สิ่งที่ได้จากการเรียนสหกรณ์

สิ่งที่ได้จากการเรียนสหกรณ์ก็เริ่มส่งผลกับตัวผู้เขียนและครอบครัว หลังจากเข้าทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ให้กับพี่น้องประชาชนผู้สนใจแล้ว ยังได้นำความรู้เรื่องสหกรณ์เข้ามาปรับใช้กับชีวิตของตนเอง เริ่มต้นสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ การเข้าเป็นสมาชิกครั้งแรก ผู้ที่จะเป็นสมาชิกจะต้องทำใบสมัครด้วยความสมัครใจ ยื่นต่อสหกรณ์ และสหกรณ์จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เพื่อพิจารณาอนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วสหกรณ์ก็จะแจ้งให้ไปชำระค่าหุ้นและค่าธรรมเนียมแรกเข้า พร้อมกับลงลายมือชื่อในทะเบียนสมาชิก จึงจะถือว่าได้เป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์และมีสิทธิหน้าที่ตามข้อบังคับของสหกรณ์ การที่ผู้เขียนเลือกเป็นสมาชิกสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์เพราะว่าบุคลากรในหน่วยงานต้นสังกัดที่ผู้เขียนทำงานได้จัดตั้งสหกรณ์นี้ไว้แล้ว ส่วนใครจะเลือกเป็นสมาชิกสหกรณ์ใดก็ตามความสมัครใจและเลือกให้เหมาะกับอาชีพของตนเอง เนื่องจากในประเทศไทยตามประกาศของกฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้สหกรณ์มี 7 ประเภท นอกจากสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ผู้เขียนสมัครเข้าเป็นสมาชิกและร่วมลงทุนถือหุ้นเป็นเจ้าของแล้ว ยังมีสหกรณ์การเกษตรสำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพการเกษตร สหกรณ์ประมงสำหรับผู้ที่ทำการประมงทั้งประมงน้ำจืด น้ำเค็ม และประมงภูเขา สหกรณ์นิคม สำหรับผู้ที่อยู่ในเขตพื้นที่จัดที่ดินในรูปนิคมสหกรณ์ สหกรณ์บริการสำหรับผู้ที่มีอาชีพบริการ เช่น สหกรณ์เดินรถ สหกรณ์นักแสดง หรือจะเลือกสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ร้านค้า เพื่อจะได้ซื้อของกินของใช้ในชีวิตประจำวัน และสหกรณ์ประเภทสุดท้าย ก็คือ สหกรณ์เครดิตยูเนียน เป็นสหกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับสหกรณ์ออมทรัพย์แต่จัดตั้งขึ้นในชุมชนที่สมาชิกมีวงสัมพันธ์เดียวกัน บทบาทแรกที่สหกรณ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวของผู้เขียน คือ การนำเงินสหกรณ์มาไถ่บาปให้กับผู้บังเกิดเกล้า สมัยที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แต่แม่ไม่มีเงินให้เรียนทำให้ผู้เขียนโกรธมากและได้ต่อบุพการีว่า “...แม่นั่นแหละตัวต้นเหตุที่ทำให้ผมจนและไม่มีเงินเรียน...” ซึ่งแม่เองก็ไม่สามารถอธิบายได้ ก็ตอบเพียงว่า“...แล้วทำไมเอ็งไม่ไปเกิดในท้องคนร่ำรวยล่ะจะได้มีเงินเรียนหนังสือ...” ผู้เขียนได้แต่นิ่งเงียบไม่เถียงไม่ออก ได้แต่คิดว่าแม่พูดถูก เพราะทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ ถ้าเลือกเกิดได้ทุกคนก็คงไปเลือกเกิดในท้องของผู้ดีมีเงินมีตระกูลกันหมดแล้ว แม่เราจนเรากับต่อว่าท่าน แล้วต่อไปถ้าเราจนเหมือนท่านแล้วเราจะว่าใคร ลูกเราก็คงด่าเราเป็นกงกรรมกงเกวียน ดังนั้นเราจะต้องหาทางหลุดพ้นจากความจนให้ได้ สหกรณ์คือทางเลือกที่ดีสำหรับผู้เขียน เมื่อมีสิทธิกู้ยืมเงิน ผู้เขียนจึงเดินทางกลับไปบ้านเพื่อคุยกับแม่ขอให้แม่บอกความจริงเรื่องหนี้สินและให้จดรายการหนี้ทั้งหมดเพื่อจะช่วยปลดหนี้ให้แม่ แรกๆ แม่ก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมบอกว่า กลับพูดว่า “...เงินเดือนเพียงพันกว่าบาทจะมาช่วยแม่ได้อย่างไร เอาไว้เลี้ยงตัวเองเถอะ...” จนสุดท้ายแม่ทนรบเร้าไม่ไหวก็จดรายการหนี้สินที่มีทั้งหมดให้ ผมจึงปรึกษาผู้จัดการสหกรณ์แล้วยื่นเรื่องขอกู้ยืมเงินสหกรณ์ไปไถ่หนี้ให้แม่และเป็นการไถ่บาปไปในตัว

