ทำให้ผมยิ่งก้าวร้าวทางการเรียน ผมเดินมาเป็นเส้นตรง ผมถูกครอบด้วยความคิดของวิทยาศาสตร์เต็มรูปแบบ ก้าวร้าวทางวิชาการสูง เพราะต้องการพิสูจน์ถูก – ผิดตลอดเวลา แต่สมัยนี้ผมมีความสุขที่จะเลื่อนลอย ดูเหลวไหล ไร้สาระ แต่ในความไร้สาระมีความหมายอยู่ เพราะผมได้มาร่วมเรียนรู้กับกลุ่มจิตวิวัฒน์ การศึกษาจึงไม่ใช่การให้คำจำกัดความแคบๆอีกต่อไป แต่การศึกษาคือการให้ความหมาย และคนที่จะให้ความหมายหรือสร้างความได้ดีที่สุดคือ ผู้เรียนนั่นเอง ไม่ใช่ผู้สอน
สมัยนั้นผมสอบชิงทุนไปเรียนต่อ ป.เอก ด้านปรัชญาการศึกษาที่อเมริกา เขาฝึกให้ผมเป็นนักปรัชญาที่ตั้งคำถาม มีสามคำถามหลักๆ คือ ๑) ความจริงแท้สูงสุดมีหรือไม่ ถ้ามีคงที่หรือไม่คงที่ มันเป็นอย่างไร ไหนบอกมาหน่อย ๒) แล้วมีวิธีเข้าสู่ความจริงนั้นไหม ๓) อะไรควร อะไรไม่ควร เป็นด้านศีลธรรม / จริยธรรม เช่น วิชาที่กำลังสอนนี้ควรสอนไหม วิชานี้สัมพันธ์เชื่อมโยงกับชีวิตและสังคมอย่างไร ถ้าไม่สัมพันธ์เลย ควรสอนไหม หรือมีเอาไว้สำหรับเรียนต่อขั้นสูงต่อไป อีกคำถามคือ อะไรงาม อะไรไม่งาม เป็นเรื่องสุนทรียศาสตร์ ผมว่ามนุษย์จำเป็นจะต้องพิจารณาสองเรื่องนี้อย่างยิ่ง เช่น นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเทคโนโลยีบางอย่าง ที่น่าตื่นเต้นมาก แต่กลับทำให้สังคมเร่าร้อนวุ่นวาย คำถามคือเทคโนโลยีแบบนั้นเรายังควรจะสร้างมันต่อไปไหม ตอนนี้ทุกเรื่องถูกลดทอนลงมา โดยละเลยโลกแห่งความดี ความจริงและความงาม
สัปดาห์แรกที่สอน ผมบอกกับ นศ.ว่าจะไม่สอนอะไรทั้งนั้น แต่ตั้งคำถาม ๓ ข้อให้ไปหาความหมาย ปรัชญาคืออะไร ชีวิตคืออะไร และบอกเขาว่าผมจะหักล้างทุกคำตอบที่คุณหามา เตรียมตัว defend ทุกสิ่งที่คุณหามา แรกๆ เขาอึดอัดกันมากเพราะผมหักล้างทุกคำตอบ จากนั้นให้เขาเขียน feed back กลับมาเป็น deep reflection หลายคนเขียนกลับมาว่า “อาจารย์ครับตอนนี้ผมรู้แล้วครับว่าผมไม่รู้อะไรอีกเยอะ ผมจะเริ่มเสาะแสวงหาสิ่งที่ผมยังไม่รู้ต่อไป”
ก่อนหน้านั้นผมกล้าที่จะสอนในแบบที่ตนเองคิดและเชื่อว่าดี ปัจจุบัน เมื่อผ่านประสบการณ์ต่างๆในชีวิตมาถึงทุกวันนี้ ผมไม่กลัวที่จะสอน แต่ไม่กล้าสอนอีกต่อไป ผมเลิกสอนตามความหมายเดิม ของคำว่า “สอน” จริงๆ แล้ว ผมตั้งใจ “กล้าที่จะไม่สอน”