เห็นได้ว่าไม่ใช่เพียงแต่ผู้เขียนเท่านั้นที่สามารถจะใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจในครัวเรือน แก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบได้โดยไม่ต้องเสียเปรียบในเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราที่สูง มีสมาชิกสหกรณ์จำนวนมากที่กู้เงินสหกรณ์ไปเพื่อใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพ กู้เงินสหกรณ์ไปเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูกๆ ได้มีโอกาสเรียนสูงขึ้น และยังมีโอกาสที่จะกู้ยืมไปเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่กู้ไปเพื่อซื้อทรัพย์สินอื่นๆ ได้อีกมากมาย โดยนัยนี้สหกรณ์ย่อมเป็นสถาบันการเงินของชุมชนที่ทำให้คนในชุมชนที่เป็นสมาชิกเข้าถือหุ้นร่วมทุนกันเป็นเจ้าของและยังมีฐานะเป็นนิติบุคคล เพราะต้องไปขอจดทะเบียนกับนายทะเบียนสหกรณ์ ถ้าจะเรียกอีกชื่อหนึ่งก็คือ ธนาคารชุมชน เพราะสหกรณ์มีราษฎรในชุมชนที่เป็นสมาชิกเป็นเจ้าของและมีสภาพนิติบุคคลถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้สมาชิกสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสหกรณ์ได้ง่ายกว่าธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเงินทุน อีกทั้งการบริหารจัดการสหกรณ์ก็ใช้ระบอบประชาธิปไตยด้วยระบบผู้แทนสมาชิกมีการคัดเลือกตัวแทนสมาชิกจากที่ประชุมใหญ่ประจำปีเข้าไปเป็นผู้บริหาร เรียกว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ซึ่งกรรมการทั้งหมดก็มาจากสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับความวางใจให้เข้าไปเป็นตัวแทนสมาชิกทั้งหมด บริหารจัดการกิจการสหกรณ์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้จัดตั้งสหกรณ์ขึ้น นอกจากธุรกิจสินเชื่อที่อำนวยประโยชน์ให้กับสมาชิกที่ด้อยโอกาสทางการเงินแล้ว สหกรณ์ยังส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนได้มีการออมทรัพย์โดยสะสมเงินไว้กับสหกรณ์ซึ่งเราก็สามารถเลือกออมได้ตามความถนัด เริ่มตั้งแต่แรกเข้าเป็นสมาชิกก็คือออมในรูปของการถือหุ้นแรกเข้าต่อจากนั้นสมาชิกจะถือหุ้นสะสมเป็นรายเดือนหรือสมาชิกจะซื้อหุ้นตามความสมัครใจและความต้องการของสมาชิก แต่ทั้งนี้สหกรณ์จะกำหนดเพดานการลงทุนไว้ให้สมาชิกหนึ่งคนจะถือหุ้นในสหกรณ์ได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ในสหกรณ์ เพราะสหกรณ์ให้ความสำคัญของความเป็นมนุษย์มากกว่าเงิน ต้องการให้สมาชิกฝึกช่วยตนเองเพราะการที่เราช่วยตนเองได้นั้นก็หมายถึงช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย และถ้าได้ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้แล้วในหมู่สมาชิกสหกรณ์ ก็ถือว่าสหกรณ์นั้นได้บรรลุถึงอุดมการณ์สหกรณ์ นั่นคือ การช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อนึ่ง การจำกัดเพดานการถือหุ้นในสหกรณ์ไว้นั้นก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดมีเงินหุ้นจำนวนมากแล้วใช้เงินค่าหุ้นมาสร้างอำนาจครอบงำสหกรณ์ สหกรณ์จึงเน้นการกระจายการหุ้นสู่สมาชิกทุกคนอย่างเป็นธรรมและให้สมาชิกทุกคนมีโอกาสถือหุ้นในส่วนของเจ้าของกิจการในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน ไม่ให้เกิดความสุดโต่งด้านการเงินในส่วนของผู้เป็นเจ้าของเพื่อลดทอนอำนาจที่อาจจะเกิดจากเงิน เพราะกลัวจะเกิด“ปัญหาเงินนำหน้าปัญญาหด” และเมื่อดำเนินการแล้วสหกรณ์มีส่วนเกินหรือที่ธุรกิจทั่วไปเรียกว่ากำไร ที่ได้จากการทำธุรกิจการค้า สหกรณ์ก็จะจัดสรรจ่ายเป็นเงินปันผลกลับคืนให้กับสมาชิกในอัตราส่วนร้อยละตามจำนวนหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์ ปัจจุบันกฎหมายกำหนดไว้ให้จ่ายเงินปันผลได้ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์ เหตุผลที่ต้องกำหนดเพดานเงินปันผลไว้ก็เพื่อเป็นการป้องกันการต่อเงินถ้าหากไม่กำหนดไว้เช่นนี้ก็จะมีนายทุนเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อหวังต่อเงินจากสมาชิกที่จนๆ โดยการลงทุนถือหุ้นมาก ก็ได้ปันผลมาก ภาษีก็ได้รับการยกเว้นจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกิดการต่อเงิน สหกรณ์จึงป้องกันสิ่งเหล่านี้ และสหกรณ์จะให้ความสำคัญกับสมาชิกที่สร้างเงิน คือนำเงินมาลงทุนแล้วกู้ยืมกลับไปเป็นทุนประกอบอาชีพให้เกิดรายได้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวสมาชิกและครอบครัว จากผลประโยชน์เงินส่วนเกินที่สหกรณ์ได้รับจากการทำธุรกิจการค้านั้น สหกรณ์จึงมีส่วนช่วยให้ฐานะเด็กจน ๆ คนหนึ่งได้ลืมตาอ้าปาก มีบ้าน มีรถ มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีอาชีพที่มั่นคง ที่สำคัญก็คือปัจจุบัน ผู้เขียนก็ไม่ยากจน มีกินมีใช้ มีความสุขแม้จะไม่ร่ำรวยถึงขั้นเป็นเศรษฐีก็ตาม