อาจารย์ศรวณีย์ ลำบากใจที่จะคุย เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็น “ครู” แต่รู้สึกว่าตนเองโชคดี เพราะโดยการเรียนการสอน เราสอนวรรณคดี ซึ่งคนบอกว่าเป็นวิชาที่ยากและหลุดโลก แต่ถ้าพูดกันจริงๆ มันคือ การอ่านหนังสือที่เราชอบแล้วมาเล่าให้ เด็กๆ ฟัง ตัวเองชอบเล่านิทานตั้งแต่เด็กๆ พอได้มาสอนวิชานี้ เหมือนมีคนมาจ้างเราให้เล่านิทาน
ดิฉันเป็นคนที่มีคำถามแปลกๆ มากมายมาตั้งแต่เด็ก มีวันหนึ่งนั่งใต้ต้นไม้ ถามตัวเองว่า เราเป็นใคร มาจากไหน เราคืออะไร พอเกิดคำถามอย่างนั้นขึ้นแล้วเราตกใจมาก แต่เมื่อผ่านมาถึงตอนนี้ มองกลับไปดูแล้วก็พบว่า “คำถามนั้นทำให้เรามีชีวิตแบบนี้ในวันนี้”
เมื่อเด็กๆ ดิฉันเคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ยะลาอยู่หลายปี ยะลาเป็นเมืองที่ดิฉันประทับใจมาก ตอนอายุ ๘ ขวบ มีประสบการณ์หนึ่งที่ดิฉันกระโดดลงมาจากน้ำตก และไม่ได้หายใจ ตอนนั้นเหมือนโลกหยุด รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเดียวกับโลกทั้งหมด รู้สึกเย็นฉ่ำและอยากจะอยู่ตรงนั้นไปตลอด ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโลกรอบตัว มีชีวิตอยู่ด้วยชีวิตทั้งหมด ดิฉันสื่อสารพูดคุยกับโลกนี้ กับต้นไม้และสัตว์ แต่เมื่อเข้าโรงเรียนก็พบว่าสิ่งที่เรารู้สึก ถูกสอนว่าไม่ใช่ ดิฉันเข้าโรงเรียนเทศบาลประจำจังหวัด ที่บ้านลิบง ไม่เข้าใจคำว่าวิชาการ แต่เข้าถึงการเรียนรู้ ดิฉันวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ที่เป็นลูกคนถีบสามล้อ ลูกของหญิงค้าบริการ ไปดูลิเก ดูงิ้วที่ตลาด พ่อก็ปล่อยให้เราได้วิ่งเล่น ดิฉันมีความสุขมาก วันเสาร์อาทิตย์ ก็ขี่จักรยายไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดกับเพื่อน ไม่มีห้องเรียน ชอบอยู่นอกบ้าน ถือกระติกไปอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่ค่อยอยู่ในบ้าน
ตอนที่ย้ายมากรุงเทพ รู้สึกว่าตัวเองเถื่อนและต่ำต้อยมากภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เรื่อง ต้องไปขอติวกับเพื่อน วันหนึ่งก็บอกพ่อว่าช่วยหนังสือภาษาอังกฤษให้หน่อย อยากเก่งภาษาอังกฤษ พ่อซื้อหนังสือ Robinson Crusoe ฉบับ simplified มาให้ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตดิฉัน ดิฉันนั่งอ่านหนังสือเล่มนั้นโดยพยายามไม่เปิดดูคำศัพท์ จากนั้นดิฉันก็ได้ค้นพบความลับของการเรียนตอนเรียนอยู่ ป.๗ จนทำให้ดิฉันเก่งในวิชาที่ไม่เคยเก่งเลย เก่งเลข เก่งเรขา เก่งอังกฤษ เพราะได้ค้นพบการเรียนตาม step ของเราเอง คือ การอ่านเพราะอยากรู้จริงๆ และพยายามเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติ ดิฉันค้นพบกระบวนการเรียนรู้ในแบบของตนเอง ดิฉันชอบฟังดนตรี ชอบวิ่ง สิ่งเหล่านี้คือการเรียนรู้ในจังหวะของชีวิต ตอนฤดูร้อนพ่อแม่จะพาไปอยู่บ้านคุณยาย คุณยายให้หลาน ๑๕ คนใส่บาตรทุกวัน คุณยายเล่านิทานแม่โพสพให้ฟังแล้วบอกว่าต้องกินข้าวหมดทุกเม็ด เพราะไม่อย่างนั้นแม่โพสพจะเสียใจ ดิฉันไม่เคยกินข้าวเหลือเลย จนถึงทุกวันนี้ เพราะไม่อยากให้แม่โพสพเสียใจ
เมื่อได้ตัดสินใจมาเป็นครูสิ่งหนึ่งที่ดิฉันทำคือ ให้ห้องเรียนออกไปสู่โลกภายนอก และนำโลกภายนอกมาสู่ห้องเรียน ดิฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นครูไหม แต่รู้ว่าเป็นมนุษย์หนึ่งคน และชอบสื่อสาร เมื่อมาสอนวรรณคดีก็เป็นเรื่องเล่า ดิแนสนใจเรื่องเล่าอันเก่าแก่ และเรื่องเก่าเอามาเล่าใหม่ ตีความใหม่ มนุษย์เล่าเพื่อจะบอกว่าตัวเองอยู่ตรงไหนในจักรวาล เราสร้างเพศขึ้นมา (ก่อเกิดมนุษย์) เล่าไปนานๆ ก็เกิดการมีอำนาจ เมื่อมีอำนาจในการเล่าเรื่องเราก็ครอบงำคนอื่นๆ และเริ่มห้ามคนอื่นไม่ให้เล่าเรื่องของเขาที่ต่างออกไป เราต้องมีการทำให้ นร.ของเราสามารถข้ามผ่านกรอบจำกัดเหล่านี้ ดิฉันมีคอร์ส มนุษย์กับการแสวงหาความรู้ ข้อมูลไม่ใช่ความรู้ เพราะข้อมูลคือข้อมูล ข้อมูลจะมีความหมายเมื่อมีบริบทสอดคล้องและมีดารสร้างความหมายขึ้น
ดิฉันถามเพื่อนร่วมงานว่า ทำไมเมื่อพูดคำว่าจิตวิญญาณกับนักสังคมศาสตร์ นักมนุษยศาสตร์ คำนี้เป็นคำหยาบมากใช่ไหม เพราะเราพยายามทำทุกอย่างให้เป็นวิทยาศาสตร์ ความก้าวร้าวคือวิธีการที่ทำให้เราได้ทุกอย่าง เราต้องช่วยกันให้สิ่งที่เป็นนามธรรมเหล่านี้เกิดขึ้น ตอนที่ดิฉันมาสอนหนังสือใหม่ๆ เพื่อนครูด้วยกันบอกว่า ความประพฤติไม่เหมาะสม ต้องปรับพฤติกรรมใหม่ เพราะดิฉันเป็นนักกิจกรรมและสนิทสนมกับลูกศิษย์มาก ใช้เวลาอยู่กับเด็กๆเยอะ บางทีก็แต่งชุดชาวเขาไปทำงาน (เป็นชุดที่เราชอบมาก) ดิฉันเคารพผู้ใหญ่พูดจาไพเราะ แต่ก็คิดว่าเราควรมีอิสระในการแต่งกายที่สุภาพให้เกียรติในแบบของเรา มหาวิทยาลัยน่าเศร้ามาก เพราะมีคนเก่งๆ เยอะมาก แต่อยู่ในระบบของการถูกประเมินแบบเดิมๆ ดิฉันต้องต่อสู้เยอะ เพราะทำในสิ่งที่ against norm ของสังคม ดิฉันอยู่ภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาคที่คนเห็นว่ามีทางที่จะรวยได้มากถ้าอยากจะรวย เพราะสามารถเปิดติวหารายได้พิเศษได้เยอะ รวมทั้งเปิดภาคพิเศษ ฯลฯ ดิฉันขอ ผศ.เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วและไม่คิดจะขออีก เพราะต้องการอิสรภาพในการทำในสิ่งที่เราอยากทำ
เราจะช่วยเหลือครูที่ต้องอยู่ใน norm ของสังคม แต่ก็ต้องหาเลี้ยงปากท้องด้วยนั้น เราจะช่วยเขาได้อย่างไร ดิฉันโชคดีมากที่ ไม่ต้องไปต่อสู้เพื่อให้ได้บ้าน (คุณพ่อซื้อให้) แม้จะต้องการเงินพอสมควรในการดำรงชีวิต ดิฉันจึงมีเวลาในการทำงานอย่างเต็มที่ สิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดในการเป็นครูคือ การทำให้เด็กที่จะลาออกหรือเด็กที่ไม่เก่งให้ได้กลับมา และมีที่ยืนในสังคมได้อย่างภาคภูมิ นศ.คนหนึ่งที่ได้รางวัลศิลปาธร เขาคือลูกศิษย์ของดิฉันที่เรียนไม่เก่งเลย แต่ปัจจุบันเขาได้กลับเข้ามานำสังคมและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ หลายๆ คน
คุณพฤหัส - ก๋วย ผมไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นครูได้เต็มปาก ผมคิดว่าตัวเองเป็นนักเรียน ทุกวันนี้ก็ยังเรียนอยู่ไม่รู้จบ ผมบอกตัวเองได้ชัดเจนตั้งแต่วัยรุ่นคือ ผมอยากเป็นคนทำละคร และเป็นครู ผมโลภจะเอาทั้งสองอย่างคือ เป็นครูด้วยวิธีการละคร แรงบันดาลใจแรกคือ ตอนที่ได้ชมละครเรื่อง Man of La Mancha mujทำโดยคณะละครสองแปด ผมถูกดึงดูดด้วยละครเรื่องนี้มาก ผมเห็นว่าตนเองสนใจสิ่งนี้
เมื่อมาเรียนคุรุศาสตร์ จุฬาฯ ผมบอกตัวเองว่าผมไม่สามารถยึดโยงกับการเรียนรู้แบบนั้นได้ ผมไม่รู้เรื่องเลยในห้องเรียน อาจารย์สอนดี แต่ตัวผมเองไม่ connect กับวิถีแบบนั้น วันหนึ่งผมอ่านหนังสือ “โกมล คนหนุ่ม” เรื่องของครูโกมล คีมทอง อ่านไม่วางตั้งแต่บ่ายสามโทงจนถึงค่ำ ตอนที่ผมอ่าน จม.ที่ครูโกมลเขียน และจดหมายตอบจากอาจารย์สุมน ผมนั่งร้องไห้ในห้องสมุด ผมรู้สึกอะไรบางอย่างจากข้อเขียน นั่นคือ ความรักที่ครูคนหนึ่งมอบให้ศิษย์ ผมพยายามจะหาการเรียนรู้และสิ่งที่เหมาะกับตัวเรา เมื่อเรียนในห้องไม่รู้เรื่อง ผมก็ออกไปทำกิจกรรมข้างนอก ไปค่าย ไปทำละคร ไป ร.ร.หมู่บ้านเด็ก เจอเด็กพูดหยาบคายมาก ผมตกใจ อยากจะเข้าไปสั่งสอนเปลี่ยนเด็ก แต่เด็กไม่เปลี่ยน สิ่งที่ผมได้เห็นคือ เด็กกระโดดโลดเต้น ลงไปว่ายน้ำเหมือนปลาในแม่น้ำ ผมถามตัวเองว่า เฮ้ย! การเรียนรู้มันควรจะเป็นแบบนี้หรือเปล่าวะ ผมค่อยๆ ประมวลประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้
ผมเรียนทฤษฎีการศึกษามากมาย ในห้องเรียนแต่ไม่เข้าใจ แต่ผมมาเข้าใจปรัชญาเหล่านี้จาก ข้างถนน จากม็อบ จากชุมชน ผมเพิ่งเข้าใจหลังจากเรียนจบมาแล้ว ๕-๖ ปี ผมเชื่อว่ามีอีกหลายคนที่เป็นแบบนี้ แต่เรามีวิธีการสอบ การประเมิน แบบเดียว ทั้งๆ ที่ยังมีเด็กที่ชอบงานศิลปะ ทำสิ่งที่อยู่นอกห้องเรียน เด็กเกรียน เด็กแว๊น ผมสนใจกลุ่มเด็กเหล่านี้ เพราะตอนที่ให้เด็กๆ มาทำงานศิลปะ เขาทำงานศิลปะได้โดดเด่นมาก มันสะท้อนโลกภายในของเด็ก ผมสนใจสิ่งเหล่านี้มาตลอด ทำถูกๆ ผิดๆ บ้าง และได้เรียนรู้มากจากการทดลอง
ผมเป็นมุมเดียวกับ นร. คือ เมื่อ นร.อยากเรียนรู้อะไร แบบไหน ผมก็ลองทำแบบนั้นไป บางทีก็เวิร์ค ไม่เวิร์ค แต่เวลาได้เห็นเด็กเปลี่ยนแปลงเติบโตมากมาย มีพัฒนาการมากมาย จะมีคนมาถามว่า อะไรคือตัวชี้วัดของคุณ ผมตอบได้แต่ว่าตัวชี้วัดของผมคือ ดวงตา เราจะรู้ว่าขณะนี้เด็กอยู่กับเราไหม เชี่อมโยงกับเราไหม มันบอกได้ผ่านดวงตา จริงๆ แล้วงานศิลปะมันคือส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าเรามีความงามอยู่ในทุกๆ อณูของชีวิตเรา จะมองโลกเปลี่ยนไป
อ.เอเชีย ผมเป็นกลุ่มตัวอย่างในจานทดลองที่ mutant เป็นเด็กหลอดแก้วในช่วงที่ประเทศบูมเรื่องวิทยาศาสตร์และส่งให้เรียนวิทยาศาสตร์แบบเต็มที่ ผมอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์และอยากเป็นครู พอผมจบเรียนจบป.ตรี ก็ได้ทุนให้ไปเรียนต่อ ป.เอกที่ Yale ตอนแรกผมตั้งใจจะทำวิทยานิพนธ์เรื่อง EIA เมื่อมาวางแผยเก็บข้อมูลในประเทศไทย ครูบอกว่าอย่าทำเรื่องนี้เลย เพราะมันสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมน้อยมาก เพราะมันถูกจำกัดด้วยระบบ การที่ครูชวนมาทำเรื่องการศึกษาและชุมชนนี่ทำให้ผมได้เปิดกบาล เพราะที่เยลเขาสอนให้คนเป็นจ้าวโลก นศ.จะออกไปครองโลก เปลี่ยนแปลงโลกยังไง มันเป็นโครงสร้างเชิงอำนาจมาก คือ เขาบอกว่าโลกคือสิ่งชั่วร้าย เราคือ ฮีโร่มากู้โลก
เมื่อได้ไปอยู่กับปราชญ์ชาวบ้าน ได้เห็นอีกมุมหนึ่ง และก็ยังเห็นความงดงามของวิทยาศาสตร์ด้วย เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมบ่มเพาะความเป็นขบถไว้เยอะ ได้เจอผู้ใหญ่หลายท่าน ที่ทำให้เราแตกฉานในความเป็นขบถมากขึ้น ตั้งคำถามกับเราว่า ถ้าจะให้คนเกิดการเรียนรู้นั้น จะต้องเรียนรู้อะไร ก็พบว่าต้องเรียนรู้เชื่อมโยง กับชุมชน สิ่งแวดล้อม และตนเอง ผมให้นศ.ทำงานศิลปะ ทำ art therapy ทำละครหุ่นมือ ในชั้นเรียนใหญ่ๆ ๒๐๐ -๓๐๐ คน ผมไม่เคยด่าเด็กเลย เมื่อเด็กคุย ผมก็ยืนนิ่งๆ สักครู่เขาก็จะเงียบ และกลับมาเรียนต่อ ผมสอน ๑๐ ชม. เวลาที่มีไม่พอ แต่พอเราย้ายเด็กมาอยู่ข้างเดียวกับเรา เขาจะไปกับเรา เด็กหลายคนอ่านหนังสือ ๑๙๘ หน้าจบก่อนผมสอนจบในเทอมนั้น เรามีการพูดคุยกันในชั้นเรียน ผมเห็นความอยากจะเรียนของมนุษย์ เด็กทุกคนอยากจะเก่ง อยากจะฉลาด อยากจะได้รับการยอมรับ ทำอย่างไรเราจะเปิดกุญแจ ไขกุญแจนี้ได้ เด็กทุกคนกลับมาเล่าว่า ความสัมพันธ์ของเขากับครอบครัวดีขึ้น พอเด็กมาอยู่ข้างเรา มันจะสนุกมาก ถ้าเราทำให้เขาเจอว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันน่าเรียน การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นได้ ผมเคยให้เขาออกแบบกระบวนการเรียนรู้มาเล่าให้ฟัง ว่าสิ่งที่เขาอยากจะเรียนนี้ เขาอยากจะเห็นมันออกมาเป็นแบบไหน ผมว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ในทุกๆที่
ผมอยากจะอ่านบางส่วนที่พาล์มเมอร์เขียนไว้ในตอนนี้ให้ฟัง “ผมมีพรสวรรค์อะไรที่ทำให้ช่วงเวลาเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ... ”
“ความสามารถในการเข้าใจชีวิตนศ.ได้มากกว่า นศ.เข้าใจตนเอง ... ถนัดในการตั้งคำถามดีๆ และรับฟัง ...ยอมเสี่ยงที่จะชวนนศ.เปิดประเด็น...”
ตอนที่สอนหนังสืออยู่ผมมีความสุขนะ แต่ตอนนี้ลาออกมาทำงานให้กลุ่มจิตอาสา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย พวกเขาเหมือนคนหิวน้ำในทะเลทราย เขาอยากเรียน อยากเอาความรู้เรื่องจิตตปัญญาไปใช้ องค์กรเหล่านี้มีศักยภาพ ถ้ามีการส่งเสริมให้คนที่อาสาที่มาทำงานกับเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเองก็จะเป็นการศึกษาตลอดชีวิต ตอนนี้ผมกลับมาเรียนรู้มากขึ้น
อาจารย์สุมน ดิฉันฟังแล้ว นึกถึงการศึกษาระดับอุดมฯ ที่จริงๆ แล้วไม่อุดมเลย นึกถึง คุณอังคาร กัลยาณพงศ์ ที่ท่านเขียนกวีว่า ...อนิจจาน่าเสียดาย ฉันทำชีวิตหายไปครึ่งหนึ่ง... ดิฉันเปลี่ยนเอามาเปลี่ยนเสียใหม่ว่า ...อนิจจาน่าเสียดาย มหาวิทยาลัยทำชีวิตหายไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่สูญหายนั้นลึกซึ้ง คือน้ำผึ้งบุบผาลดามาลย์ ฯ
มหาวิทยาลัยสอนเราให้รู้จักโลกภายนอก แต่น้อยมากที่จะสอนให้เรารู้จักโลกภายในของตนเอง นศ.ทุกคนเก่ง ทุกคนมีดีของตนเอง ครูทุกคนเก่ง และมีดีของตนเอง เราต้องมองเข้าไปในตัวของตัวเอง การประเมินทำให้การศึกษาหายไปครึ่งหนึ่ง เพราะเราไม่เคยสอนให้คนประเมินตนเอง ลองประเมินตนเองทุกวันว่าตั้งแต่เช้า – เย็น เราทำอะไรดี เราทำอะไรไม่ดี อยากให้มีตัวชี้วัดแบบนี้บ้าง เมื่อเราประเมินเข้าไปภายในตนเอง เราจะพบว่าชีวิตนี้สุนทรีย์ ชีวิตนี้น่าสนใจ น่าเรียนรู้เหลือเกิน
อาจารย์จุมพล อ.สุมนคือครูของผม และเป็นคนที่ดึงความก้าวร้าวทางวิชาการของผมลงมาติดพื้น ผมชอบจับผิดคนพูดในที่ประชุม ถ้าใครพูดผิดผมจัดการแน่ๆ วันนั้นผมเดินมาพบกับครูสุมน ครูบอกว่า “จุมพลพูดได้ดีมากๆ สาระดีมากๆ แต่สังเกตไหมว่าไม่ค่อยมีใครฟัง ถ้าจุมพลเปลี่ยนวิธีพูด จะทำให้คนจำนวนมากหันมาฟังสาระที่คุณจุมพลพยายามจะบอก” ตั้งแต่นั้นมาผมก็ได้คิด ได้เปลี่ยนท่าทีในการพูดของตนเองมีความอ่อนน้อมต่อคนอื่นมากขึ้น
ตอนที่คุณก๋วย บอกว่า ตัวชี้วัด คือ ดวงตาของเด็กๆ เป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนที่ทำการประเมินวัดผล เข้าใจแนวคิดแบบนี้ ตัวอย่าง การประเมินผลกระแสหลัก ถ้าเราตอบว่า สายตา เขาก็จะถามต่อว่า อะไรสายตา บอกยังไง และก็จะถามต่อว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับวิชาที่สอน เดี๋ยวนี้วิชาต่างๆ มันกลายเป็นสาตราวุธ ที่ทำร้ายทิ่มแทงกันและกัน เพื่อจะบอกว่าใครถูกใครผิด แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตัวชี้วัด มันเป็นเรื่องภายนอกทั้งนั้น ตัวชี้วัดที่เราต้องการคือ สิ่งที่บ่งบอกว่า สิ่งนั้นสัมพันธ์กับชีวิต ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อมและโลกยังไง
อาจารย์หลายคนมาบ่นกับผมเรื่องการเขียน มคอ. คำว่า มคอ. ผมแปลว่า “ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง” เพราะมันทำให้เขาไม่มีตัวตน ไม่มีความเป็นครูอีกต่อไป การศึกษาของเราล้มเหลว ความเป็นตัวตนของคุณหายไปหมดเลย ไม่เชื่อลองเรียน ป.เอกดู เขาจะบังคับให้เราเขียนในแบบที่ไม่มีตัวตนของเรา เพราะเขาบอกว่า you are nobody พอผมเห็นความไร้สาระในวงการศึกษา ทำให้ผมเริ่มมีสาระในชีวิตของตนเองมากขึ้น ผมอยากให้การศึกษาเป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนแต่ละคน เห็นความหมายของตนเอง ของผู้อื่นและสรรพสิ่งที่ลักษณะที่สัมพันธ์เชื่อมโยง โดยไม่แยกส่วน เมื่อรู้ว่าเราสัมพันธ์กับคนอื่น สิ่งอื่นๆได้มากเท่าไร ยิ่งมีความหมายมากขึ้น ความหมายคือการบ่งบอก ความสัมพันธ์ที่เรามีต่อตนเอง ผู้อื่นและสรรพสิ่ง เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ดังที่ผมพูดไว้ในตอนแรกว่า ผมไม่กล้าที่สอน ในความหมายว่า ผมกล้าที่จะไม่สอนแล้ว
ในมุมมองส่วนตัวกลับเห็นว่า...ครูในโรงเรียน...อาจารย์ในมหาวิทยาลัย สามารถเติมเต็ม ชีวิตที่หายไปของเด็ก และเยาวชนได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากครอบครัวนะคะ...